พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๓ หน้า ๖๐๑-๙๐๐

จาก วิกิตำรา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 601 เป็นคำชั่วก็ตาม แม้เราก็จักไม่กล่าวคำอะไร ๆ ต่อพวกท่าน เป็นคำดี ก็ตาม เป็นคำชั่วก็ตาม ขอพวกท่านจงเว้นจากการว่ากล่าวเสีย.

       [๖๐๙]  บทว่า ภิกษุนั้น ได้แก่  ภิกษุผู้มีสัญชาติแห่งคนว่ายากนั้น. 
       บทว่า  อันภิกษุทั้งหลาย  ได้แก่  ภิกษุเหล่าอื่น  อธิบายว่า  ภิกษุ

เหล่าใดเห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ภิกษุเหล่านั้นควรว่ากล่าวภิกษุผู้มีสัญชาติแห่ง คนว่ายากนั้นว่า ท่านอย่าได้ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆ ว่ากล่าวไม่ได้ ขอท่าน จงทำตนให้เขาว่าได้แล แม้ท่านก็จงว่ากล่าวภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรม แม้ภิกษุทั้งหลายก็จักว่ากล่าวท่านโดยชอบธรรม เพราะว่าบริษัทของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือด้วยว่ากล่าวซึ่งกัน และกัน ด้วยเตือนกันและกันให้ออกจากอาบัติ ควรว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง ควรว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม หากเธอสละเสีย สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายได้ยินแล้วไม่ว่ากล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงคุมตัวมาแม้สู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วพึงว่ากล่าวว่า ท่านอย่าได้ทำตนให้เป็นผู้อันใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้

ขอท่านจงทำตนให้ว่ากล่าวได้แล      แม้ท่านก็จงว่ากล่าวภิกษุทั้งหลายโดย 

ชอบธรรม แม้ภิกษุทั้งหลายก็จักว่ากล่าวท่านโดยชอบธรรม เพราะว่า บริษัทของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือด้วยว่า กล่าวซึ่งกันและกัน ด้วยเตือนกันและกันให้ออกจากอาบัติ ควรว่ากล่าว แม้ครั้งที่สอง ควรว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม หากเธอสละเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 602

                                วิธีสวดสมนุภาส
     [๖๑๐]   ภิกษุนั้น  อันสงฆ์พึงสวดสมนุภาส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล

สงฆ์พึงสวดสมนุภาสอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

                         กรรมวาจาสวดสมนุภาส
       ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้  อันภิกษุทั้งหลาย 

ว่ากล่าวอยู่ถูกทางธรรม ย่อมทำตนให้เป็นผู้อันใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้ ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง สวดสมนุภาสภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ

       ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า  ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้  อันภิกษุทั้งหลาย

ว่ากล่าวอยู่ถูกทางธรรม ย่อมทำตนให้เป็นผู้อันใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้ ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่อง นั้น การสวดสมนุภาสภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย ชอบเเก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้โด ท่านผู้นั้นพึงพูด

        ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ถูกทางธรรม ย่อมทำตนให้ เป็นผู้อันใครๆ ว่ากล่าวไม่ได้ ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาส ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้น การสวดสมนุภาสภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้ สละเรื่องนั้นเสีย ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

        ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 603 ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้ อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ถูกทางธรรม ย่อมทำตนให้ เป็นผู้อันใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้ ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาส ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้น การสวดสมนุภาสภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อให้สละ เรื่องนั้นเสีย ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

       ภิกษุมีชื่อนี้อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว  เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย  ชอบ

แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

        [๖๑๑]   จบญัตติ  ต้องอาบัติทุกกฏ
        จบกรรมวาจาสองครั้ง   ต้องอาบัติถุลลัจจัย
        กรรมวาจาครั้งสุด   ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
        เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส   อาบัติทุกกฏเพราญัตติ     อาบัติถุลลัจจัย

เพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.

        บทว่า สังฆาทิเสส  ความว่า   สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาสเพื่ออาบัตินั้น

ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต เรียกเข้าหมู่ ไม่ใช่คณะมากรูปด้วยกันมาก มาย ไม่ใช่บุคคลรูปเดียว เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส เป็นการขนานนาม คือเป็นชื่อของอาบัตินิกายนั้นแล แม้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส.

                                       บทภาชนีย์
        [๖๑๒]   กรรมเป็นธรรม  ภิกษุสำคัญว่า  กรรมเป็นธรรม  ไม่สละ

เสีย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

        กรรมเป็นธรรม  ภิกษุสงสัย  ไม่สละเสีย  ต้องอาบัติสังฆาทิเสส 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 604

         กรรมเป็นธรรม    ภิกษุสำคัญว่า   กรรมไม่เป็นธรรม   ไม่สละเสีย

ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

         กรรมไม่เป็นธรรม    ภิกษุสำคัญว่า    กรรมเป็นธรรม   ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

         กรรมไม่เป็นธรรม  ภิกษุสงสัย  ต้องอาบัติทุกกฏ
         กรรมไม่เป็นธรรม  ภิกษุสำคัญว่า  กรรมไม่เป็นธรรม   ต้องอาบัติ

ทุกกฏ.

                                     อนาปัตติวาร
          [๖๑๓]   ภิกษุผู้ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑  ภิกษุผู้สละเสียได้ ๑  ภิกษุ

วิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                          สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๒  จบ
                              สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๒
                                ทุพพจสิกขาบทวรรณนา
        ทุพพจสิกขาบทว่า  เตน สมเยน  พุทฺโธ   ภควา  เป็นต้น   ข้าพเจ้า

จะกล่าวต่อไป:- ในทุพพจสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:-

               [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระฉันนะ]   
        สองบทว่า  อนาจาร  อาจรติ   มีความว่า  ย่อมกระทำการล่วงละเมิด

ทางกายทวารและวจีทวาร มีอเนกประการ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 605

         คำว่า กึ  นุ  โข   นาม นี้  เป็นการกล่าวข่ม  (ผู้อื่น).
         คำว่า อห โข  นาม  เป็นคำยก  (ตน).
         ด้วยคำว่า  ตุมฺเห  วเทยฺย    ท่านแสดงว่า     เราควรจะว่ากล่าวพวก

ท่านว่า พวกท่าน จงกระทำอย่างนี้ อย่ากระทำอย่างนี้.

         หากผู้ถามจะถามว่า   เพราะเหตุไร  ?
         ตอบว่า         เพราะพระฉันนะกล่าวหมายเอาความประสงค์เป็นต้น

อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงม้ากัณฐกะเสด็จออกพร้อมกับ เรา ทรงผนวชแล้ว. ครั้นกล่าวว่า พระธรรมของเราแล้ว เมื่อจะแสดง ยุติในความเป็นของ ๆ คนอีก จึงกล่าวว่า พระธรรมนี้ พระลูกเจ้าของ เรา ได้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้. มีคำอธิบายว่า เพราะว่า สัจจธรรม ๔ อัน พระลูกเจ้าของเราแทงตลอดแล้ว; ฉะนั้น แม้พระธรรมก็เป็นของเรา. แต่สำคัญพระสงฆ์ว่า ตั้งอยู่ในฝักฝ่ายแห่งคนคู่เวรของตน จึงไม่กล่าวว่า พระสงฆ์ของเรา. แค่ใคร่จะกล่าวเปรียบเปรยรุกรานสงฆ์ จึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า เสยฺยถาปิ นาม ดังนี้.

         บทว่า ติณกฏฺปณฺณสฏ  ได้แก่  หญ้า  ไม้  และใบไม้แห้งที่ร่วง

หล่นตกไปในสถานที่นั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง หญ้าด้วย ไม้เบาไม่มีแก่น ด้วย; เหตุนั้น จึงชื่อว่า หญ้าและไม้. ใบไม้แห้ง ชื่อว่า ปัณณสฏะ.

         บทว่า  อุสฺสาเทยฺย  ได้แก่ พัดไปกองรวมไว้.
         บทว่า  ปพฺพเตยฺย      ได้แก่  เกิดจากภูเขา.    จริงอยู่    แม่น้ำนั้นมี

กระแสอันเชี่ยว; เพราะฉะนั้น ท่านจึงระบุเอาแต่แม่น้ำนั้นเท่านั้น.

         ในคำว่า  สงฺขเสวาลปณก  น   มีวินิจฉัยดังนี้:-
         สาหร่ายที่มีใบ   มีรากยาว  เรียกว่า  จอก.   สาหร่ายสีเขียว   เรียกว่า 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 606 สาหร่าย. สาหร่ายที่เหลือ มีตะไคร้น้ำและแหนเป็นต้น แม้ทั้งหมด ถึงการนับว่า แหน.

        ด้วยคำว่า เอกโต  อุสฺสาทิตา  ท่านแสดงว่า  แม้อันใครๆ ประมวล

มาแล้ว คือทำเป็นกองไว้ในที่เดียวกัน.

        บทว่า  ทุพฺพจชาติโก  ได้แก่ มีภาวะแห่งบุคคลผู้ว่ายาก.  อธิบายว่า

ผู้อันใคร ๆ ไม่อาจว่ากล่าวได้. แม้ในบทภาชนะแห่งบทว่า ทุพฺพจชาติโก นั้น บทว่า ทุพฺพโจ ได้แก่ ผู้อันเขากล่าวสอนได้โดยยาก คือโดยลำบาก. มีคำอธิบายว่า อันใคร ๆ ไม่อาจว่ากล่าวได้โดยง่าย.

       บทว่า โทวจสฺสกรเณหิ   คือ  (ด้วยธรรม)  อันกระทำความเป็น

ผู้ว่ายาก. อธิบายว่า ก็ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ย่อมทำบุคคลให้เป็นผู้ว่า ยาก, เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น.

       ก็บัณฑิตพึงทราบธรรมเหล่านั้น    มี ๑๙ อย่าง     คือความเป็นผู้มี

ความปรารถนาลามก ๑ ความยกตนข่มผู้อื่น ๑ ความเป็นคนมักโกรธ ๑ ความผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๑ ความเป็นผู้มักระแวงเพราะ ความโกรธเป็นเหตุ ๑ ความเป็นผู้เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธเพราะ ความโกรธเป็นเหตุ ๑ ความกลับเป็นผู้โต้เถียงโจทก์ ๑ ความเป็นผู้กลับ รุกรานโจทก์ ๑ ความเป็นผู้กลับปรักปรำโจทก์ ๑ ความกลบเรื่องอื่น ด้วยเรื่องอื่น ๑ ความเป็นผู้ไม่พอใจตอบด้วยความประพฤติ ๑ ความเป็น ผู้ลบหลู่ตีเสมอ ๑ ความเป็นคนริษยาเป็นคนตระหนี่ ๑ ความเป็นคนโอ้ อวดเจ้ามายา ๑ ความเป็นคนกระด้างดูหมิ่นผู้อื่น ๑ ความเป็นคนถือแต่ ความเห็นของตน ๑ ความเป็นคนถือรั้น ๑ ความเป็นผู้ถอนได้ยาก ๑

  • มีเพียง ๘ แม้ในอนุมานสูตร ก็มีเพียง ๑๖. ม. มู. ๑๒/๑๘๙.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 607 อันมาแล้วในอนุมานสูตรตามลำดับ โดยนัยมีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมอันทำความเป็นคนว่ายากเหล่าไหน ? ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ! ภิกษุ ในศาสนานี่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ดังนี้ เป็นต้น.

       ผู้ใด  ไม่อด ไม่ทนโอวาท,  เพราะเหตุนั้น    ผู้นั้น ชื่อว่า อักขมะ.

ผู้ใด เมื่อไม่ปฏิบัติ ตามที่ท่านพร่ำสอน ไม่รับอนุสาสนีโดยเบื้องขวา; เพราะเหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า มีปกติไม่รับโดยเบื้องขวาซึ่งอนุสาสนี.

       บทว่า อุทฺเทสปริยาปนฺเนสุ  ได้แก่ นับเนื่องในอุเทศ   คือรวมลง

ในภายใน. ความว่า เป็นไปภายในปาฏิโมกขุทเทส เพราะท่านสงเคราะห์ อย่างนี้ว่า อาบัติ มีแก่ท่านผู้ใด, ท่านผู้นั้นพึงเปิดเผย.

       สองบทว่า สหธมฺมิก  วุจฺจมาโน  ได้แก่ อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าว

อยู่โดยชอบสหธรรม. นี้เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. อธิบาย ว่า อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ด้วยสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ไว้ อันได้นามว่า สหธรรมิก เพราะเป็นสิกขาอันสหธรรมิก ๕ พึง ศึกษา หรือเพราะเป็นของสหธรรมิก ๕ เหล่านั้น .

       คำว่า  วิรมถายสฺสนฺโต มม  วจนาย  มีความว่า  พวกท่านว่ากล่าว

ข้าพเจ้าด้วยคำใด, จงเลิกจากคำนั้น ตามคำของข้าพเจ้า. มีคำอธิบายว่า พวกท่าน จงอย่ากล่าวคำนั้นกะข้าพเจ้า.

       คำว่า  วเทตุ  สหธมฺเมน  มีความว่า  ท่านผู้มีอายุ   จงว่ากล่าวด้วย

สิกขาบทอัน เป็นสหธรรม หรือด้วยคำแม้อื่นอันเป็นสหธรรม คือเป็นไป เพื่อความเลื่อมใส.

       ศัพท์ว่า  ยทิท   เป็นนิบาต   ลงในอรรถ   คือแสดงเห็นแห่งความ

เจริญ. ด้วยคำว่า ยทิท นั้น ย่อมเป็นอันท่านแสดงเหตุแห่งความเจริญ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 608 ของบริษัทอย่างนี้ว่า การพูดแนะประโยชน์แก่กันและกัน และการยังกัน และกันให้ออกจากอาบัตินี้ใด, บริษัทเจริญแล้ว ด้วยการว่ากล่าวกันและ ด้วยการยังกันและกันให้ออกจากอาบัตินั้น. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้น ทั้งนั้น. แม้สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นกับปฐมสังฆเภทสิกขาบท นั้นแล.

                            ทุพพจสิกขาบทวรรณนา  จบ
                              สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๓
               เรื่องภิกษุพวกพระอัสสชิ  และพระปุนัพพสุกะ
         [๖๑๔]   โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะ เป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี ชั่วช้า ภิกษุพวกนั้นประพฤติอนาจารเห็นปานดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น รดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำ มาลัยเรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริด เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ภิกษุพวกนั้น นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน นำไปเองบ้าง ใช้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 609 ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม นำ ไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อันนำไปบ้าง ซึ่ง ดอกไม้แผงสำหรับประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุลกุมารี เพื่อสะใภ้เเห่งสกุล เพื่อกุลทาสี ภิกษุพวกนั้น ฉันอาหารในภาชนะอัน เดียวกันบ้าง ดื่มน้ำในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบนอาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดอัน เดียวกันบ้าง นอน คลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา กุลกุมารี สะใภ้แห่งสกุล กุลทาสี ฉันอาหารในเวลา วิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำ บ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับ หญิงฟ้อนรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ขับร้องกับหญิงขับร้องบ้าง ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำกับหญิง ประโคมบ้าง ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง ประโคมกับหญิงประโคมบ้าง เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับหญิง เต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่น หมากรุกแถวละแปดตาบ้าง เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บ บ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนห่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ บ้าง เล่นสกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถ น้อย ๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 610 ใบไม้บ้าง เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่นธนูน้อย ๆ บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัดขี่ม้าบ้าง หัด ขี่รถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัดม้า บ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือ บ้าง ปล้ำกันบ้าง ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานเต้นรำ แล้ว พูดกับหญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่า น้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ ดังนี้ บ้าง ให้การคำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้าง.

         [๖๑๕]    ก็โดยสมัยนั้นแล       ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาในแคว้นกาสี

เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงชนบทกิฎาคีรีแล้ว ครั้นเวลาเช้าภิกษุนั้นครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต ยังชนบทกิฎาคีรี มีอาการเดินไป ถอยกลับ แลเหลียว เหยียดแขน คู้แขน น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ

        คนทั้งหลายเห็นภิกษุรูปนั้นแล้ว   พูดอย่างนี้ว่า   ภิกษุรูปนี้เป็นใคร

ดูคล้ายคนไม่ค่อยมีกำลัง เหมือนคนอ่อนแอ เหมือนคนมีหน้าสยิ้ว ใคร เล่าจักถวายบิณฑะแก่ท่านผู้เข้าไปเที่ยวบิณฑบาตรูปนี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้า เหล่าพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะของพวกเรา เป็นผู้อ่อนโยน พูด ไพเราะ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มก่อน มักพูดว่า มาเถิดมาดีแล้ว มีหน้าไม่ สยิ้ว มีหน้าชื่นบาน มักพูดก่อน ใคร ๆ ก็ต้องถวายบิณฑะแก่ท่าน เหล่านั้น.

        อุบาสกคนหนึ่ง     ได้แลเห็นภิกษุรูปนั้นกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ใน

ชนบทกิฎาคีรี ครั้นแล้วจึงเข้าไปหาภิกษุนั้น กราบเรียนถามภิกษุรูปนั้น ว่า พระคุณเจ้าได้บิณฑะบ้างไหม ขอรับ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 611

         ภิกษุรูปนั้นตอบว่า   ยังไม่ได้บิณฑะเลยจ้ะ
         อุบายสกกล่าวอาราธนาว่า   นิมนต์ไปเรือนผมเถิด    ขอรับ    แล้วนำ

ภิกษุนั้นไปเรือน นิมนต์ให้ฉันแล้วถามว่า พระคุณเจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ

         ภิ.  อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี  เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
         อุ.   ถ้าเช่นนั้น   ขอพระคุณเจ้า    จงกราบถวายบังคมพระบาทของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และขอจงกราบทูลตามถ้อยคำของ กระผมอย่างนี้ด้วยขอรับว่า พระพุทธเจ้าข้า วัดในชนบทกิฏาคีรีโทรม ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็น ภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอประพฤติอนาจารเห็นปานดังนี้ คือปลูก ต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัย เรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง... ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยิ่งมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่ เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อน ๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาด แล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง พระ- พุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงส่งภิกษุทั้งหลายไปสู่ชนบทกิฎาคีรี เพื่อวัดในชนบทกิฏาคีรีนี้จะพึงตั้ง มั่นอยู่

        ภิกษุนั้นรับคำของอุบาสกนั้นแล้ว     หลีกไปโดยหนทางอันจะไปสู่

พระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระวิหารเชตวัน อารามของ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 612 อนาถบิณฑิกคหบดีโดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

                                  พุทธประเพณี 
       [๖๑๖]    อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย   ทรงปราศรัย

กับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี

                       พระพุทธเจ้าทรงปราศรัย
        ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุนั้นว่า   ดูก่อนภิกษุ

เธอยังพอทนอยู่ดอกหรือ ยังพอครองอยู่ดอกหรือ เธอเดินทางมาเหนื่อย น้อยหรือ ก็นี่เธอมาจากไหนเล่า

        ภิกษุนั้นกราบทูลว่า   ข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนอยู่ได้  ยังพอครอง

อยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า และข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาลำบากเล็กน้อย ข้าพระพุทธเจ้าจำพรรษาในแคว้นกาสีแล้ว เมื่อจะมายังพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ผ่านชนบทกิฎาคีรี พระพุทธเจ้าข้า ครั้น เวลาเช้า ข้าพระพุทธเจ้าครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังชนบทกิฎาคีรี พระพุทธเจ้าข้า อุบาสกคนหนึ่ง ได้เห็น ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในชนบทกิฎาคีรี ครั้นแล้ว ได้ เข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า กราบไหว้ข้าพระพุทธเจ้าถามว่า ท่านได้บิณฑะ บ้างไหม ขอรับ ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า ยังไม่ได้บิณฑะเลยจ้ะ เขาพูดว่า มนต์ไปเรือนผมเถิด ขอรับ แล้วนำข้าพระพุทธเจ้าไปเรือน ให้ฉันแล้ว ถามว่า พระคุณเจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า จักไป พระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจ้ะ เขาพูดว่า ท่านขอรับ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 613 ถ้าเช่นนั้นขอท่านจงกราบถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เศียรเกล้า และขอจงกราบทูลตามถ้อยคำของกระผมอย่างนี้ว่า พระพุทธ- เจ้าข้า วัดในชนบทกิฏาคีรีโทรม ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ เป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม ประพฤติอนาจาร เห็นปานดังนี้ คือปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเอง บ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง... ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้าง เมื่อก่อน ชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ ทานประจำของสงฆ์ก่อน ๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีล เป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง พระพุทธเจ้าข้า ข้า- พระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส พระองค์ควรส่งภิกษุทั้งหลายไปสู่ ชนบทกิฎาคีรี เพื่อวัดในชนบทกิฏาคีรีนี้จะพึงตั้งมั่นอยู่ดังนี้ ข้าพระ- พุทธเจ้ามาจากชนบทกิฏาคีรีนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

                             ทรงสอบถามภิกษุสงฆ์
        [๖๑๗]   ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์

ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุพวกอสัสชิและ ปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม ประพฤติอนาจารเห็นปานดังนี้ คือปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น ปลูกบ้าง รดนำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 614 ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำ บ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับ ประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง... ประพฤติอนาจารต่าง ๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธา ไม่ เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อน ๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัด ขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง ดังนี้ จริงหรือ.

        ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า.
                          พระพุทธเจ้าทรงติเตียน
         พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การ

กระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั่นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ประพฤติ 

อนาจารเห็นปานดังนี้ คือปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกเอง บ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำ มาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำ บ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เเผงสำหรับ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 615 ประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง พวกเธอนำไปเองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้านนำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม นำไปเองบ้าง ใช้ ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผง สำหรับประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุลกุมาร เพื่อสะใภ้ แห่งสกุล เพื่อกุลทาสี พวกเธอฉันอาหารรนภาชนะอันเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบนอาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบน เตียงอันเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดอันเดียวกันบ้าง นอนคลุม ผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา กุลกุมารี สะใภ้แห่งสกุล กุลทาสี ฉันอาหารใน

เวลาวิกาลบ้าง   ดื่มน้ำเมาบ้าง  ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้

บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ฟ้อนรำกันหญิงขับร้องบ้าง ขับร้องกับหญิง ขับร้องบ้าง ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงประโคมบ้าง ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง ประโคมกับ หญิงประโคมบ้าง เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำ บ้าง ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง เต้นรำ กับหญิงเต้นรำบ้าง เล่นหมากรุกแถวละแปดตาบ้าง เล่นหมากรุกแถว สิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 616 เล่นโยนห่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ บ้าง เล่น สกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อย ๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่นธนูน้อย ๆ บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียน คนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัดขี่ม้าบ้าง หัดขับรถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัดม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือบ้าง ปล้ำกันบ้าง ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานเต้นรำ แล้วพูดกับ หญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่า น้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ดังนี้บ้าง ให้ การคำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่าง ๆ บ้างเล่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของโมฆ- บุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อม- ใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

                          รับสั่งให้ปัพพาชนียกรรม
        [๖๑๘]   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุพวกพระอัสสชิ

และพระปุนพัพสุกะโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ทรงกระทำธรรมีกถารับสั่ง กะพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะว่า ไปเถิด สารีบุตรและโมค- คัลลานะ พวกเธอไปถึงชนบทกิฏาคีรีแล้วจงทำปัพพาชนียกรรมแก่- ภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรี เพราะภิกษุพวกนั้น เป็นสัทธิวิหาริกของเธอ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 617

       พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า   พระพุทธเจ้าข้า

พวกข้าพระพุทธเจ้าจะทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ- ปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฏาคีรีได้ด้วยวิธีไร เพราะภิกษุพวกนั้น ดุร้าย หยาบคาย

       พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนสารีบุตรและโมคคัลลานะ   ถ้า

เช่นนั้น พวกเธอจงไปพร้อมด้วยภิกษุหลาย ๆ รูป

       พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ  ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

                             วิธีทำปัพพาชนียกรรม
        [๖๑๙]    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แล

วิธีปัพพาชนียกรรมพึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพ- สุกะก่อน ครั้นแล้วพึงให้พวกเธอให้การ ครั้นแล้วพึงยกอาบัติขึ้น ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ- จตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

              กรรมวาจาทำปัพพาชนียกรรม
       ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ -

ปุนัพพสุกะเหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความพระพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ ด้วย และสกุลทั้งหลายอันภิกษุเหล่านี้ประทุษร้าย เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขา ได้ยินอยู่ด้วย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำปัพพาช-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 618 นียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี นี่เป็น ญัตติ

         ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ-

ปุนัพพสุกะเหล่านี้เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความ ประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอันภิกษุเหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขา ได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ- ปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี การทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอสัสชิและพระ- ปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง เป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

           ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขา ได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอันภิกษุเหล่านี้ประทุษ ร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฎาคีรีว่า ภิกษุ พวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี การทำปัพ- พาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฎาคีรี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 619 ว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบ แก่ท่านผู้โด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

          ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มี ความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขา ได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอันภิกษุเหล่านี้ประทุษ- ร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฎาคีรีว่า ภิกษุพวก พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทถิฏาคีรี การทำปัพพา- ชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฎาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏคีรี ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

        ปัพพาชนียกรรม       สงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ-

ปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความ นี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

         [๖๒๐]  ลำดับนั้น     ภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

เป็นประมุขได้ไปสู่ชนบทกิฎาคีรีแล้ว ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวก พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฎาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี

       ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านั้น    ถูกสงฆ์ทำปัพพา-

ชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 620 แก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มี

        บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  มีความละอาย มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุ พวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงไม่ ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุ ทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงด้วยความ พอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความ กลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มีเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า.

                    ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท
        [๖๒๑]  ลำดับนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้า  รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์

ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุพวกอัสสชิและ ปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่ หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียง ด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มีจริงหรือ.

        ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า  จริง   พระพุทธเจ้าข้า.  

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 621

       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การ 

กระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียง ด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มีเล่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั้น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของโมฆ- บุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อม- ใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

        ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุพวกพระอัสสชิ   และพระ-

ปุนัพพสุกะโดยอเนกปริยายดังนี้เเล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยายแล้ว ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะ สมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 622

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความรับ ว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑.

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ
        ๑๗.  ๑๓.   อนึ่ง  ภิกษุเข้าไปอาศัยบ้านก็ดี     นิคมก็ดี    แห่งใด

แห่งหนึ่งอยู่ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความ ประพฤติเลวทรามของเธอ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และ สกุลทั้งหลายอันเธอประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ ด้วย ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเป็นผู้ ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทราม ของท่าน เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอัน

ท่านประทุษร้ายแล้ว     เขาได้เห็นอยู่ด้วย    เขาได้ยินอยู่ด้วย   ท่านจง

หลีกไปเสียจากอาวาสนี้ ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ และภิกษุนั้นอันภิกษุ

ทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้   พึงว่ากล่าวภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า  พวกภิกษุ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 623 ถึงความพอใจด้วย ถึงความขัดเคืองด้วย ถึงความหลงด้วย ถึงความ กลัวด้วย ย่อมขับภิกษุบางรูป ย่อมไม่ขับภิกษุบางรูป เพราะอาบัติ เช่นเดียวกัน ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่า ได้กล่าวอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย หาได้ถึงความพอใจไม่ หาได้ถึง ความขัดเคืองไม่ หาได้ถึงความหลงไม่ หาได้ถึงความกลัวไม่ ท่าน เองแล เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความ ประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอันท่านประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เข้าได้ ยินอยู่ด้วย ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ และ ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ เพื่อ ให้สละกรรมนั้นเสีย หากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละเสีย เป็นสังฆาทิเสส.

           เรื่องภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ  จบ
                                 สิกขาบทวิภังค์
         [๖๒๒]   คำว่า  อนึ่ง ภิกษุ...บ้านก็ดี  นิคมก็ดี   แห่งใดแห่งหนึ่ง

ความว่า บ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ชื่อว่า บ้านและนิคม.

        บทว่า  เข้าไปอาศัย...อยู่  คือ   จีวร  บิณฑบาต   เสนาสนะ  และ

เภสัชบริขารเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ เป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่องอยู่ในที่นั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 624

        ที่ชื่อว่า   สกุล   หมายสกุล ๔   คือ   สกุลกษัตริย์   สกุลพราหมณ์

สกุลแพศย์ สกุลศูทร.

       บทว่า   เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล    คือ    ประจบสกุลด้วยดอกไม้ก็ดี

ผลไม้ก็ดี แป้งก็ดี ดินก็ดี ไม้สีฟันก็ดี ไม้ไผ่ก็ดี การแพทย์ก็ดี การสื่อสารก็ดี.

       บทว่า      มีความประพฤติเลวทราม    คือ    ปลูกไม้ดอกเองบ้าง

ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง.

         [๖๒๓]  บทว่า  เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย   คือ ชน

เหล่าใดอยู่เฉพาะหน้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่าได้เห็นอยู่ ชนเหล่าใดอยู่ลับหลัง ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ยินอยู่.

       บทว่า  และสกุลทั้งหลาย     อันเธอประทุษร้ายแล้ว   คือ    ชน

ทั้งหลายเมื่อก่อนมีศรัทธา อาศัยภิกษุนั้นกลับเป็นคนไม่มีศรัทธา เมื่อก่อน เป็นคนเลื่อมใสอาศัยภิกษุนั้นกลับเป็นคนไม่เลื่อมใส.

       บทว่า    เขาได้เห็นอยู่ด้วย    เขาได้ยินอยู่ด้วย  คือ ชนเหล่าใด

อยู่เฉพาะหน้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่าได้เห็นอยู่ ชนเหล่าใดอยู่ลับหลัง ชน เหล่านั้นชื่อว่าได้ยินอยู่.

      [๖๒๔]  บทว่า   ภิกษุนั้น   ได้แก่  ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลรูปนั้น.
       บทว่า  อันภิกษุทั้งหลาย  ได้แก่   ภิกษุเหล่าอื่น   อธิบายว่า ภิกษุ

พวกที่ได้เห็นได้ยินเหล่านั้น พึงกล่าวภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลรูปนั้นว่า ท่านแล เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติ เลวทรามของท่านแล เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุล ทั้งหลาย อันท่านประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 625 ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ และภิกษุนั้น อันภิกษุ ทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น พึงว่าภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ถึงความพอใจด้วย ถึงความขัดเคืองด้วย ถึงความหลงด้วย ถึงความ กลัวด้วย ย่อมขับภิกษุบางรูป ย่อมไม่ขับภิกษุบางรูป เพราะอาบัติเช่น เดียวกัน.

       [๖๒๕]  บทว่า  ภิกษุนั้น  ได้แก่  ภิกษุผู้ทำกรรมรูปนั้น.
       บทว่า  อันภิกษุทั้งหลาย  ได้แก่  ภิกษุเหล่าอื่น  อธิบายว่า  ภิกษุ

เหล่าใดได้เห็น ภิกษุเหล่าใดได้ยิน ภิกษุเหล่านั้น พึงว่ากล่าวภิกษุผู้ทำ กรรมรูปนั้นว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายหาได้ถึงความ พอใจไม่ หาได้ถึงความขัดเคืองไม่ หาได้ถึงความหลงไม่ และหาได้ถึง ความกลัวไม่ ท่านแลเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความพระพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่านแล เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลาย อันท่านประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยิน อยู่ด้วย ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ พึงว่ากล่าว แม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม หากเธอสละเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายได้ยิน แล้วไม่ว่ากล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงคุมตัวมา แม้สู่ท่ามกลางสงฆ์แล้ว พึงว่ากล่าวว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น ภิกษุ ทั้งหลาย หาได้ถึงความพอใจไม่ หาได้ถึงความขัดเคืองไม่ หาได้ถึง ความหลงไม่ หาได้ถึงความกลัวไม่ ท่านแลเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความ ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่านแล เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลาย อันท่านประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 626 อยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม หากเธอสละเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.

                                   วิธีสวดสมนุภาส
        [๖๒๖]    ภิกษุนั้นอันสงฆ์พึงสวดสมนุภาส      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลสงฆ์พึงสวดสมนุภาสอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

                        กรรมวาจาสวดสมนุภาส
        ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้    ถูกสงฆ์ทำ

ปัพพาชนียกรรมแล้ว ใส่ความภิกษุทั้งหลายว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว เธอยังไม่สละเรื่องนั้น ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวด สมนุภาสภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย นี่เป็นญัตติ

        ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้    ถูกสงฆ์ทำ

ปัพพาชนียกรรมแล้ว ใส่ความภิกษุทั้งหลายว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว เธอยังไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่อง นั้นเสีย การสวดสมนุภาสภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

           ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว ใส่ความภิกษุทั้งหลายว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 627 ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว เธอยังไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุผู้มี ชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้น การสวดสมนุภาสภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละ เรื่องนั้นเสีย ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

        ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม  ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว ใส่ความภิกษุทั้งหลายว่า ลำเอียงด้วยความพอใจ ลำเอียงด้วยความขัดเคือง ลำเอียงด้วยความหลง ลำเอียงด้วยความกลัว เธอยังไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุผู้มี ชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย การสวดสมนุภาสภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้ สละเรื่องนั้นเสีย ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

       ภิกษุผู้มีชื่อนี้   อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว    เพื่อให้สละเรื่องนั้นเสีย

ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

        [ ๖๒๗]   จบญัตติ  ต้องอาบัติทุกกฏ
        จบกรรมวาจาสองครั้ง   ต้องอาบัติถุลลัจจัย
        จบกรรมวาจาครั้งสุด  ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติถุลลัจจัยเพราะ

กรรมวาจาสองครั้ง   ย่อมระงับ. 
       บทว่า  สังฆาทิเสส  ความว่า  สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาสเพื่ออาบัตินั้น

ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต เรียกเข้าหมู่ ไม่ใช่คณะมากรูปด้วยกัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 628 ไม่ใช่บุคคลรูปเดียว เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส เป็นการขนานนาม คือเป็นชื่อของอาบัตินิกายนั้นแล แม้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส.

                                         บทภาชนีย์
        [๖๒๘]  กรรมเป็นธรรม  ภิกษุสำคัญว่า  กรรมเป็นธรรม ไม่สละ

ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

        กรรมเป็นธรรม  ภิกษุสงสัย  ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
        กรรมเป็นธรรม  ภิกษุสำคัญว่า  กรรมไม่เป็นธรรม  ไม่สละ  ต้อง

อาบัติสังฆาทิเสส

        กรรมไม่เป็นธรรม   ภิกษุสำคัญว่า   กรรมเป็นธรรม    ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

         กรรมไม่เป็นธรรม  ภิกษุสงสัย  ต้องอาบัติทุกกฏ
         กรรมไม่เป็นธรรม  ภิกษุสำคัญว่า  กรรมไม่เป็นธรรม  ต้องอาบัติ

ทุกกฏ.

                                       อนาปัตติวาร
          [๖๒๙]   ภิกษุผู้ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑  ภิกษุผู้สละเสียได้ ๑  ภิกษุ

วิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                       สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๓  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 629

                                      บทสรุป 
        [๖๓๐]  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรม  คือสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท 

ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว เก้าสิกขาบทให้ต้องอาบัติเมื่อแรกทำ สี่สิกขาบท ให้ต้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งแล้ว รู้อยู่ แต่ปกปิดไว้สิ้นวันเท่าใด ภิกษุนั้น ต้องอยู่ปริวาสด้วยความไม่ปรารถนา สิ้นวันเท่านั้น ภิกษุอยู่ปริวาสแล้ว ต้องประพฤติวัตรเพื่อมานัตสำหรับภิกษุเพิ่มขึ้นอีก ๖ ราตรี ภิกษุประพฤติ มานัตแล้ว ภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูปอยู่ในสีมาใด พึงเรียกภิกษุนั้นเข้าหมู่ใน สีมานั้น ถ้าภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูป หย่อนแม้รูปหนึ่ง พึงเรียกภิกษุนั้นเข้าหมู่ ภิกษุนั้นก็ไม่เป็นอันสงฆ์เรียกเข้าหมู่แล้ว และภิกษุเหล่านั้นควรถูกตำหนิ นี้เป็นสามีจิในกรรมนั้น

       ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในอาบัติสังฆาทิเสสเหล่านั้นว่า     ท่าน

ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถาม แม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถาม แม้ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วใน อาบัติสังฆาทิเสสเหล่านี้ เหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วย อย่างนี้.

                                    เตรสกัณฑ์  จบ
                              หัวข้อประจำเรื่อง
         สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท คือ ปล่อยสุกกะ ๑  เคล้าคลึงกาย ๑  วาจา

ชั่วหยาบ ๑ บำเรอกามของตน ๑ ชักสื่อ ๑ ทำกุฎี ๑ ทำวิหาร ๑ โจท


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 630 ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ๑ โจทอ้างเลศบางอย่าง ๑ ทำลายสงฆ์ ๑ ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั่นแหละ ๑ ว่ายาก ๑ ประทุษร้ายสกุล ๑ ดังนี้แล.

                             สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๓ 
                              กุลทูสกสิกขาบทวรรณนา
       กุลทูสกสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  พุทฺโธ  ภควา  เป็นต้น  ข้าพเจ้า

จะกล่าวต่อไป:- ในกุลทูสกสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:-

  [แก้อรรถเรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ]
       คำว่า    อสฺสชิปุนพฺพสุกา    นาม    ได้แก่  ภิกษุชื่ออัสสชิและ

ปุนัพพสุกะ.

       บทว่า   กิฏาคิริสฺมึ   ได้แก่  ในชนบทที่มีชื่ออย่างนั้น.
       ในคำว่า  อาวาสิกา   โหนฺติ  นี้   มีวินิจฉัยดังนี้:-  
       อาวาสของภิกษุเหล่านี้   มีอยู่;    เหตุนั้น   ภิกษุเหล่านี้     จึงชื่อว่า

อาวาสิกะ (เจ้าอาวาส). วิหารท่านเรียกว่า อาวาส. วิหารนั้นเกี่ยวเนื่อง แก่ภิกษุเหล่าใด โดยความเป็นผู้ดำเนินหน้าที่มีการก่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ และการซ่อมแซมของเก่าเป็นต้น, ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า อาวาสิกะ (เจ้าอาวาส). แต่ภิกษุเหล่าใด เพียงแต่อยู่ในวิหารอย่างเดียว, ภิกษุ เหล่านั้น ท่านเรียกว่า เนวาสิกะ (เจ้าถิ่น). ภิกษุอสัสชิและปุนัพพสุกะนี้ ได้เป็นเจ้าอาวาส.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 631

       สองบทว่า อลชฺชิโน  ปาปภิกฺขู   ได้แก่   เป็นพวกภิกษุลามก  ไม่มี

ความละอาย เพราะว่า ภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะเหล่านั้น เป็นภิกษุ ฉัพพัคคีย์ชั้นหัวหน้า แห่งภิกษุฉัพพัคคีย์ทั้งหลาย.

                               [ประวัติพวกภิกษุฉัพพัคคีย์]
       ได้ยินว่า    ชน ๖ คน๑ ในกรุงสาวัตถีเป็นสหายกัน     ปรึกษากันว่า

การกสิกรรมเป็นต้นเป็นการงานที่ลำบาก, เอาเถิด สหายทั้งหลาย ! พวกเราจะพากันบวช, และพวกเราเมื่อจะบวช ควรบวชในฐานผู้ช่วย สลัดออกเสียในเมื่อมีกิจการเกิดขึ้น๒ ดังนี้แล้ว ได้บวชในสำนักแห่ง พระอัครสาวกทั้งสอง. พวกเธอมีพรรษาครบ ๕ พรรษา ท่องมาติกาได้ คล่องแล้ว ปรึกษากันว่า ธรรมดาว่าชนบท บางคราว ก็มีภิกษาสมบูรณ์ บางคราว มีภิกษาฝืดเคือง, พวกเราอย่าอยู่รวมในที่แห่งเดียวกันเลย จงแยกกันอยู่ในที่ ๓ แห่ง.

        ลำดับนั้น  พวกเธอจึงกล่าวกะภิกษุชื่อบัณฑุกะและโลหิตกะว่า ท่าน

ผู้มีอายุทั้งหลาย  ! ขึ้นชื่อว่ากรุงสาวัตถี มีตระกูลห้าล้านเจ็ดแสนตระกูล อยู่ครอบครอง เป็นปากทางแห่งความเจริญของแคว้นกาสีและโกศล ทั้งสอง กว้างประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ประดับด้วยหมู่บ้าน ๘ หมื่นตำบล, พวกท่านจงให้สร้างสำนัก ในสถานที่ใกล้ ๆ กรุงสาวัตถีนั้นนั่นแล แล้ว ปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าวเป็นต้น สงเคราะห์ตระกูลด้วยดอก และผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้วขยายบริษัทให้ เจริญเถิด.

 ๑. ๖ คน  คือ  ปัณฑกะ ๑  โลหิตกะ  ๑  เมตติยะ ๑  ภุมมชกะ ๑  อัสสชิ ๑   ปุนัพพสุกะ ๑

บวชแล้ว เรียกว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ แปลว่า มีพวก ๖. ๒. นิตฺถเรณกฏฺาเนติ อุปฺปนฺนกิจฺจสฺส นิปฺผาทนฏฺาเนติ โยชนาปาโ ฯ ๑/๔๕๓.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 632

         กล่าวกะพวกภิกษุชื่อว่าเมตติยะและภุมมชกะว่า  ท่านผู้มีอายุ ! ชื่อว่า

กรุงราชคฤห์มีพวกมนุษย์ ๑๘ โกฎิ อยู่ครอบครอง เป็นปากทางแห่ง ความเจริญของแคว้นอังคะและมคธทั้งสอง กว้าง ๓ โยชน์ ประดับด้วย หมู่บ้าน ๘ หมื่นตำบล, พวกท่านจงให้สร้างสำนักในที่ใกล้ ๆ กรุงราชคฤห์ นั้นแล้ว ปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าวเป็นต้น สงเคราะห์ตระกูล ด้วยดอกและผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้ว ขยาย บริษัทให้เจริญเถิด.

        กล่าวกะพวกภิกษุชื่อว่าอัสสชิและปุนัพพสุกะว่า        ท่านผู้มีอายุ  !

ขึ้นชื่อว่ากิฏาคีรีชนบท อันเมฆ (ฝน) ๒ ฤดูอำนวยแล้ว ย่อมได้ข้าวกล้า ๓ คราว, พวกท่านจงให้สร้างสำนัก ในที่ใกล้ ๆ กิฎาคีรีชนบทนั้น นั่นแล ปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าวเป็นต้นไว้ สงเคราะห์ตระกูล ด้วยดอกและผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้วขยาย บริษัทให้เจริญเถิด.

       พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เหล่านั้น  ได้กระทำอย่างนั้น  บรรดาพวกภิกษุ

ฉัพพัคคีย์เหล่านั้น แต่ละฝ่าย มีภิกษุเป็นบริวาร ฝ่ายละ ๕๐๐ รูป รวม เป็นจำนวนภิกษุ ๑,๕๐๐ รูปกว่า ด้วยประการอย่างนี้.

       บรรดาภิกษุเหล่านั้น        ภิกษุชื่อปัณฑุกะและโลหิตกะ       พร้อม

ทั้งบริวารเป็นผู้มีศีลแล เที่ยวไปยังชนบทเป็นที่จาริกร่วมเสด็จกับพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า. พวกเธอไม่ก่อให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำ, แต่ชอบย่ำยีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้ว. ส่วนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์นอกนี้ ทั้งหมดเป็นอลัชชี ย่อมก่อให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำด้วย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 633 ย่อมพากันย่ำยีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้วด้วย. เพราะเหตุนั้น พระธรรม- สังคาหกะทั้งหลายจึงกล่าวว่า อลชฺชิโน ปาปภิกิขู ดังนี้.

         บทว่า   เอวรูป   ได้แก่   มีกำเนิดอย่างนี้. 
        สองบทว่า  อนาจาร อาจรนฺติ  ความว่า  ย่อมประพฤติล่วงมารยาท 

ที่ไม่ควรประพฤติ คือกระทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ.

        บทว่า  มาลาวจฺฉ  ได้แก่   ต้นไม้มีดอกตูม (กอไม้ดอก).
        จริงอยู่  ต้นไม้ดอกก็ดี  กอไม้ดอกก็ดี  ที่ดอกยังตูม   ท่านเรียกว่า

กอไม้ดอกทั้งนั้น. ก็ภิกษุเหล่านั้น ปลูกเองบ้าง ให้คนอื่นปลูกบ้าง ซึ่งกอไม้ดอกมีชนิดต่าง ๆ กันมากมาย. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกะ ทั้งหลายจงกล่าวว่า มาลาวจฺฉ โรเปนฺติปิ โรปาเปนฺติปิ ดังนี้.

        บทว่า  สิญฺจนฺติ  ได้แก่  ย่อมรดน้ำเองบ้าง.
        บทว่า  สิญฺจาเปนฺติ  ได้แก่   ย่อมใช้ให้คนอื่นรดบ้าง.
              [อธิบายลักษณะ  ๕  มีอกัปปิยโวหารเป็นต้น]
        ก็ในอธิการนี้     ผู้ศึกษาพึงทราบลักษณะ ๕ อย่าง     เหล่านี้     คือ

อกัปปิยโวหาร ๑ กัปปิยโวหาร ๑ ปริยาย ๑ โอภาส ๑ นิมิตกรรม ๑ บรรดาลักษณะ ๕ เหล่านั้น ที่มีชื่อว่า อกัปปิยโวหาร ได้แก่ การตัดเอง การใช้ให้ตัดจำพวกของสดเขียว, การขุดเอง การใช้ให้ขุดหลุม, การ ปลูกเอง การใช้ให้ปลูกกอไม้ดอก, การก่อเอง การใช้ให้ก่อคันกั้น, การรดน้ำเอง การใช้ให้รดน้ำ, การทารางน้ำให้ตรงไป การรดน้ำที่เป็น กัปปิยะ การรดด้วยน้ำล้างมือล้างหน้าล้างเท้าและน้ำอาบ.

        ที่ชื่อว่า  กัปปิยโวหาร ได้แก่ คำว่า  จงรู้ต้นไม้นี้,  จงรู้หลุมนี้,

จงรู้กอไม้ดอกนี้, จงรู้น้ำในที่นี้ และการทำรางน้ำที่แห้งให้ตรง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 634

       ที่ชื่อว่า  ปริยาย    ได้แก่   คำมีอาทิว่า   บัณฑิตควรให้ปลูกต้นไม้

ทั้งหลาย มีต้นไม้ดอกเป็นต้น จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกาลไม่นานนัก.

        ที่ชื่อว่า   โอภาส   ได้แก่    การยืนถือจอบและเสียมเป็นต้น    และ

กอไม้ดอกทั้งหลายอยู่. จริงอยู่ พวกสามเณรเป็นต้น เห็นพระเถระยืนอยู่ อย่างนั้น รู้ว่า พระเถระประสงค์จะใช้ให้ทำ แล้วจะมาทำให้.

       ที่ชื่อว่า    นิมิตกรรม   ได้แก่   การนำจอบ   เสียม   มีด   ขวาน

และภาชนะน้ำมาวางไว้ในที่ไกล้ ๆ.

       ลักษณะทั้ง ๕ ประการนี้    ย่อมไม่ควรในการปลุก    เพื่อประโยชน์

แก่การสงเคราะห์ตระกูล. เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคผล กิจ ๒ อย่าง คือ อกัปปิยโวหารและกัปปิยโวหาร เท่านั้น ไม่ควร. กิจ ๓ อย่างนอกนี้ ควรอยู่. แต่ในมหาปัจจรีท่านกล่าวว่า แม้กัปปิยโวหาร ก็ควร. และการ ปลูกใด ย่อมควรเพื่อประโยชน์แก่การบริโภคของตน, การปลูกนั้น ก็ควรเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น แก่สงฆ์ หรือแก่เจดีย์ด้วย. แต่การใช้ ให้ปลูก เพื่อต้องการอาราม เพื่อต้องการป่า และเพื่อต้องการร่มเงา เพียงเป็นอกัปปิยโวหารอย่างเดียว ไม่สมควร. ที่เหลือ ควรอยู่. และ มิใช่จะควรแต่กิจที่เหลืออย่างเดียว ก็หามิได้, แม้การทำเหมืองให้ตรงก็ดี การรดน้ำที่เป็นกัปปิยะก็ดี การทำห้องอาบน้ำแล้วอาบเองก็ดี และการ เทน้ำล้างมือ ล้างเท้าและล้างหน้าลงในที่ปลูกต้นไม้นั้นก็ดี อย่างใด อย่างหนึ่ง สมควรอยู่. แต่ในมหาปัจจรี และในกุรุนที ท่านกล่าวว่า แม้จะปลูกเอง ในกัปปิยปฐพี ก็ควร. ถึงแม้จะบริโภคผลไม้ที่ปลูกเอง หรือใช้ปลูกเพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้น ก็ควร. ในการเก็บเอง และ ในเพราะการใช้ให้เก็บผลไม้ แม้ตามปกติก็เป็นปาจิตตีย์. แต่ (ในการเก็บ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 635 และในการใช้ให้เก็บ) เพื่อต้องการประทุษร้ายตระกูล เป็นปาจิตตีย์ด้วย เป็นทุกกฏด้วย. ในเพราะการร้อยดอกไม้ มีการร้อยตรึงเป็นต้น มี พวงดอกไม้สำหรับประดับอกเป็นที่สุด เป็นทุกกฏอย่างเดียว แก่ภิกษุ ผู้ทำเพื่อต้องการประทุษร้ายตระกูล หรือเพื่อประการอื่น.

         ถามว่า   เพราะเหตุไร. 
        ตอบว่า   เพราะเป็นอนาจาร  และเพราะเป็นปาปสมาจารดังตรัสไว้

ในคำว่า ปาปสมาจาโร นี้.

        หากโจทก์ท้วงว่า   เหตุไร   ในการปลูกต้นไม้เพื่อประโยชน์แก่การ

บูชาพระรัตนตรัย จึงไม่เป็นอนาบัติ เหมือนในการปลูกต้นไม้เพื่อ ประโยชน์แก่อารามเป็นต้นเล่า ?

       เฉลย  เป็นอนาบัติเหมือนกัน.  เหมือนอย่างว่า ในการปลูกต้นไม้

เพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้นนั้น เป็นอนาบัติ เพราะกัปปิยโวหาร และ อาการมีปริยายเป็นต้น ฉันใด, แม้ในการปลูกต้นไม้เพื่อประโยชน์แก่ การบูชาพระรัตนตรัย ก็คงเป็นอนาบัติ ฉันนั้น.

       โจทก์ท้วงว่า   ก็ในการปลูกต้นไม้นั้น    แม้ปลูกเองในกัปปิยปฐพี

ย่อมควรมิใช่หรือ ?

        เฉลยว่า   คำนั้นท่านกล่าวแล้วในมหาปัจจรีและกุรุนที,   แต่ในมหา

อรรถกถามิได้กล่าวไว้. ถ้าแม้นท่านจะพึงฉงนไปว่า ถึงคำที่กล่าวแล้ว ในอรรถกถานอกนี้จะเป็นประมาณได้ก็จริง, แต่การรดน้ำที่เป็นกัปปิยะ ท่านได้กล่าวไว้ในมหาอรรถกถา, การรดน้ำที่เป็นกัปปิยะนั้นเป็นอย่างไร ? แม้การรดน้ำที่เป็นกัปปิยะนั้น ก็ไม่ผิด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 636

         อันที่จริงในการปลูกและการรดนั้น      เมื่อท่านกล่าวอยู่ว่า      ซึ่ง 

ดอกไม้ดอก ดังนี้ ในเมื่อท่านควรจะกล่าวโดยไม่แปลกกันว่า ปลูก เองบ้าง ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดเองบ้าง ให้ผู้อื่นรดบ้าง ซึ่งต้นไม้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมให้ทราบ อธิบายว่า คำว่า กอไม้ดอก นี้กล่าวหมายเอาต้นไม้ ที่มีดอกและผล เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์ตระกูลเท่านั้น, แต่ยังมี ปริยายในการปลูก เพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้นอย่างอื่น; เพราะ- เหตุนั้น คำใดที่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายทราบความมีปริยายในการ ปลูกเพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้นนั้น และความไม่มีปริยายในการปลูก เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์ตระกูลนี้แล้ว กล่าวไว้ในอรรถกถาทั้ง- หลาย, คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวชอบแท้. จริงอยู่ คำนี้ข้าพเจ้าก็ได้กล่าว แล้วว่า

             พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายในปางก่อนได้รจนาอรรถกถา
      ทั้งหลาย  ไม่ได้ละมติของพระสาวกทั้งหลายผู้รู้ธรรมและวินัย
      เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทีเดียว          เพราะเหตุนั้นแล
      คำใดที่กล่าวแล้วในอรรถกถาทั้งหลาย,   คำนั้นทั้งหมด    เว้น
      คำที่เขียนด้วยคำพลั้งเผลอเสียแล้ว      ย่อมเป็นประมาณของ
      บัณฑิตทั้งหลายผู้มีความเคารพในสิกขาในพระศาสนา  เพราะ
      เหตุใด.
        การปลูกเป็นต้นและการร้อยเป็นต้นทุก ๆ อย่าง    พึงทราบตามนัย

ที่กล่าวแล้ว. ในวิสัยมีการร้อยเป็นต้นนั้น พึงมีคำถามว่า ถ้าเป็นอาบัติ ในเพราะการร้อยเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เหตุไร ในเพราะการนำไปเป็นต้น จึงเป็นอนาบัติเล่า  ?

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 637

       มีคำแก้ว่า    เพราะนำไปเพื่อประโยชน์แก่กุลสตรีเป็นต้น    จึงเป็น

อาบัติ. จริงอยู่ ในหรณาธิการ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้ กล่าวไว้ให้พิเศษแล้วว่า เต กุลิตฺถีน เป็นต้น. เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็น อาบัติแก่ภิกษุผู้นำไปเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธเจ้าเป็นต้น.

       บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า เอกโต วณฺฏิก  ได้แก่ ระเบียบดอกไม้

ที่จัดทำร่วมขั้วดอกไม้เข้าด้วยกัน (มาลัยต่อก้าน).

       บทว่า อุภโต วณฺฏิก  ได้แก่ ระเบียบดอกไม้ที่ทำแยกขั้วดอกไม้ไว้

สองข้าง (มาลัยเรียงก้าน).

       ส่วนในบทว่า มญฺชริก  เป็นต้น  มีวินิจฉัยว่า  บุปผวิกัติที่ทำคล้าย

กำไล เรียกว่า มัญชริกา (ดอกไม้ช่อ).

        ระเบียบดอกไม้ที่ใช้เข็ม       หรือซี่ไม้เสียบดอกย่างทรายเป็นต้นทำ

ชื่อว่า วิธูติกา (ดอกไม้พุ่ม).

        บทว่า  วฏสโก  ได้แก่ เทริด  (ดอกไม้กรองบนศีรษะ).   ระเบียบ

ดอกไม้สำหรับประดับหู ชื่อ อาเวฬา (ดอกไม้พวง).

        พวงดอกไม้ที่ตั้งอยู่ตรงอก      คล้ายแก้วมุกดาหาร  ชื่อ   ทับทรวง

(ดอกไม้แผงสำหรับประดับ). พรรณนาเฉพาะบทในพระบาลีนี้เท่านี้ก่อน.

               [ว่าด้วยการวินิจฉัยอาบัติในการปลูกเองเป็นต้น]
         ก็แล    พึงทราบวินิจฉัยอาบัติโดยพิสดารตั้งแต่ต้น   ดังต่อไปนี้:-

เป็นอาบัติปาจิตตีย์ กับทุกกฏ แก่ภิกษุผู้ปลูกกอไม้ดอกเอง ในอกัปปิย- ปฐพี เพื่อประโยชน์แก่การประทุษร้ายสกุล ภิกษุใช้ให้ปลูกด้วยอกัปปิย- โวหารก็เหมือนกัน, ในการปลูกเองก็ดี ใช้ให้ปลูกก็ดี ในกัปปิยปฐพี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 638 เป็นทุกกฏอย่างเดียว. ในปฐพีแม้ทั้งสอง ในเพราะใช้ให้ปลูกกอไม้ดอก แม้มาก ด้วยการสั่งครั้งเดียว เป็นปาจิตตีย์กับทุกกฏ หรือเป็นทุกกฏล้วน แก่ภิกษุนั้น ครั้งเดียวเท่านั้น, ไม่เป็นอาบัติในเพราะใช้ให้ปลูกด้วย กัปปิยโวหาร ในฟื้นที่ที่เป็นกัปปิยะ หรือฟื้นที่ที่เป็นอกัปปิยะ เพื่อ ประโยชน์แก่การบริโภค. แม้เพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้น ในอกัป- ปิยปฐพี ก็คงเป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ปลูกเอง หรือใช้ให้ปลูกด้วยถ้อยคำ- ที่เป็นอกัปปิยะ. แต่นัยนี้ ท่านมิได้จำแนกไว้ให้ละเอียดในมหาอรรถกถา, จำแนกไว้เเต่ในมหาปัจจรี ฉะนี้แล.

         ก็ในการรดเอง    และการใช้ให้รด    มีวินิจฉัยอาบัติดังนี้:-      เป็น

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ แห่ง ด้วยน้ำที่เป็นอกัปปิยะ เพื่อประโยชน์แก่การ ประทุษร้ายตระกูลและบริโภค เป็นทุกกฏก็มี. แต่เพื่อประโยชน์แก่การ ทั้งสองนั้นเท่านั้น เป็นทุกกฏ ด้วยน้ำที่เป็นกัปปิยะ, ก็ในการประทุษ- รายตระกูลและการบริโภคนี้ เพื่อต้องการบริโภคไม่เป็นอาบัติในการใช้-- ให้รดน้ำด้วยกัปปิยโวหาร แต่ในฐานะแห่งอาบัติ ผู้ศึกษาพึงทราบความ เป็นอาบัติมาก เพราะมีประโยคมาก ด้วยอำนาจสายน้ำขาด. ในการเก็บ เอง เพื่อประโยชน์แก่การประทุษร้ายตระกูล เป็นทุกกฏกับปาจิตตีย์ตาม จำนวนดอกไม้. ในการบูชาพระรัตนตรัยเป็นต้นอย่างอื่น เป็นปาจิตตีย์ อย่างเดียว. แต่ภิกษุผู้เก็บดอกไม้เป็นจำนวนมากด้วยประโยคอันเดียว พระวินัยธรพึงปรับด้วยอำนาจแห่งประโยค. ในการใช้ให้เก็บ เพื่อ ประโยชน์แก่การประทุษร้ายตระกูล คนที่ภิกษุใช้ครั้งเดียว เก็บแม้มาก ครั้ง ก็เป็นปาจิตตีย์กับทุกกฏแก่ภิกษุนั้นครั้งเดียวเท่านั้น ในการเก็บ เพื่อบูชาพระรัตนตรัยเป็นต้น อย่างอื่นเป็นปาจิตตีย์อย่างเดียว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 639

                     [อรรถาธิบายบุปผวิกัติ ๖ ชนิด] 
        ในการร้อยดอกไม้ทั้งหลายมีการร้อยตรึงเป็นต้น    ผู้ศึกษาพึงทราบ

บุปผวิกัติทั้งหมด ๖ ชนิด คือ คณฺิม ร้อยตรึง ๑ โคปฺปิม ร้อยควบ หรือร้อยคุม ๑ เวธิม ร้อยแทงหรือร้อยเสียบ ๑ เวิม ร้อยพันหรือ ร้อยผูก ๑ ปูริม ร้อยวง ๑ วายิม ร้อยกรอง ๑. บรรดาบุปผวิกิติ ๖ ชนิดนั้น ที่ชื่อว่า คัณฐิมะ พึงเห็นในดอกอุบลและดอกปทุมเป็นต้นที่มี ก้าน หรือในดอกไม้ทั้งหลายอื่นที่มีขั้วยาว. จริงอยู่ ดอกไม้ที่ร้อยตรึง ก้านกับก้าน หรือขั้วกับขั้วนั่นเอง ชื่อ คัณฐิมะ. แม้คัณฐิมะนั้น ภิกษุ หรือภิกษุณีจะทำเองก็ดี ใช้ให้ทำด้วยถ้อยคำเป็นอกัปปิยะก็ดี ย่อมไม่ควร. แต่จะใช้ให้ทำด้วยกัปปิยวาจาเป็นต้นว่า จงรู้อย่างนี้, ทำได้อย่างนี้แล้วจะ พึงงาม, จงทำดอกไม้ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ให้กระจัดกระจาย ดังนี้ ควรอยู่.

        การเอาด้าย     หรือปอเป็นต้น      ร้อยคุมดอกไม้มีดอกมะลิเป็นต้น

ด้วยอำนาจระเบียบดอกไม้มีขั้วข้างเดียวและมีขั้วสองข้าง (ด้วยอำนาจมาลัย ต่อก้านและมาลัยเรียงก้าน) ชื่อว่า โคปปิมะ. คนทั้งหลายทบปอ หรือ เชือกเป็นสองเส้น และร้อยดอกไม้ไม่มีขั้วเป็นต้นในปอ หรือเชือกนั้น แล้วขึงไว้ตามลำดับ, เเม้ดอกไม้นี้ ก็ชื่อว่า โคปปิมะ เหมือนกัน. โคปปิมะทั้งหมด ไม่ควรโดยนัยก่อนเหมือนกัน.

        ที่ชื่อว่า  เวธิมะ  คือ  ดอกไม้ที่คนทั้งหลายเสียบดอกไม้ที่มีขั้ว    มี

ดอกมะลิเป็นต้นที่ขั้ว หรือเสียบดอกไม้ที่ไม่มีขั้ว มีดอกพิกุลเป็นต้น ภายในช่องดอก ด้วยเสี้ยนตาลเป็นต้น แล้วร้อยไว้นี้ ชื่อว่า เวธิมะ. แม้ดอกไม้นั้น ก็ไม่สมควร โดยนัยก่อนเหมือนกัน.

         ก็คนบางคนเอาหนาม        หรือเสี้ยนตาลเป็นต้นปักที่ต้นกล้วยแล้ว 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 640 เสียบดอกไม้ไว้ที่หนามเป็นต้นนั้น. บางพวกเสียบดอกไม้ไว้ที่กิ่งไม้มี หนาม. บางพวกเสียบดอกไม้ไว้ที่หนาม ซึ่งปักไว้ที่ฉัตรและฝา เพื่อ กระทำฉัตรดอกไม้และเรือนยอดดอกไม้. บางพวกเสียบดอกไม้ไว้ที่หนาม ซึ่งผูกไว้ที่เพดานธรรมาสน์ บางพวกเสียบดอกไม้มีดอกกรรณิการ์ เป็นต้น ด้วยซี่ไม้ และกระทำให้เหมือนฉัตรซ้อนฉัตร. ดอกไม้ที่ทำ อย่างนั้นโอฬารยิ่งนักแล.

       ก็การที่จะผูกหนามไว้ที่เพดานธรรมาสน์  เพื่อเสียบดอกไม้ก็ดี   จะ

เสียบดอกไม้ดอกเดียวด้วยหนามเป็นต้นก็ดี จะเอาดอกไม้เสียบเข้าใน ดอกไม้ด้วยกันก็ดี ไม่ควร. ก็การจะแซมดอกไม้ทั้งหลายไว้ในช่องแห่ง เพดานตาข่าย ชุกชี ฟันนาค (กระจัง) ที่วางดอกไม้เเละช่อใบตาล เป็นต้น หรือว่า ในระหว่างช่อดอกอโศก ไม่มีโทษ. เพราะดอกไม้ อย่างนั้นไม่จัดเป็นเวธิมะ. แม้ในเชือกธรรมดา(เชือกสำหรับเสียบดอกไม้) ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

       ดอกไม้ที่มีชื่อว่า  เวฐิมะ       พึงเห็นในพวงดอกไม้เเละกำดอกไม้.

อธิบายว่า คนบางพวก เมื่อจะทำพวงดอกไม้แขวนยอด (ธรรมาสน์ เป็นต้น) จึงร้อยดอกไม้ทั้งหลาย* เพื่อแสดงอาการเป็นพุ่มอยู่ภายใต้ บางพวกมัดดอกอุบลเป็นต้นที่ก้านอย่างละ ๘ ดอกบ้าง อย่างละ ๑๐ ดอก บ้างด้วยด้าย หรือด้วยปอ กระทำให้เป็นกำดอกอุบล หรือเป็นกำดอกบัว หลวง. การทำดอกไม้อย่างนั้น ไม่ควรทั้งสิ้น โดยนัยก่อนเหมือนกัน แม้การที่จะเอาผ้ากาสาวะพันดอกอุบลเป็นต้น ที่พวกสามเณรถอนขึ้นวาง

  *สารตฺถทีปนี  ๓/๑๑๖  มตฺถกทามนฺติ  ธมฺมาสนาทมตฺถเก  ลมฺพกทาม 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 641 ไว้บนบกให้เป็นห่อ ก็ไม่ควร. แต่จะเอาปอหรือก้านของดอกอุบลเป็นต้น นั้นนั่นแหละ มัดเข้าด้วยกัน หรือกระทำให้เป็นห่อสะพาย ควรอยู่.

       ที่ชื่อว่า    ห่อสะพายนั้น      คือพวกภิกษุรวบเอาชายทั้งสองข้างของ

ผ้ากาสาวะที่พาดไว้บนคอเข้ามาแล้ว ทำให้เป็นถุง (โป่งผ้า) ใส่ดอกไม้ ลงในถุงนั้น ดุจถุงกระสอบ นี้ ท่านเรียกว่า ห่อสะพาย. การกระทำ ดอกไม้เช่นนั้น ควรอยู่. คนทั้งหลายเอาก้านแทงใบบัว แล้วเอาใบท่อ ดอกอุบลเป็นต้น ถือไป. แม้ในวิสัยที่เอาใบอุบลเป็นต้น ห่อถือไปนั้น จะผูกใบปทุมเบื้องบนดอกไม้ทั้งหลายเท่านั้น ควรอยู่. แต่ก้านปทุม ไม่ ควรผูกไว้ภายใต้ดอก (แต่การผูกก้านปทุมไว้ภายใต้ดอก ไม่ควร).

      ที่ชื่อว่า ปูริมะ  พึงเห็นในพวงมาลัย และดอกไม้แผ่น.  อธิบายว่า

ผู้ใดเอาพวงมาลัยวงรอบเจดีย์ก็ดี ต้นโพธิ์ก็ดี ชุกชีก็ดี นำวกกลับมาให้ เลยที่เดิม (ฐานเดิม) ไป, แม้ด้วยการวงรอบเพียงเท่านั้น ดอกไม้ของ ผู้นั้น ชื่อว่า ปูริมะ, ก็จะกล่าวอะไรสำหรับผู้ที่วงรอบมากครั้ง. เมื่อ สอดเข้าไปทางระหว่างฟันนาค* (บันไดแก้ว). ปล่อยให้น้อยลงมา แล้ว ตลบพันรอบฟันนาค (บันไดแก้ว) อีก แม้ดอกไม้นี้ ก็ชื่อว่า ปูริมะ. แต่จะสอดวลัยดอกไม้เข้าไปในฟันนาค (บันไดแก้ว) สมควรอยู่.

        คนทั้งหลาย     ย่อมทำแผงดอกไม้  (ดอกไม้แผ่น)   ด้วยพวงมาลัย. 

แม้ในวิสัยดอกไม้เเผงนั้น จะขึงพวงมาลัยไปเพียงครั้งเดียว ควรอยู่. เมื่อนำย้อนกลับมาอีก จัดเป็นการร้อยวงทีเดียว. ดอกไม้ชนิดนั้น ไม่ ควรทุกอย่าง โดยนัยก่อนเหมือนกัน. ก็การได้พวงดอกไม้ที่เขาทำด้วย พวงมาลัยแม้เป็นอันมากแล้ว ผูกไว้เบื้องบนแห่งอาสนะเป็นต้น ควรอยู่.

  * นาคทนฺตก  แปลว่า  ฟันนาค,  บันไดแก้ว, และกระจังก็ได้. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 642 ก็การเอาพวงมาลัยที่ยาวมากขึงไป หรือวงรอบไปครั้งหนึ่งแล้ว (เมื่อถึง เงื่อนเดิม) อีก ให้เเก่ภิกษุอื่นเสีย สมควรอยู่. แม้ภิกษุนั้น ก็ควรทำ อย่างนั้นเหมือนกัน.

         ที่ชื่อว่า   วายิมะ    พึงเห็นในดอกไม้ตาข่าย     ดอกไม้แผ่น    และ

ดอกไม้รูปภาพ. เมื่อภิกษุกระทำตาข่ายดอกไม้ แม้บนพระเจดีย์เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ช่องตาข่ายแต่ละตา. ในฝาผนัง ฉัตร ต้นโพธิ์ และเสาเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. ก็การที่ภิกษุจะร้อยกรองแผงดอกไม้เเม้ที่คนอื่น ทำให้เต็มแล้ว ก็ไม่ได้. คนทั้งหลายย่อมกระทำรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น ด้วยดอกไม้ที่ร้อยคุมทั้งหลายนั่นแล. แม้รูปช้างและรูปม้าเป็นต้นเหล่านั้น ก็ตั้งอยู่ในฐานแห่ง วายิมะ ดอกไม้นั้น ย่อมไม่ควรทั้งสิ้น โดยนัยก่อน เหมือนกัน.

        แต่เมื่อจะวางดอกไม้  (ตามปกติไม่ได้ร้อย)    ในตอนที่คนเหล่าอื่น

ทำไว้แล้ว กระทำแม้ให้เป็นรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น ควรอยู่. แต่ใน มหาปัจจรี ท่านกล่าวบุปผวิกัติไว้ ๘ ชนิด รวมกับพวงพู่ห้อย และพวง ดังพระจันทร์เสี้ยว. บรรดาพวงพู่ห้อยและพวงดังพระจันทร์เสี้ยวนั้น พวงห้อยที่เป็นพู่ในระหว่างพวงพระจันทร์เสี้ยว ท่านเรียกชื่อว่า กลัมพกะ (พวงพู่ห้อย). การวงรอบพวงมาลัยกลับไปกลับมา (อันเขาทำ) โดยอาการ ดังพระจันทร์เสี้ยว ท่านเรียกชื่อว่าอัฑฒจันทกะ (พวงพระจันทร์เสี้ยว). แม้ดอกไม้ทั้งสองชนิดนั้น ก็จัดเข้าในปูริมะ (ร้อยวง) เหมือนกัน. ส่วน ในกุรุนที ท่านกล่าวว่า แม้การจัดพวงมาลัยสองสามพวงเข้าด้วยกัน แล้วทำให้เป็นพวงดอกไม้ ก็ชื่อว่า วายิมะ เหมือนกัน. แม้การทำพวง ดอกไม้นั้นในมหาอรรถกถานี้ ก็จัดเข้าในฐานแห่ง ปูริมะ เหมือนกัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 643 และมิใช่แต่พวงดอกไม้อย่างเดียวเท่านั้น, พวงดอกไม้ทำด้วยแป้งก็ดี พวงดอกไม้ทำคล้ายลูกคลีก็ดี พวงดอกไม้ที่ทำคล้ายฟันสุนัข๑ (ที่ทำด้วย ไม้ไผ่ก็ว่า) ซึ่งท่านกล่าวไว้ในกุรุนทีก็ดี พวกภิกษุก็ดี พวกภิกษุณีก็ดี จะทำเอง ก็ไม่ควร จะใช้ให้ทำก็ไม่ควร เพราะสิกขาบทเป็นสาธารณ- บัญญัติ. แต่จะกล่าวถ้อยคำที่เป็นกัปปิยะ มีการบูชาเป็นเครื่องหมาย สมควรทุก ๆ แห่ง. ปริยาย โอภาส และนิมิตกรรม สมควรทั้งนั้นแล.

                   [ว่าด้วยความประพฤติอนาจารต่าง ๆ]
       บทว่า ตุวฏฺเฏนฺติ  แปลว่า  ย่อมนอน.
       บทว่า   ลาเสนฺติ    มีความว่า    พวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะนั้น

ลุกขึ้นดุจลอยตัวอยู่เพราะปีติ แล้วให้นางระบำผู้ชำนาญเต้นรำ ร่ายระบำ รำฟ้อน คือ ให้จังหวะ (ร่ายรำ).๒

       สองบทว่า  นจฺจนฺติยาปิ   นจฺจนฺติ  มีความว่า  ในเวลาที่หญิงฟ้อน

ร่ายรำอยู่ แม้ภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะนั้น ก็ร่ายรำไปข้างหน้า หรือข้างหลังแห่งหญิงฟ้อนนั้น.

       สองบทว่า นจฺจนฺติยาปิ  คายนฺติ   มีความว่า   ในขณะที่หญิงฟ้อน

นั้นฟ้อนอยู่ พวกภิกษุเหล่านั้น ย่อมขับร้องคลอไปตามการฟ้อนรำ. ใน ทุก ๆ บท ก็มีนัยอย่างนี้.

  ๑.อตฺถโยชนา ๑/๕๐๑ ขรปตฺตทามนฺติ สุนขทนุตสทิส  กตปุปฺผทาม,เวฬาทหิ  กตปุปฺผทา-

มนฺติปิ เกจิ. แปลว่า พวงดอกไม้ที่ทำคล้ายฟันสุนัข ชื่อขรปัตตาทามะ,อาจารย์บางพวก กล่าวว่า พวงดอกไม้ทำด้วยไม้ไผ่เป็นต้น ก็มี. ๒.สารัตถทีปนี ๓/๑๑๘ แก้ไว้ว่า แสดงนัยยิ่ง ๆ มีอธิบายว่า ประกาศความประสงค์ของตน แล้วลุกขึ้นแสดงอาการฟ้อนรำก่อน ด้วยกล่าวว่า ควรฟ้อนรำอย่างนี้ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สอดนิ้วมือเข้าปาก ทำเสียง หมุนตัวดุจจักร ชื่อว่า ให้ เรวกะ-ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 644

        สองบทว่า   อฏฺปเทปิ  กีฬนติ    มีความว่า    ย่อมเล่นหมากรุกบน

กระดานหมากรุกแถวละ ๘ ตา. ในกระดานหมากรุกแถวละ ๑๐ ตา ก็ เหมือนกัน.

        บทว่า  อากาเสปิ      มีความว่า    เล่นหมากเก็บในอากาศ    เหมือน

เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา และแถวละ ๑๐ ตาฉะนั้น.

        บทว่า ปริหารปเถ   มีความว่า   ทำวงเวียนมีเส้นต่าง ๆ ลงบนพื้น

ดินแล้ว เล่นวกวนไปตามเส้นวกวนในวงเวียนนั้น (เล่นชิงนาง).

        สองบทว่า   สนฺติกายปิ  กีฬนิติ     ได้แก่  เล่นกีฬาหมากไหวบ้าง.

อธิบายว่า ตัวหมากรุกและหินกรวดเป็นต้นที่ทอดไว้รวมกัน เอาเล็บ เท่านั้นเขี่ยออก และเขี่ยเข้าไม่ให้ไหว. ถ้าว่า ในลูกสกาตัวหมากรุก หรือหินกรวดเหล่านั้นบางอย่างไหว เป็นแพ้.

        บทว่า  ขลิกาย  ได้แก่ เล่นโยนห่วงบนกระดานสกา.
        บทว่า  ฆฏิกาย  มีความว่า  การเล่นกีฬาไม้หึ่ง  ท่านเรียกว่า  ฆฏิถา

เล่นด้วยกีฬาไม้หึ่งนั้น. ความว่า เที่ยวเอาไม้ยาวตีไม้สั้นเล่น.

        บทว่า  สลากหตฺเถน  มีความว่า  เล่นเอาพู่กันจุ่มด้วยน้ำครั่ง   น้ำ

ฝาง หรือน้ำผสมแป้งแล้วถามว่า จะเป็นรูปอะไร ? จึงแต้มพู่กันนั้นลง ที่พื้น หรือที่ฝาผนังแสดงรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น.

         บทว่า  อกฺเขน   แปลว่า   ลูกสกา.
        บทว่า  ปงฺกจิเรน  มีความว่า  หลอดใบไม้ ท่านเรียกว่า ปังกจิระ,

เล่นเป่าหลอดใบไม้นั้น.

         บทว่า  วงฺกเกน  ได้แก่ ไถเล็ก ๆ  เป็นเครื่องเล่นของพวกเด็กชาว

บ้าน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 645

        บทว่า โมกฺขจิกาย  มีความว่า  การเล่นหกคะเมน  ตีลังกา  ท่าน

เรียกว่า โมกขจิกา. อธิบายว่า เล่นค้ำยันไม้บนอากาศ หรือปักศรีษะ ลงที่พื้นแล้วหมุนไปรอบ ๆ ทั้งข้างล่างและข้างบน (เล่นจับบาร์หรือปัก ศีรษะลงจดฟื้นแล้วหกคะเมนตีลังกา).

        บทว่า จิงฺคุเลน    มีความว่า   กังหันที่หมุนไปโดยถูกลมพัด   ซึ่ง

กระทำด้วยใบตาลเป็นต้น เรียกว่า จิงคุลกะ, เล่นด้วยกังหันนั้น.

        บทว่า ปตฺตาฬหเกน  มีความว่า กรวยใบไม้  เรียกว่า ปัตตาฬหกะ,

เล่นตวงทรายเป็นต้น ด้วยกรวยใบไม้นั้น.

        บทว่า รถเกน  ได้แก่ รถน้อย   ๆ.
        บทว่า ธนุเกน  ได้แก่ ธนูน้อย ๆ.
       บทว่า อกฺขริกาย   มีความว่า   การเล่นทายอักษรที่อากาศ   หรือ

ที่หลัง เรียกว่า อักขริกา, เล่นด้วยกีฬาทายอักษรนั้น.

        บทว่า  มเนสิกาย    มีความว่า    เล่นด้วยกีฬาทายความคิดทางใจ

ที่ท่านเรียกว่า มเนสิกา.

        บทว่า ยถาวชฺเชน  มีความว่า   การเล่นแสดงประกอบท่าทางของ

คนพิการ มีคนตาบอด คนกระจอก และคนค่อมเป็นต้น ที่ท่านเรียกว่า เล่นเลียนคนพิการ. ภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะเล่นด้วยกายเล่นเลียนคน พิการ เหมือนพวกชนชาวเวลัมพกเล่น (ชนพวกเล่นกายกรรม) ฉะนั้น.

       สองบทว่า หตฺถิสฺมิมฺปิ   สิกฺขนฺติ   มีความว่า    ย่อมศึกษาศิลปะที่

ควรศึกษา มีช้างเป็นนิมิต. แม้ในศิลปะมีมาเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนี้

       บทว่า  ธาวนฺติปิ  ได้แก่  วิ่งขับไปตามหลัง. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 646

       บทว่า  อาธาวนฺติปิ     มีความว่า    วิ่งหันหน้าวกกลับมาตลอดระยะ

ทางที่ตนวิ่งไป (วิ่งเปี้ยวกัน).

       บทว่า นพฺพชฺณนฺติ   ได้แก่  ย่อมทำการปล้ำกัน. 
       สองบทว่า นลาฏิกมฺปิ  เทนฺติ   มีความว่า   ย่อมแตะนิ้วที่หน้าผาก

ตนแล้ว แตะที่หน้าผากของหญิงฟ้อนนั้น พร้อมกับพูดว่า ดีละ ดีแล้ว น้องหญิง !

       สองบทว่า  วิวิธมฺปิ  อนาจาร  มีความว่า   ประพฤติอนาจารต่าง ๆ

มีกลองปากเป็นต้น (ปี่พาทย์ปาก, ผิวปากเป็นต้น ) แม้อื่น ๆ ซึ่งไม่ได้ มาในพระบาลี.

                 [แก้อรรถตอนชาวกิฏาคีรีพบภิกษุอาคันตุกะ]
       บทว่า ปาสาทิเกน   ได้แก่ อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส   คือสมควร

เหมาะสมแก่สมณะ.

       บทว่า  อภิกฺกนฺเตน  คือ  มีการเดิน.
       บทว่า ปฏิกฺกนฺเตน  คือ  มีการถอยกลับ.
       บทว่า  อวโลกิเตน  คือ  การมองดูไปข้างหน้า.
       บทว่า  วิโลกิเตน  คือ   ดูข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง.
       บทว่า  สมฺมิฺชิเตน  คือ  การคู้ข้ออวัยวะเข้า.
       บทว่า  ปสาริเตน  คือ  การเหยียดข้อเหล่านั้นนั่นแหละออก.   ใน

บททั้งปวงเป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถบอกอิตถัมภูต. มีคำอธิบายว่า เป็นผู้ มีการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ เหลียวซ้าย แลขวา คู้เข้า เหยียดออก อันน่าเลื่อมใส เพราะถูกควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 647

       บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ  คือ  มีจักษุทอดลงเบื้องต่ำ.
       บทว่า อิริยาปถสมฺปนฺโน  มีความว่า  มีอิริยาบถเรียบร้อย  เพราะ

มีกิริยาก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น อันน่าเลื่อมใสนั้น.

       บทว่า กฺวาย   ตัดบทเป็น  โก อย  แปลว่า   ภิกษุนี้เป็นใคร่  ?
       บทว่า อพฬพโฬ  วิย  มีความว่า  ได้ยินว่า  ชนทั้งหลายเรียกคน

อ่อนแอว่า อพฬ. ก็คำกล่าวย้ำนี้ เป็นไปในอรรถว่า อย่างยิ่ง, เพราะ- ฉะนั้น จึงมีคำอธิบายว่า เหมือนคนอ่อนแอเหลือเกิน.

       ด้วยบทว่า  มนฺทมนฺโท  ชาวบ้านย่อมแสดงคุณแท้ๆ โดยเป็นโทษ

อย่างนี้ว่า เป็นผู้อ่อนแอนัก คืออ่อนเปียกนัก เพราะเป็นผู้มีอิริยาบถ มีการก้าวเดินเป็นต้นไม่ปราดเปรียว.

        บทว่า ภากุฏิกภากุฏิโก   วิย    มีความว่า   เพราะท่านเป็นผู้มีจักษุ

ทอดลง ชาวบ้านจึงสำคัญพูดกันว่า ภิกษุนี้ทำหน้าสยิ้ว มีหน้านิ่วคิ้วขมวด เที่ยวไปเหมือนคนโกรธ.

        บทว่า สณฺหา  คือ  เป็นผู้ละเอียด.   อธิบายว่า  เป็นผู้ฉลาดชักนำ

อุบายสกชนไปในฐานะอันควรอย่างนี้ว่า แน่ะโยมหญิง โยมชาย พี่สาว น้องสาว ! ท่านหาเป็นคนไม่มีพละกำลังเหมือนภิกษุรูปนี้ไม่.

        บทว่า สขิลา  ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีวาจานุ่มนวล.
        บทว่า สุขสภาสา นี้   เป็นคำแสดงเหตุแห่งคำก่อน.  จริงอยู่  ชน

ผู้มีการพูดจาอ่อนหวาน เป็นสัมโมทนียกถา ไม่หยาบคาย เสนาะหู ท่านเรียกว่า ผู้มีวาจาไพเราะ ด้วยเหตุนั้น ชาวบ้านจึงกล่าวว่า (พระ- ผู้เป็นเจ้าของพวกเรา) เป็นผู้พูดไพเราะ พูดอ่อนหวาน. ก็ในคำนี้มี อธิบายดังนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา เห็นพวกอุบาสกอุบาสิกาแล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 648 กล่าวสัมโมทนียกถาไพเราะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นผู้พูดไพเราะ อ่อน หวาน ไม่เป็นคนอ่อนแอและอ่อนเปียกเหมือนภิกษุนี้เลย.

        บทว่า  มิหิตปุพฺพงฺคมา  มีวิเคราะห์ว่า  ภิกษุเหล่านี้   มีการยิ้มแย้ม

เป็นไปก่อนพูด; เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีการยิ้มแย้มเป็นเบื้องหน้า ความว่า ภิกษุเหล่านั้นยิ้มแย้มก่อนจึงพูดภายหลัง.

        บทว่า   เอหิสฺวาคตวาทิโน    มีความว่า     เห็นอุบาสกแล้วมักพูด

อย่างนั้นว่า มาเถิด ท่านมาดีแล้ว หาเป็นคนมีหน้าสยิ้ว เพราะเป็นคนมี หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนภิกษุนี้ไม่. พวกชาวกิฏาคีรีชนบท ครั้นแสดง ความเป็นผู้มีหน้าไม่สยิ้ว เพราะเป็นผู้มีปกติยิ้มแย้มก่อนเป็นต้น โดย อรรถอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงแม้โดยสรุปอีก จึงได้กล่าวว่า มีหน้าไม่ สยิ้ว มีหน้าชื่นบาน มักพูดก่อน.

        อีกอย่างหนึ่ง  ผู้ศึกษาพึงทราบว่า  ทั้ง ๓ บท  มีบทว่า อภากุฏิกา

เป็นต้นนี้ แสดงความไม่มีแห่งอาการแม้ทั้ง ๓ โดยมาสับลำดับกัน

        คือ  อย่างไร  ?   คือ  บรรดาบททั้ง ๓ มีบทว่า อภากุฏิกา  เป็นต้น

นั่น ด้วยบทว่า อภากุฏิกา นี้ ท่านแสดงความไม่มีอาการสยิ้วหน้าสยิ้วตา

        ด้วยบทว่า  อุตฺตานมุขา   นี้    ท่านแสดงความไม่มีแห่งอาการอ่อนแอ

และอ่อนเปียก. ก็ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้หน้าเบิกบานด้วยการลืมตาทั้งสอง มองดู. ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าไม่เป็นคนอ่อนแอและอ่อนเปียก.

        ด้วยบทว่า ปุพฺพภาสิโน  นี้     ท่านแสดงความไม่มีแห่งอาการอ่อน

แอและอ่อนเปียก. ก็ภิกษุเหล่าใด ย่อมทักทายก่อนว่า แน่ะโยมหญิง ! โยมชาย ! ดังนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในการโอภาปราศรัย, ภิกษุเหล่านั้น หาเป็นผู้ไม่มีพละกำลังไม่ ฉะนี้แล.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 649

                     [อุบาสกนิมนต์ภิกษุอาคันตุกะไปยังเรือน]
        บทว่า  เอหิ ภนฺเต  ฆร  คมิสฺสาม  มีความว่า   ได้ยินว่า   อุบาสก 

นั้น เมื่อภิกษุกล่าวตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ! อาตมายังไม่ได้บิณฑบาตเลย ดังนี้ จึงกล่าวว่า พวกภิกษุนั่นแหละ ทำให้ท่านไม่ได้บิณฑบาตนั่น ถึง แม้ท่านจะเที่ยวไปจนทั่วหมู่บ้าน ก็จักไม่ได้เลย ประสงค์จะถวายบิณฑ- บาต จึงกล่าวว่า มาเถิด ขอรับ ! พวกเราจักไปเรือนด้วยกัน.

         ถามว่า   ก็วาจานี้   เป็นวิญญัตติวาจา   หรือไม่เป็น  ?
         ตอบว่า   ไม่เป็น.    ธรรมดาปัญหาที่เขาถามแล้วนี้     ควรจะตอบ.

เพราะฉะนั้น ถ้าแม้นว่าในทุกวันนี้ ใคร ๆ ถามภิกษุผู้เข้าไปสู่ละแวก บ้านในเวลาเช้าก็ดี ในเวลาเย็นก็ดี ว่า ท่านเที่ยวไปทำไม ขอรับ ! การที่ภิกษุบอกความประสงค์ที่ตนเที่ยวไปแล้ว เมื่อเขาถามว่า ได้แล้ว หรือยังไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ก็บอกว่า ยังไม่ได้ แล้วรับเอาสิ่งของที่เขาถวาย ควรอยู่.

        บทว่า   หุฏฺโ    มีความว่า  ไม่ได้ทรุดโทรมลง   ด้วยการยังความ

เลื่อมใสเป็นต้นให้พินาศไป, แต่ทรุดโทรมลง ด้วยอำนาจแห่งบุคคล ผู้โทรม.

        ทานทั้งหลายนั่นแล  ท่านเรียกว่า  ทานบถ.  อีกอย่างหนึ่ง    ทาน

ประจำ ท่านเรียกว่า ทานบถ มีคำอธิบายว่า ทานวัตร.

        บทว่า  อุปจฺฉินฺนานิ  ได้แก่ ถูกพวกทายกตัดขาดแล้ว.     อธิบายว่า

บัดนี้พวกทายกเหล่านั้น ไม่ถวายทานนั้น.

        บทว่า   ริญฺจนฺติ  มีความว่า   พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก   เป็นผู้แยก

กันอยู่ คือกระจายกันอยู่ , มีคำอธิบายว่า ย่อมพากันหลีกหนีไป.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 650

        บทว่า  สณฺฐเหยฺย    มีความว่า  พึงดำรงอยู่โดยชอบ   คือพึงเป็นที่

พำนักของเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก.

        ภิกษุนั้นรับสาสน์ของอุบาสกผู้มีศรัทธามีความเลื่อมใส     ด้วยคำว่า

เอวมาวุโส ดังนี้แล. ได้ยินว่า การนำข่าวสาสน์ที่เป็นกัปปิยะเห็นปานนี้ ไป ย่อมควร. เพราะฉะนั้น ภิกษุไม่พึงทำความรังเกียจในข่าวสาสน์ ทั้งหลายเช่นนี้ว่า ขอท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาค- เจ้าตามคำของเรา ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงไหว้พระเจดีย์ พระปฏิมา ต้นโพธิ์ พระสังฆเถระ ดังนี้ ก็ดี ว่า ท่านจงทำการบูชาด้วยของหอม การบูชาด้วยดอกไม้ที่พระเจดีย์ ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงนิมนต์ให้ภิกษุ ทั้งหลายประชุมกัน, พวกเราจักถวายทาน จักฟังธรรม ดังนี้ ก็ดี ข่าว

สาสน์เหล่านี้ เป็นกัปปิยสาสน์  ไม่เกี่ยวด้วยคิหิกรรมของพวกคฤหัสถ์  ด้วย

ประการฉะนี้แล.

       คำว่า  กุโต จ  ตฺว  ภกฺขุ  อาคจนฺฉติ  มีความว่า    ภิกษุนั้นนั่งอยู่แล้ว

ไม่ใช่กำลังมา. แต่โดยอรรถภิกษุนั้นเป็นผู้มาแล้ว. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ คำปัจจุบันกาลในอรรถอดีตที่ใกล้ต่อปัจจุบันกาล ย่อมมีได้ ; เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความผิด. แม้ในคำว่า ตโต อห ภควา อาคจฺฉามิ นี้ ในสุดท้าย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

         [ทรงรับสั่งให้ลงปัพพาชนียกรรมพวกภิกษุฉัพพัคคีย์]
      ในคำว่า ปม  อสฺสชิปุนพฺพสุกา  ภิกฺขู โจเทตพฺพา นี้  มีวินิจฉัย 

ดังต่อไปนี้ว่า พระอัสสชิและปุนัพพสุกะ อันสงฆ์พึงให้ทำโอกาสว่า พวกผมต้องการจะพูดกะพวกท่าน แล้วพึงโจทด้วยวัตถุและอาบัติ, ครั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 651 โจทแล้วพึงให้ระลึกถึงอาบัติที่พวกเธอยังระลึกไม่ได้. ถ้าพวกเธอปฏิญญา วัตถุและอาบัติ หรือปฏิญญาเฉพาะอาบัติ ไม่ปฏิญญาวัตถุ พึงยกอาบัติ ขึ้นปรับ. ถ้าปฏิญญาเฉพาะวัตถุ ไม่ปฏิญญาอาบัติ แม้ในการปฏิญญา อย่างนั้น ก็พึงยกอาบัติขึ้นทีเดียวว่า เป็นอาบัติชื่อนี้ ในเพราะวัตถุนี้. ถ้าพวกเธอไม่ปฏิญญาทั้งวัตถุ ไม่ปฏิญญาทั้งอาบัติ ไม่พึงยกอาบัติขึ้น ปรับ.

         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงปรับอาบัติตามปฏิญญาแล้ว    เมื่อจะทรง

แสดงว่า สงฆ์พึงลงปัพพาชนียกรรมอย่างนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ดังนี้. คำนั้น ตื้นทั้งนั้น. ก็ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรม อย่างนี้แล้ว ไม่ควรอยู่ในวัดที่ตนเคยอยู่ หรือในบ้านที่ตนทำกุลทูสก- กรรม. เมื่อจะอยู่ในวัดนั้น ไม่พึงเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านใกล้เคียง. แม้จะอยู่ในวัดใกล้เคียง ก็ไม่ควรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น. แต่ พระอุปติสสเถระ ถูกพวกอันเตวาสิกค้านว่า ท่านขอรับ  ! ธรรมดาว่า นครใหญ่มีประมาณถึง ๑๒ โยชน์ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ภิกษุทำกุล- ทูสกกรรมในถนนใด, ท่านห้ามแต่ถนนนั้น. ลำดับนั้น ท่านถูกพวก อันเตวาสิกค้านเอาว่า แม้ถนนก็ใหญ่ มีประมาณเท่านครเที่ยว แล้ว จึงกล่าวว่า ภิกษุกระทำกุลทูสกกรรมในลำดับเรือนแถวใด ท่านห้าม ลำดับ เรือนแถวนั้น ดังนี้. ท่านถูกพวกอันเตวาสิกค้านอีกว่า แม้ลำดับ เรือน ก็มีขนาดเท่าถนนทีเดียว จึงกล่าวว่า ท่านห้าม ๗ หลังคาเรือน ข้างโน้นและข้างนี้. ก็คำทั้งหมดนั้น เป็นเพียงมโนรถของพระเถระ เท่านั้น. ถ้าแม้นวัดใหญ่มีขนาด ๓ โยชน์เป็นอย่างสูง และนครโตขนาด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 652 ๑๒ โยชน์เป็นอย่างยิ่ง ภิกษุผู้ทำกุลทูสกกรรม จะอยู่ในวัดจะเที่ยวไป ในนคร (นั้น ) ไม่ได้เลย ฉะนั้นแล.

         ข้อว่า  เต  สงฺเฆน  ปพฺพาชนียกมฺมกตา   มีความว่า  ถามว่า สงฆ์

ได้กระทำกรรมแก่พวกภิกษุอัสสชิและปุนพัพสุกะนั้น อย่างไร ?

        ตอบว่า   สงฆ์ไม่ได้ไปข่มขี่กระทำกรรมเลย,    โดยที่แท้   เมื่อพวก

ตระกูลอาราธนา นิมนต์มาแล้ว กระทำภัตเพื่อสงฆ์ พระเถระทั้งหลาย ในที่นั้น ๆ แสดงข้อปฏิบัติของสมณะ ให้พวกมนุษย์เข้าใจว่า นี้เป็น สมณะ นี้ไม่ใช่สมณะ แล้วให้ภิกษุ ๑ รูป ๒ รูป เข้าสู่สีมาแล้ว ได้ กระทำปัพพาชนียกรรมแมแก่พวกภิกษุทั้งหมด โดยอุบายนี้นั่นแล.

        ก็เมื่อภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมอย่างนี้แล้ว  บำเพ็ญวัตร ๑๘

ประการให้บริบูรณ์ขออยู่ กรรมอันสงฆ์พึงระงับ. และแม้ภิกษุผู้มีกรรม ระงับแล้วนั่น ตนทำกุลทูสกกรรมไว้ในตระกูลเหล่าใดในครั้งก่อน ไม่ ควรรับปัจจัยจากตระกูลเหล่านั้น. แม้บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะแล้วก็ ไม่ควรรับ, ปัจจัยเหล่านั้น จัดเป็นของไม่สมควรแท้.

       เมื่อภิกษุถูกทายกถามว่า  ทำไม  ท่านจึงไม่รับ ?   ตอบว่า  เพราะ

ได้กระทำไว้อย่างนี้เมื่อก่อน ดังนี้, ถ้าพวกชาวบ้านกล่าวว่า พวกกระผม ไม่ถวายด้วยเหตุอย่างนั้น, ถวายเพราะท่านมีศีลในบัดนี้ (ต่างหาก) ดังนี้ ควรรับได้. กุลทูสกกรรม เป็นกรรมอันภิกษุผู้กระทำเฉพาะในสถานที่ ให้ทานตามปกติ, จะรับทานตามปกติจากสถานที่นั้นนั่นแล ควรอยู่. ทานที่ทายกถวายเพิ่มเติม ไม่ควรรับ.

       บทว่า  น  สมฺมา  วตฺตนฺติ  มีความว่า  ก็พวกภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะ

เหล่านั้นย่อมไม่ประพฤติโดยชอบ ในวัตร ๑๘ ประการ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 653

       ข้อว่า  น โลม ปาเตนฺติ     มีความว่า  ชื่อว่า  เป็นผู้ไม่หายเย่อหยิ่ง

เพราะไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันสมควร.

         ข้อว่า  น  เนตฺถาร  วตฺตนฺติ   มีความว่า  ย่อมไม่ปฏิบัติตามทางเป็น

เครื่องช่วยถอนตนเอง.

       ข้อว่า  ภิกขู  น  ขมาเปนฺติ     มีความว่า     ย่อมไม่กระทำให้ภิกษุ

ทั้งหลายอดโทษอย่างนี้ว่า พวกกระผมกระทำผิด ขอรับ ! แต่พวกกระผม จะไม่กระทำเช่นนี้อีก, ขอท่านทั้งหลายจงอดโทษแก่พวกกระทำเถิด.

       บทว่า อกฺโกสนฺติ  คือ  ย่อมด่าการกสงฆ์  ด้วยอักโกสวัตถุ  ๑๐.
       บทว่า ปริภาสนฺติ  คือ  ย่อมแสดงภัยแก่ภิกษุเหล่านั้น.
       ข้อว่า ฉนฺทคามิตา  ฯ เป ฯ  ภยคามิตา  ปาเปนฺติ   มีความว่า  ย่อม

ให้ถึง คือ ประกอบด้วย ความลำเอียงเพราะรักใคร่กันบ้าง ฯลฯ ด้วย ความลำเอียงเพราะกลัวบ้าง อย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ เป็นผู้มีความลำเอียง เพราะรัก ฯ ล ฯ และมีความลำเอียงเพราะกลัว.

       บทว่า ปกฺกมนฺติ     มีความว่า บรรดาสมณะ  ๕๐๐ ซึ่งเป็นบริวาร
ของพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะนั้น    บางพวกก็หลีกไปสู่ทิศ.
       บทว่า  วิพฺภมนฺติ   คือ บางพวกก็สึกเป็นคฤหัสถ์.
       ในคำว่า  กถ  หิ  นาม  อสฺสสชิปุนพฺพสุกา   นี้    ท่านเรียกภิกษุแม้

ทั้งหมดว่า อสัสชิปุนัพพสุกะ ด้วยอำนาจแห่งภิกษุทั้งสองรูปผู้เป็น หัวหน้า.

           [อรรถาธิบายกุลทูสกรรมมีการให้ดอกไม้เป็นต้น]
        ในคำว่า คาม    นี้      แม้นครท่านยึดเอาด้วยคามศัพท์เหมือนกัน.

ด้วยเหตุนั้น ในบทภาชนะแห่งบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บ้านก็ดี นิคม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 654 ก็ดี นครก็ดี ชื่อว่า คามและนิคม. บรรดาบ้านเป็นต้นนั้น หมู่บ้านที่ ไม่มีกำแพงเป็นเครื่องล้อม มีร้านตลาด พึงทราบว่า นิคม.

        ภิกษุใดประทุษร้ายซึ่งตระกูลทั้งหลาย;    เหตุนั้น   ภิกษุนั้น  ชื่อว่า

กุลทูสกะ. และเมื่อจะประทุษร้าย ไม่ใช่ประทุษร้ายด้วยของเสีย มีของ ไม่สะอาด และเปียกตมเป็นต้น โดยที่แท้ย่อมทำความเลื่อมใสของตระกูล ทั้งหลายนั้นให้พินาศไป ด้วยข้อปฏิบัติชั่วของตน, ด้วยเหตุนั้นแล ใน บทภาชนะแห่งบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุปฺเผน วา เป็นต้น.

       พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ปุปฺผทาเนน เป็นต้นนั้นดังนี้:-
        ภิกษุใดนำไปให้เองก็ดี   ให้นำไปให้ก็ดี  เรียกมาให้เองก็ดี  ให้เรียก

มาให้ก็ดี หรือว่าให้ดอกไม้ที่เป็นของตน อย่างใดอย่างหนึ่งแก่บุคคล ทั้งหลายที่เข้าไปหาเอง เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์ตระกูล, ภิกษุนั้น ต้องทุกกฏ. ให้ดอกไม้ของคนอื่น ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน. ให้ด้วยไถยจิต พระวินัยธรพึงปรับตามราคาสิ่งของ. แม้ในของสงฆ์ก็มีนัยอย่างนี้เหมือน กัน. ส่วนความแปลกกัน ดังต่อไปนี้ เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้ให้ดอกไม้ ที่เขากำหนดไว้ เพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ โดยถือว่าตนเป็นใหญ่.

        ถามว่า  ชื่อว่า  ดอกไม้   ควรให้แก่ใคร   ไม่ให้แก่ใคร   ? 
       ตอบว่า  เมื่อจะให้แก่มารดาบิดาก่อน    นำไปให้เองก็ดี    ให้นำไป

ให้ก็ดี เรียกมาให้เองก็ดี ให้เรียกมาให้ก็ดี ควรทั้งนั้น. สำหรับญาติที่ เหลือ ให้เรียกมาให้เท่านั้นจึงควร. ก็แลการให้ดอกไม้นั้น. เพื่อประโยชน์ แก่การบูชาพระรัตนตรัยจึงควร. แต่จะให้ดอกไม้แม้แก่ใคร ๆ เพื่อ ประโยชน์แก่การประดับ หรือเพื่อประโยชน์แก่การบูชาศิวลึงค์เป็นต้น ไม่ควร. และเมื่อจะให้นำไปให้แก่มารดาบิดา ควรใช้สามเณรผู้เป็นญาติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 655 เท่านั้นให้นำไปให้. สามเณรผู้มิใช่ญาตินอกนั้น ถ้าปรารถนาจะนำไป เองเท่านั้น จึงควรให้นำไป. ภิกษุผู้แจกดอกไม้ที่ได้รับสมมติ จะให้ส่วน กึ่งหนึ่งแก่พวกสามเณรผู้มาถึงในเวลาแจกก็ควร.

       ในกุรุนทีท่านกล่าวว่า ควรให้ครึ่งส่วนแก่คฤหัสถ์ที่มาถึง,  ในมหา-

ปัจจรีกล่าวว่า ควรให้แต่น้อย. ภิกษุผู้ไม่ได้รับสมมติควรอปโลกน์ให้ พวกสามเณรผู้มีความเคารพในอาจารย์และอุปัชฌายะ ได้นำดอกไม้เป็น อันมากมากองไว้. พระเถระทั้งหลายให้เเก่พวกสัทธิวิหาริกเป็นต้น หรือ แก่พวกอุบาสกผู้มาถึงแต่แช้าตรู่ ด้วยกล่าวว่า เธอจงถือเอาดอกไม้นี้ เธอจงถือเอาดอกไม้นี้, ไม่จัดว่าเป็นการให้ดอกไม้. พวกภิกษุผู้ถือเอาไป ด้วยคิดว่า พวกเราจักบูชาพระเจดีย์ก็ดี กำลังทำการบูชาก็ดี ให้แก่พวก คฤหัสถ์ผู้มาถึงในที่นั้น ๆ เพื่อประโยชน์แก่การบูชาพระเจดีย์. แม้การ ให้นี้ ก็ไม่จัดว่าเป็นการให้ดอกไม้ แม้เห็นพวกอุบาสกกำลังบูชาด้วย ดอกรักเป็นต้น แล้วกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลาย ! ดอกกรรณิการ์เป็นต้น ที่วัดมี, พวกท่านจงไปเก็บดอกกรรณิการ์เป็นต้นมาบูชาเถิด ดังนี้ ก็ ควร.

        พวกชาวบ้านถามภิกษุทั้งหลายผู้ทำการบูชาด้วยดอกไม้   แล้วเข้าไป

ยังบ้านค่อนข้างสายว่า เพราะเหตุไร ขอรับ ! พวกท่านจึงเข้ามาสายนัก ? พวกภิกษุตอบว่า ที่วัดมีดอกไม้มาก, พวกเราได้ทำการบูชา (ก่อนเข้า มา). พวกชาวบ้านรู้ว่า ได้ทราบว่าที่วัดมีดอกไม้มาก วันรุ่งขึ้นจึงถือเอา ของเคี้ยวของฉันเป็นอันมากไปสู่วัด กระทำการบูชาด้วยดอกไม้และถวาย ทาน, การพูดนั่นก็ควร.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 656

       พวกชาวบ้านขอวาระดอกไม้ว่า   ท่านขอรับ !   พวกกระผมจักบูชา

ณ วันชื่อโน้น แล้วมาในวันที่อนุญาต. และพวกสามเณรได้เก็บดอกไม้ ไว้แต่เช้าตรู่. พวกชาวบ้านเมื่อไม่เห็นดอกไม้เป็นต้น จึงพูดว่า ดอกไม้ อยู่ที่ไหน ขอรับ ! พระเถระทั้งหลายตอบว่า พวกสามเณรเก็บไว้, ก็ พวกท่านจงไปบูชากันเถิด, สงฆ์จักบูชาในวันอื่น. พวกชาวบ้านเหล่านั้น พากันบูชา ถวายทานแล้วไป, การพูดอย่างนั้น ก็ควร.

        แต่ในมหาปัจจรีและกุรุนที    ท่านกล่าวว่า    พระเถระทั้งหลายย่อม

ไม่ได้เพื่อจะใช้ให้พวกสามเณรให้, ถ้าพวกสามเณรให้ดอกไม้เหล่านั้นแก่ พวกชาวบ้านเหล่านั้นเสียเองนั่นแล, การให้นั่น สมควร, แต่พระเถระ ทั้งหลาย ควรกล่าวคำเพียงเท่านี้ว่า พวกสามเณรเก็บดอกไม้เหล่านี้ไว้.

        แต่ถ้าว่า   พวกชาวบ้านขอวาระดอกไม้แล้ว  เมื่อพวกสามเณรไม่ได้

เก็บดอกไม้ไว้ ถือเอายาคูและภัตเป็นต้นมาแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงให้สามเณรทั้งหลายเก็บให้ การใช้ให้พวกสามเณรผู้เป็นญาติเท่านั้น เก็บให้ จึงควร. พระเถระทั้งหลายยกพวกสานเณรที่มิใช่ญาติขึ้นวางบน กิ่งไม้. พวกสามเณรไม่ควรลงแล้วหนีไปเสีย, ควรเก็บให้.

       ในมหาปัจจรีและกุรุนทีกล่าวว่า      ก็ถ้าว่าพระธรรมกถึกบางรูปจะ

กล่าวว่า อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย ดอกไม้ที่วัดมีมาก, พวกท่านจง ถือเอายาคูและภัตเป็นต้น ไปทำการบูชาด้วยดอกไม้เถิด, ยาคูและภัต เป็นต้นนั้น ย่อมไม่สมควรแก่พระธรรมกถึกนั้นเท่านั้น. แต่ในมหา- อรรถกถา ท่านกล่าวไว้โดยไม่แปลกกันว่า ยาคูและภัต เป็นต้นนั้น เป็น อกัปปิยะ ไม่สมควร.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 657

       แม้ผลไม้ที่เป็นของของตน  จะให้แก่มารดาบิดาและพวกญาติที่เหลือ 

ย่อมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. แต่เมื่อภิกษุผู้ให้ เพื่อประโยชน์ แก่การสงเคราะห์ตระกูล พึงทราบว่าเป็นทุกกฏเป็นต้น ในเพราะผลไม้ ของตน ของคนอื่น ของสงฆ์ และของที่เขากำหนดไว้เพื่อประโยชน์ แก่เสนาสนะ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. เฉพาะผลไม้ที่เป็นของของตน จะให้แก่พวกคนไข้ หรือแก่พวกอิสรชนผู้มาถึงซึ่งหมดเสบียงลง ก็ควร. ไม่จัดเป็นการให้ผลไม้. แม้ภิกษุผู้แจกผลไม้ที่สงฆ์สมมติ จะให้กึ่งส่วน แก่พวกชาวบ้านผู้มาถึงในเวลาแจกผลไม้แก่สงฆ์ ก็ควร. ผู้ไม่ได้รับสมมติ ควรอปโลกน์ให้.

       แม้ในสังฆาราม  สงฆ์ก็ควรทำกติกาไว้  ด้วยการกำหนดผลไม้หรือ

ด้วยการกำหนดต้นไม้ เมื่อพวกคนไข้หรือพวกคนอื่นขอผลไม้ จากผล หรือจากต้นไม้ที่กำหนดไว้นั้น พึงให้ผลไม้ ๔-๕ ผล หรือพึงแสดง ต้นไม้ ตามที่กำหนดไว้ว่า พวกเธอถือเอาจากต้นนี้ได้ แต่ไม่ควรพูดว่า ผลไม้ที่ต้นนี้ดี, พวกเธอจงถือเอาจากต้นนี้.

       พึงทราบวินิจฉัย   ในบทว่า จุณฺเณน  นี้  ดังต่อไปนี้:-
       ภิกษุให้จุรณสน    หรือน้ำฝาดอย่างอื่นของของตนเพื่อประโยชน์แก่

การสงเคราะห์ตระกูล เป็นทุกกฏ. แม้ในของของตนอื่นเป็นต้น ก็พึง ทราบวินิจฉัยโดยนัยดังกล่าวมาแล้ว. ส่วนความแปลกกันดังต่อไปนี้:- ในจุรณวิสัยนี้ เปลือกไม้แม้ที่สงฆ์รักษาและสงวนไว้ ก็จัดเป็นครุภัณฑ์ แท้. แม้ในพวกดินเหนียว ไม้ชำระฟัน และไม้ไผ่ บัณฑิตรู้จักของที่ควร เป็นครุภัณฑ์แล้ว พึงทราบวินิจฉัยดังกล่าวแล้วในจุรณนั่นแล. แต่การ ให้ใบไม้ ไม่มาในบาลีนี้. แม้การให้ใบไม้นั้น ก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 658 แล้วเหมือนกัน. ข้าพเจ้าจักพรรณนาการให้ใบไม้ทั้งหมด โดยพิสดาร ในการวินิจฉัยครุภัณฑ์ แม้ข้างหน้า.

        เวชกรรมวิธี  ในบทว่า  เวชฺชกาย  วา นี้   บัณฑิตพึงทราบโดยนัย

ที่กล่าวไว้เเล้วในตติยปาราชิกวรรณนานั่นแล.

        กรรม  คือ  การงานของทูต  และการส่งข่าวสาสน์ของพวกคฤหัสถ์

ท่านเรียกว่า ชังฆเปสนียะ ในคำว่า ชงฺฆเปสนิเกน นี้, ข้อนั้น อัน ภิกษุไม่ควรกระทำ. ด้วยว่าเมื่อภิกษุรับข่าวสาสน์ของพวกคฤหัสถ์แล้วเดิน ไป เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ย่างเท้า. แม้เมื่อฉันโภชนะที่อาศัยกรรมนั้นได้มา ก็เป็นทุกกฏ ทุก ๆ คำกลืน. แม้เมื่อไม่รับข่าวสาสน์แต่แรก ภายหลัง ตกลงใจว่า บัดนี้ นี้คือบ้านนั้น เอาละ เราจักแจ้งข่าวสาสน์นั้น แล้ว แวะออกจากทาง ก็เป็นทุกกฎ ทุก ๆ ย่างเท้า. เมื่อฉันโภชนะที่บอกข่าว สาสน์ได้มา เป็นทุกกฏโดยนัยก่อนเหมือนกัน. แต่ภิกษุไม่รับข่าวสาสน์ มา เมื่อถูกคฤหัสถ์ถามว่า ท่านขอรับ ! อันผู้มีชื่อนี้ ในบ้านนั้น มีข่าว คราวเป็นอย่างไร ! ดังนี้ จะบอกก็ควร. ในปัญหาที่เขาถาม ไม่มี โทษ.

      แต่จะส่งข่าวสาสน์ของพวกสหธรรมิก ๕     ของมารดาบิดา     คน

ปัณฑุปลาส และไวยาจักรของตนควรอยู่. และภิกษุจะส่งข่าวสาสน์ที่ สมควร มีประการดังกล่าวแล้วในก่อน ของพวกคฤหัสถ์ควรอยู่. เพราะ ข่าวสาสน์ที่สมควรนี้ ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นกรรม คือ การเดินข่าว. ก็แล ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากกุลทูสกกรรม ๘ อย่างนี้ ย่อมไม่สมควรแก่สหธรรมิก ทั้ง ๕ เป็นเช่นกับปัจจัยที่เกิดขึ้นจากการอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่เป็น จริง และการซื้อขายด้วยรูปิยะทีเดียว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 659

       ภิกษุนั้น  มีความประพฤติลามก;   เพราะเหตุนั้น  จึงชื่อว่า ปาป-

สมาจาร. ก็เพราะปาปสมาจาร มีการปลูกต้นไม้ดอกเป็นต้น อันพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในสิกขาบทนี้; ฉะนั้น พระองค์จึงตรัส ไว้ในบทภาชนะแห่งบทว่า ปาปสมาจาร นี้ โดยนัยเป็นต้นว่า มาลาวจฺฉ โรเปนฺติปิ ดังนี้.

       บทว่า  ติโรกฺขา   แปลว่า  ลับหลัง.
       ก็คำว่า กุลานิ  นี้   ในคำว่า  กุลานิ  จ  เตน  ทุฏานิ  นี้ เป็นเพียง

โวหาร, แต่โดยความหมาย พวกชาวบ้านถูกภิกษุนั้นประทุษร้าย; ฉะนั้น ในบทภาชนะแห่งบทว่า กุลานิ จ เตน ทุฏฺานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสคำมีอาทิว่า ปุพเพ สทฺธา หุตฺวา ดังนี้.

       บทว่า  ฉนฺทคามิโน  มีวิเคราะห์ว่า ผู้ชื่อว่า  มีฉันทคามินะ  เพราะ

อรรถว่า ย่อมลำเอียงเพราะชอบพอกัน. ในบทที่เหลือ ก็มีนัยอย่างนี้.

      ในคำว่า สมนุภาสิตพฺโพ   ตสฺส  ปฏินิสฺสคฺคาย  นี้    บัณฑิตพึง

เห็นความอย่างนี้ว่า เป็นทุกกฏอย่างเดียว เพราะกุลทูสกกรรม. แต่ภิกษุ นั้นหลีกเลี่ยงกล่าวคำใดกะสงฆ์ว่า เป็นผู้มีความลำเอียงเพราะชอบพอกัน เป็นต้น สงฆ์พึงกระทำสมนุภาสนกรรม เพื่อสละคืนซึ่งคำว่า เป็นผู้มี ลำเอียงเพราะชอบกัน เป็นต้นนั้นเสีย.

       คำที่เหลือทุก ๆ  แห่ง   มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น     แม้สมุฏฐานเป็นต้น

ก็เช่นเดียวกับปฐมสังฆเภทสิกขาบทนั้นแล.

                            กุลทูสกสิกขาบทวรรณนา  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 660

                      [แก้อรรถบทสรูปสังฆาทิเสส]
       ในคำว่า  อุทฺทิฏฺา  โข  ฯ เป ฯ  เอวเมต  ธารยามิ นี้  มีวินิจฉัย

ดังต่อไปนี้:-

       ธรรมเหล่านี้   มีการต้องแต่แรก;   เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า ปฐมา-
ปัตติกะ   อธิบายว่า พึงต้องในครั้งแรก   คือ ในขณะที่ล่วงละเมิดทีเดียว.

ส่วนธรรมทั้งหลายนอกนี้ พึงทราบว่าเป็น ยาวตติยกะ ด้วยอรรถว่ามี (เป็นอาบัติ) ในเพราะสมนุภาสนกรรมครั้งที่ ๓ เหมือนโรคไข้เชื่อม (โรคผอม) มี (เป็น) ในวันที่ ๓ และที่ ๔ เขาเรียกว่า โรคที่ ๓ ที่ ๔ ฉะนั้น.

       ข้อว่า ยาวตีห  ชาน  ปฏิจฺฉาเทติ  มีความว่า รู้อยู่  ปกปิดไว้  คือ

ไม่บอกแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้ สิ้นวัน มีประมาณเท่าใด.

       บทว่า  ตาวตีห    ความว่า (ต้องอยู่ปริวาสด้วยความไม่ปรารถนา)

สิ้นวันมีประมาณเท่านั้น.

        ข้อว่า  อกามา   ปริวตฺตพฺพ     มีความว่า  ไม่ใช่ด้วยความปรารถนา

คือ ไม่ใช่ด้วยอำนาจ (ของตน), ที่แท้พึงสมาทานปริวาสอยู่ด้วยความไม่ ปรารถนา คือ ด้วยมิใช่อำนาจ (ของตน).

       สองบทว่า อุตฺตรึ     ฉารตฺต  คือ  สิ้น  ๖ ราตรี  เพิ่มขึ้นจากปริวาส.
       บทว่า ภิกขุมานตฺตาย   ได้แก่  เพื่อความนับถือของภิกษุทั้งหลาย,

มีคำอธิบายว่า เพื่อประโยชน์ให้ภิกษุทั้งหลายยินดี.

      ภิกษุสงฆ์นั้น   ชื่อว่า  วิสติคณะ  เพราะมีคณะนับได้  ๒๐ รูป. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 661

      บทว่า   ตตฺถ  มีความว่า ในสีมาที่ภิกษุสงฆ์  มีคณะ ๒ รูป  โดย 

กำหนดอย่างต่ำกว่าเขาทั้งหมด.

      บทว่า อพฺเภตพฺโพ  มีความว่า อันภิกษุสงฆ์พึงอัพภาน   คือ พึง

รับรอง, มีคำอธิบายว่า พึงเรียกเข้าด้วยอำนาจแห่งอัพภานกรรม อีกอย่าง หนึ่ง มีใจความว่า สงฆ์พึงเรียกเข้าหมู่.

       บทว่า อนพฺภิโต   ได้แก่  เป็นผู้อันสงฆ์ไม่ได้อัพภาน   คือ  ไม่ได้

รับรอง. มีคำอธิบายว่า ยังไม่ได้ทำอัพภานกรรม. อีกอย่างหนึ่ง มีใจ ความว่า สงฆ์ยังไม่ได้เรียกเข้าหมู่.

       บทว่า  สามีจิ   แปลว่า ตามธรรมดา.    มีคำอธิบายว่า  โอวาทานุ-

สาสนีอันคล้อยตามโลกุตรธรรม เป็นสามีจิ คือ เป็นธรรมดา (สามีจิ- กรรม). บทที่เหลือในคำว่า อุทฺทิฏฺา โข เป็นต้นนี้ มีนัยดังกล่าวแล้ว ทั้งนั้นแล.

                 เตรสกัณฑวรรณนา  ในอรรถกถาพระวินัย
                               ชื่อสมันตปาสาทิกา  จบ          

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 662

                                      อนิยตกัณฑ์
 ท่านทั้งหลาย  อนึ่ง   ธรรมคืออนิยต ๒  สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ. 
                               อนิยตสิกขาบทที่  ๑
            เรื่องพระอุทายีกับนางวิสาขา  มิคารมาตา
       [๖๓๑]  โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระประจำสกุลในพระนครสาวัตถี เข้าไปหาสกุลเป็น อันมาก สมัยนั้น สาวน้อยแห่งสกุลอุปัฏฐากของท่านพระอุทายี เป็น สตรีที่มารดาบิดายกให้แก่หนุ่มน้อยของสกุลหนึ่ง

        ครั้นเวลาเช้า  ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสกแล้ว    ถือบาตรและ

จีวรเข้าไปหาสกุลนั้น ครั้นแล้วจึงไต่ถามพวกชาวบ้านว่า สาวน้อยผู้มี ชื่อนี้ อยู่ไหน

        พวกชาวบ้านตอบอย่างนี้ว่า   พวกข้าพเจ้าได้ยกให้แก่หนุ่มน้อยของ

สกุลโน้นแล้ว เจ้าข้า

        แม้สกุลนั้นแล   ก็เป็นอุปัฏฐากของท่านพระอุทายี     จึงท่านพระ-

อุทายีเข้าไปหาสกุลนั้น ครั้นแล้วจึงถามพวกชาวบ้านว่า สตรีผู้มีชื่อนี้ อยู่ไหน

        พวกชาวบ้านตอบว่า  นางนั่งอยู่ในห้อง  เจ้าข้า
        จึงท่านพระอุทายีเข้าไปหาสาวน้อยนั้น     ครั้นแล้วสำเร็จการนั่งใน

ที่ลับ คือในอาสนะกำบังซึ่งพอจะทำการได้กับสาวน้อยนั้น หนึ่งต่อหนึ่ง เจรจากล่าวธรรมอยู่ ควรแก่เวลา.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 663

        [๖๓๒]    ก็โดยสมัยนั้นแล   นางวิสาขา  มิคารมาตา   เป็นสตรีมีบุตร 

มาก มีนัดดามาก มีบุตรไม่มีโรค มีนัดดาไม่มีโรค ซึ่งโลกสมมติว่าเป็น มิ่งมงคล พวกชาวบ้านเชิญนางไปให้รับประทานอาหารก่อนในงานบำเพ็ญ กุศล งานมงคล งานมหรสพ ครั้งนั้น นางวิสาชา มิคารมาตา ได้ถูก เชิญไปสู่สกุลนั้น นางได้เห็นที่ท่านพระอุทายี นั่งในที่ลับ คือในอาสนะ- กำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับหญิงสาวนั้น หนึ่งต่อหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าว คำนี้กะท่านพระอุทายีว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า การที่พระคุณเจ้าสำเร็จการ นั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อ หนึ่งเช่นนี้ ไม่เหมาะ ไม่ควร แม้พระคุณเจ้าจะไม่ต้องการด้วยธรรมนั้น ก็จริง ถึงอย่างนั้น พวกชาวบ้านผู้ที่ไม่เลื่อมใส จะบอกให้เธอได้โดย ยาก

         ท่านพระอุทายี     แม้ถูกนางวิสาขา  มิคารมาตา   ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้

ก็มิได้เชื่อฟัง

         เมื่อนางวิสาขา   มิคารมาตา   กลับไปแล้ว   ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย

        บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย   สันโดษ  มีความละอาย  มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่าน พระอุทายีจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการ ได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 664

                 ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ 

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่าน พระอุทายีว่า ดูก่อนอุทายี ข่าวว่า เธอสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือใน อาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่ง จริงหรือ

        ท่านพระอุทายีทูลรับ ว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
        พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำ

ของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า การ กระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดย ที่แท้ การกระทำของเธอนั้น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใส แล้ว

        ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุทายีโดยอเนกปริ-

ยาย ดังนี้แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุง ยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคน บำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนก-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 665 ปริยายแล้วทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่ เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้น   เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่

ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับ ว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อ ป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิด ในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่ง พระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

         ก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้   ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ                  
         ๑๘.   ๑.  อนึ่ง  ภิกษุใดรูปเดียว     สำเร็จการนั่งในที่ลับ    คือใน

อาสนะกำบัง พอจะทำการได้มาตุคามผู้เดียว อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อ ได้ เห็นภิกษุกับมาตุคามนั้นนั่นแล้ว พูดขึ้นด้วยธรรม ๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยปาราชิกก็ดี ด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วย ปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญาณซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยปาราชิกบ้าง ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วย ปาจิตตีย์บ้าง อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น กล่าวด้วย ธรรมใด ภิกษุนั้นพิงถูกปรับด้วยธรรมนั้น ธรรมนี้ชื่อ อนิยต.

                     เรื่องพระอุทายีกับนางวิสาขา  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 666

                                 สิกขาบทวิภังค์
        [๖๓๓]  บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด  มีการ

งานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะ ก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด

        บทว่า  ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง กันอุปสมบทให้ ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติ จตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ ในอรรถนี้.

       ที่ชื่อว่า  มาตุคาม  ได้แก่  หญิงมนุษย์ไม่ใช่หญิงยักษ์  ไม่ไช่หญิง

เปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย โดยที่สุด แม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องพูดถึงสตรีผู้ใหญ่.

      บทว่า  กับ  คือ  ร่วมกัน 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 667

        คำว่า   รูปเดียว...ผู้เดียว   ได้แก่   ภิกษุ ๑   มาตุคาม ๑
        ที่ชื่อว่า  ในที่ลับ  ได้แก่  ที่ลับตา ๑   ที่ลับหู  ๑
        ที่ลับตา    ได้แก่ที่ซึ่งเมื่อภิกษุหรือมาตุคามขยิบตา    ยักคิ้ว   หรือ

ชูศีรษะไม่มีใครสามารถจะแลเห็นได้

        ทีลับหู   ได้แก่ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถจะได้ยินถ้อยคำที่พูดตามปกติได้
        อาสนะทึ่ชื่อว่า  กำบัง   คือ  เป็นอาสนะที่เขากำบังด้วยฝา  บานประตู

เสื่อลำแพน ม่านบัง ต้นไม้ เสา หรือฉาง อย่างใดอย่างหนึ่ง.

        บทว่า  พอจะทำการได้  คือ  อาจเพื่อจะเสพเมถุนธรรมได้
        คำว่า   สำเร็จการนั่ง   หมายความว่า    เมื่อมาตุคามนั่งแล้ว   ภิกษุ

นั่งใกล้หรือนอนใกล้ก็ดี เมื่อภิกษุนั่งแล้ว มาตุคามนั่งใกล้ หรือนอน ใกล้ก็ดี นั่งทั้งสองคนหรือนอนทั้งสองคนก็ดี.

        [๖๓๔]   อุบาสิกาที่ชื่อว่า  มีวาจาที่เชื่อได้  คือ  เป็นสตรีผู้บรรลุผล

ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข้าใจศาสนาดี

        ที่ชื่อว่า  อุบาสิกา  ได้แก่   สตรีผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  ผู้ถึง

พระธรรมเป็นสรณะ ผู้ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ.

        บทว่า  เห็น  คือ  พบ.
        [๖๓๕]   อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้เช่นนั้น        พึงพูดขึ้นด้วยธรรม

๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยปาราชิกก็ดี ด้วยสังฆาทิเสส ก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญาณซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยปาราชิกบ้าง ด้วยสังฆาทิเสส บ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง อีกประการหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น กล่าวด้วยธรรมใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 668

                                   ปฏิญญาตกรณะ
                          เห็นนั่งกำลังเสพเมถุนธรรม
       [๖๓๖]   หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่ง

กำลังเสพเมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนั่งนั้น พึงปรับ ตามอาบัติ

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังเสพ

เมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้านั่งจริง แต่ไม่ ได้เสพเมถุนธรรมเลย ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังเสพ

เมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังเสพ

เมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                เห็นนอนกำลังเสพเมถุนธรรม
       [๖๓๗]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

นอนกำลังเสพเมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

เสพเมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้านอนจริง แต่ไม่ได้เสพเมถุนธรรมเลย ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 669

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลังเสพ

เมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้านั่งอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

เสพเมถุนธรรมในมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                  เห็นนั่งกำลังถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย
        [๖๓๘]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า       ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า 

นั่งกำลังถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการ นั่งนั้น พึงปรับตามอาบัติ

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นั่งจริง แต่ไม่ได้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

         หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า        ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 670

              เห็นนอนกำลังถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย         
           [๖๓๙]   หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า       ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

นอนกำลังถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการ นอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ

           หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นอนจริง แต่ไม่ได้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย ดังนี้ พึงปรับเพราะการ นอน

           หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นอน ข้าพเจ้านั่งอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

           หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นอน ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                                    เห็นนั่งในที่ลับ
           [๖๔๐]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

รูปเดียวนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคาม ผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนั่งนั้น พึงปรับเพราะการนั่ง

           หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียวนั่ง

ในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 671

         หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียวนั่ง

ในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                               เห็นนอนในที่ลับ   
         [๖๔๑]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

รูปเดียวนอนในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคาม ผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนอนนั้น พึงปรับเพราะการนอน

        หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียวนอน

ในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุ นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้านั่งต่างหาก ดังนี้ พึง ปรับเพราะการนั่ง

        หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียวนอน

ในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุ นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

         [๖๔๒]    บทว่า   อนิยต   แปลว่า   ไม่แน่นอน   คือ   เป็นปาราชิก

ก็ได้ เป็นสังฆาทิเสสก็ได้ เป็นปาจิตตีย์ก็ได้.

                                บทภาชนีย์ 
       [๖๔๓]   ภิกษุปฏิญาณการไป     ปฏิญาณการนั่ง     ปฏิญาณอาบัติ

พึงปรับตามอาบัติ ิ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 672

       ภิกษุปฏิญาณการไป   ไม่ปฏิญาณการนั่ง   ปฏิญาณอาบัติ   พึงปรับ

ตามอาบัติ

      ภิกษุปฏิญาณการไป  ปฏิญาณการนั่ง   ไม่ปฏิญาณอาบัติ  พึงปรับ

เพราะการนั่ง

       ภิกษุปฏิญาณการไป  ไม่ปฏิญาณการนั่ง   ไม่ปฏิญาณอาบัติ  ไม่พึง

ปรับ

      ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป  ปฏิญาณการนั่ง   ปฏิญาณอาบัติ   พึงปรับ

ตามอาบัติ

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป  ไม่ปฏิญาณการนั่ง  ปฏิญาณอาบัติ  พึงปรับ

ตามอาบัติ

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป  ปฏิญาณการนั่ง  ไม่ปฏิญาณอาบัติ  พึงปรับ

เพราะการนั่ง

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป     ไม่ปฏิญาณการนั่ง      ไม่ปฏิญาณอาบัติ

ไม่พึงปรับ

                                อนิยตสิกขาบทที่  ๑  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 673

                                 อนิยตกัณฑวรรณนา
       ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  !   อนึ่ง  ธรรม   คือ  อนิยต ๒  สิกขาบทนี้แล

ย่อมมาสู่อุเทศ.

                            พรรณนาอนิยตสิกขาบทที่ ๑
       อนิยตสิกขาบทที่ ๑   ว่า   เตน  สมเยน  พุทฺโธ  ภควา  เป็นต้น

ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:- ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีวินิจฉัยดังต่อ ไปนี้:-

        [แก้อรรถมูลเหตุแห่งปฐมบัญญัติเป็นต้น]
        คำว่า   กาลยุตฺต    สมุลฺลปนฺโต    มีความว่า    กำหนดกาลแล้ว

กล่าวถ้อยคำเกี่ยวด้วยเรื่องชาวบ้าน ในเวลาที่ใคร ๆ ไม่เดินผ่านไปหรือ เดินผ่านมาที่ใกล้ คือ ตามที่เหมาะแก่เวลาเช่นนั้น มีอาทิว่า เธอไม่ กลุ้มใจ ไม่ลำบากใจ ไม่อดอยากละหรือ  ?

        คำว่า  กาลยุตฺต   ธมฺม   ภณนฺโต    มีความว่า    กำหนดกาลแล้ว

กล่าวธรรมกถา ในเวลาที่ใครคนอื่นเดินผ่านมา หรือเดินผ่านไป คือ ตามที่เหมาะแก่เวลาเช่นนั้น มีอาทิว่า เธอควรทำอุโบสถ, เธอควรถวาย สลากภัต ดังนี้

        นางวิสาขานั้น  ชื่อว่า   มีบุตรมาก   เพราะนางมีธิดาและบุตรมาก

ได้ยินว่า นางมีบุตรชาย ๑๐ คน และบุตรหญิง ๑๐ คน. ชื่อว่า มีนัดดามาก เพราะนางมีหลานมาก. เหมือนอย่างว่า นางวิสาขานั้น มีบุตรชายหญิง ๒๐ คน ฉันใดแล, แม้บุตรชายหญิงของนางก็มีทารก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 674 คนละ ๒๐ คน ฉันนั้น. นางจึงได้ชื่อว่า มีลูกและหลานเป็นบริวาร ๔๒๐ คน ด้วยประการอย่างนี้.

        บทว่า   อภิมงฺคลสมฺมตา    คือ    ผู้อันชาวโลกสมมติว่าเป็นอุดม-

มงคล.

       บทว่า  ยญฺเสุ  คือ  ในทานน้อยและทานใหญ่
        บทว่า  ฉเณสุ    คือ  ในงานมหรสพอันเป็นไปเป็นครั้งคราว    มี  

อาวาหมงคลและวิวาหมงคลเป็นต้น.

        บทว่า   อุสฺสเวสุ    ได้แก่    ในงานมหรสพฉลอง  (สมโภช)   มี

อาสาฬหนักขัตฤกษ์ และปวารณานักขัตฤกษ์เป็นต้น (งานฉลองนัก- ขัตฤกษ์วันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา).

        บทว่า  ปม  โภเชนฺติ  มีความว่า ชนทั้งหลาย   เชิญให้รับประทาน'

ก่อน พลางขอพรว่า เด็กแม้เหล่านี้ จงเป็นผู้ไม่มีโรคมีอายุยืน เสมอ ด้วยท่านเถิด ดังนี้. แม้ชนเหล่าใด เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส, ชนเหล่านั้น ให้ภิกษุทั้งหลายฉันแล้ว จึงเชิญนางวิสาขานั้นแล ให้รับประทานก่อน ทั้งปวง ในลำดับที่ภิกษุฉันแล้วนั้น.

        บทว่า  น  อาทิยิ  มีความว่า พระอุทายีเถระ ไม่เชื่อฟังคำของนาง.

อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ไม่กระทำความเอื้อเฟื้อ.

         บทว่า   อลกมฺมนิเย    มีวิเคราะห์ว่า    ที่นั่งที่ชื่อว่า   กัมมนิยะ

เพราะอรรถว่า ควรแก่กรรม คือ เหมาะแก่กรรม. ที่ชื่อว่า อสังกัมมนิยะ เพราะอรรถว่า อาจ สามารถ เพื่อทำการได้ ในอาสนะกำบังซึ่งพอจะ ทำการได้นั้น. ความว่า ในสถานที่อย่างที่ชนทั้งหลาย เมื่อจะทำอัชฌาจาร อาจทำกรรมนั้นได้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 675 อลกมฺมนิเย นั้น ท่านจึงกล่าวว่า อาจจะเสพเมถุนธรรมไม่ได้. มีคำอธิบายว่า ในที่ซึ่งอาจจะเสพเมถุนธรรมได้.

        สองบทว่า  นิสชฺช    กปฺเปยฺย    ได้แก่   พึงทำการนั่ง.   อธิบายว่า

พึงนั่ง. ก็เพราะบุคคลนั่งก่อน แล้วจึงนอน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสการนั่งและการนอนทั้งสองไว้ ในบทภาชนะแห่งบทว่า นิสชฺช กปฺเปยฺย นั้น.

       บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อุปนิสินฺโน  มีความว่า    บุคคลผู้เข้า 

ไปนั่งใกล้ ๆ นั่นแล ผู้ศึกษา พึงทราบว่า นอนใกล้.

        สองบทว่า   ภิกฺขุ  นิสินฺเน  ความว่า  เมื่อภิกษุนั่งแล้ว.
        สองบทว่า  อุโภ  วา   นิสินฺนา    มีความว่า    แม้ ๒ คน  นั่งไม่

หลังไม่ก่อนกัน (นั่งพร้อม ๆ).

        ก็ในสิกขาบทที่ ๑ นี้   คำว่า ที่ลับหู  ไม่ได้มาในพระบาลีแม้ก็จริง.

ถึงอย่างนั้น พึงทราบการกำหนด (อาบัติ) ด้วยที่ลับตาเท่านั้น. หากว่า มีบุรุษรู้เดียงสานั่งอยู่ใกล้ประตูห้องซึ่งปิดบานประตูไว้ก็คุ้มอาบัติไม่ได้เลย. แต่ถ้านั่งใกล้ประตูห้องที่ไม่ได้ปิดบานประตูคุ้มอาบัติได้. และใช่แต่ที่ใกล้ ประตูอย่างเดียวหามิได้, แม้นั่งในโอกาสภายใน ๑๒ ศอก ถ้าเป็นคนตาดี มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง เคลิ้มไปบ้าง ก็คุ้มอาบัติได้ คนตาบอด แม้ยืนอยู่ ในที่ใกล้ ก็คุ้มอาบัติไม่ได้. ถึงคนตาดี นอนหลับเสีย ก็คุ้มอาบัติไม่ได้. ส่วนสตรีแม้ตั้ง ๑๐๐ คน ก็คุ้มอาบัติไม่ได้เลย.

        บทว่า   สทฺเธยฺยวจสา   แปลว่า    มีวาจาควรเชื่อถือได้.   ก็เพราะ

อุบาสิกานั้นเป็นถึงอริยสาวิกา ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 676 จึงตรัสว่า อาคตผลา เป็นต้นไว้ ในบทภาชนะแห่งบทว่า สทฺเธยฺยวจสา นั้น.

       ในคำว่า  อาคตผลา  เป็นต้นนั้น  มีวินิจฉัยดังนี้:-    อุบาสิกานั้น

ชื่อว่า อาคตผลา เพราะว่า มีผลอันมาแล้ว. อธิบายว่า ผู้ได้โสดา- ปัตติผลแล้ว.

        บทว่า  อภิสเมตาวินี คือ ผู้ได้ตรัสรู้สัจจะ  ๔.   อุบาสิกานี้  เข้าใจ

ศาสนา คือ ไตรสิกขาดี; เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เข้าใจศาสนาดี

        ข้อว่า  นิสชฺช  ภิกฺขุ  ปฏิชานมาโน  มีความว่า   อุบาสิกาเช่นนี้ 

เห็นแล้วจึงพูด แม้ก็จริง, ถึงอย่างนั้น ภิกษุปฏิญญาการนั่งอย่างเดียว พระวินัยธรพึงปรับด้วยธรรม ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเธอไม่ปฏิญญา ไม่พึงปรับ.

         ข้อว่า  อีกประการหนึ่ง  อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น   กล่าวด้วย

ธรรมใด ภิกษุนั้น พึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น มีความว่า อุบาสิกานั้น ยกเรื่องเมถุนธรรมเป็นต้นขึ้น พร้อมด้วยอาการมีการนั่งเป็นต้น อาการ อย่างใด, ภิกษุนั้น ก็ปฏิญญาด้วย พึงถูกปรับด้วยอาการอย่างนั้น. อธิบายว่า ไม่พึงปรับด้วยอาการสักว่าถ้อยคำของอุบาสิกาแม้เห็นปานนี้.

          ถามว่า   เพราะเหตุไร ?
          ตอบว่า   เพราะธรรมดาว่า     เรื่องที่เห็นเป็นอย่างนั้นก็มี      เป็น

อย่างอื่นก็มี, ก็เพื่อประกาศเนื้อความนั้น พระอาจารย์ทั้งหลาย จึงนำ เรื่องมาเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 677

             [เรื่องพระขีณาสพเถระนั่งกับมาตุคาม]  
        ได้ทราบว่า    ในมัลลารามวิหาร    พระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่งไปสู่

ตระกูลอุปัฏฐาก ในวันหนึ่ง นั่งแล้ว ณ ภายในเรือน. ฝ่ายอุบาสิกาก็ยืน พิงบัลลังก์สำหรับนอน. ลำดับนั้น ภิกษุถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนที่ใกล้ประตู เห็นเข้า ได้ความสำคัญว่า พระเถระนั่งบนอาสนะเดียว กันกับอุบาสิกา จึงมองดูบ่อย ๆ. แม้พระเถระก็กำหนดรู้ว่า ภิกษุรูปนี้ เกิดเป็นผู้มีความเข้าใจในเราว่าไม่บริสุทธิ์ ทำภัตกิจแล้วไปยังวิหาร เข้า ไปสู่ที่อยู่ของตนแล้วนั่งอยู่ ภายในนั่นเอง. ภิกษุรูปนั้นมาแล้วด้วย ตั้งใจว่า เราจักโจทพระเถระ กระแอมแล้วเปิดประตู. พระเถระทราบ จิตของเธอ จึงเหาะขึ้นบนอากาศ นั่งโดยบัลลังก์พิงช่อฟ้าเรือนยอด. แม้ภิกษุนั้นเข้าไปภายใน ตรวจดูเตียงและภายใต้เตียงไม่เห็นพระเถระ จึงแหงนดูเบื้องบน ลำดับนั้น ท่านเห็นพระเถระนั่งอยู่บนอากาศ จึง กล่าวว่า ท่านขอรับ  ! ท่านชื่อว่า มีฤทธิ์มากอย่างนี้ ขอจงให้บอกความ ที่ท่านนั่งบนอาสนะเดียวกับมาตุคามมาก่อนเถิด. พระเถระจึงกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ  ! นี้เป็นโทษของละแวกบ้าน แต่เราไม่อาจให้ท่านเชื่อได้ จึงได้กระทำอย่างนี้, ท่านควรจะช่วยรักษาเราไว้ด้วย, พระเถระกล่าวอย่าง นี้แล้วก็ลง.

          ต่อจากนี้ไป   คำว่า  สา    เจ    เอว    วเทยฺย    เป็นต้นทั้งหมด

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพื่อแสดงอาการแห่งเหตุของการปฏิญญา.

                 [พึงปรับอาบัติตามปฏิญญาของภิกษุ]
        บรรดาบทเหล่านั้น    หลายบทว่า   มาตุคามสฺส    เมถุน    ธมฺม

ปฏิเสวนฺโต มีความว่า ผู้เสพเมถุนธรรมในมรรคของมาตุคาม.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 678

        คำว่า  นิสชฺชาย  กาเรตพฺโพ  มีความว่า  ภิกษุปฏิญญาการนั่งแล้ว

ไม่ปฏิญญาการเสพเมถุนธรรม อย่าปรับด้วยอาบัติเมถุนธรรมปาราชิก พึงปรับด้วยอาบัติที่ต้องด้วยเหตุสักว่านั่ง. อธิบายว่า พึงปรับด้วยอาบัติ ปาจิตตีย์. พึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะทั้งหมดโดยนัยนี้.

       บรรดาบทมีบทว่า  คมน  ปฏิชานาติ    เป็นต้นที่ตรัสไว้  เพื่อทรง

แสดงการกำหนดอาบัติ และอนาบัติ ในสุดท้ายแห่งสิกขาบท. สองบทว่า คมน ปิฏิซานาติ มีความว่า ย่อมปฏิญญาการเดินอย่างนี้ว่า เราเป็น ผู้เดินไปเพื่อยินดีการนั่งในที่ลับ

        บทว่า  นิสฺชฺช   มีความว่า    ย่อมปฏิญญาซึ่งการนั่งด้วยความยินดี

ในการนั่งเท่านั้น.

        บทว่า   อาปตฺตึ     ได้แก่    บรรดาอาบัติทั้ง ๓  อาบัติอย่างใดอย่าง

หนึ่ง.

        สองบทว่า  อาปตฺติยา    กาเรตพฺโพ    มีความว่า    บรรดาอาบัติ

ทั้ง ๓ พึงปรับด้วยอาบัติที่ภิกษุปฎิญญา.

        คำที่เหลือในจตุกกะในสิกขาบทนี้   มีอธิบายตื้นทั้งนั้น.
        ส่วนในทุติยจตุกกะ  มีวินิจฉัยดังนี้:-
        สองบทว่า  คมน  น  ปฏิชานาติ  มีความว่า    ย่อมไม่ปฎิญญาด้วย

อำนาจแห่งความยินดีการนั่งในที่ลับ ย่อมกล่าวว่า เราไปด้วยการงาน ส่วนตัว มีสลากภัตเป็นต้น, ส่วนอุบาสิกานั้น มาสู่สถานที่เรานั่งเอง. บทที่เหลือ แม้ในทุติจตุกกะนี้ ก็มีอธิบายตื้นเหมือนกัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 679

       แต่บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะทั้งปวง  ดังต่อไปนี้:- 
       กิเลสที่อาศัยเมถุนธรรม    ตรัสเรียกว่า    ความยินดีการนั่งในที่ลับ. 

ภิกษุใด ใคร่จะไปยังสำนักแห่งมาตุคามด้วยความยินดีนั้นหยอดนัยน์ตา ต้องทุกกฏ. นุ่งผ้านุ่ง คาดประคดเอว ห่มจีวร เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ประโยค ในจตุกกะทั้งปวง. เมื่อเดินไป เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ย่างเท้า. เดินไปแล้วนั่ง เป็นทุกกฏอย่างเดียว, พอเมื่อมาตุคามมานั่ง เป็นปาจิตตีย์. ถ้าหญิงนั้น ผุดลุกผุดนั่ง ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เป็นปาจิตตีย์ ในการนั่งทุก ๆ ครั้ง. ภิกษุมุ่งหมายไปหาหญิงใด ไม่พบหญิงนั้น, หญิงอื่นมานั่ง เมื่อเกิดความ ยินดี ก็เป็นปาจิตตีย์. แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า เพราะมีจิต ไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่เวลามา เป็นอาบัติเหมือนกัน ถ้าหญิงมามากคนด้วยกัน, เป็นปาจิตตีย์ตามจำนวนผู้หญิง. ถ้าพวกผู้หญิงเหล่านั้นผุดลุกผุดนั่ง บ่อย ๆ เป็นปาจิตตีย์หลายตัว ตามจำนวนกับกิริยาที่นั่ง. แม้เมื่อภิกษุไม่ กำหนดไว้ไปนั่งด้วยตั้งใจว่า เราจักสำเร็จความยินดีในที่ลับกับหญิงที่เรา พบแล้ว ๆ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบอาบัติหลายตัว ด้วยสามารถแห่งหญิง ทั้งหลายผู้มาแล้ว ๆ และด้วยอำนาจการนั่งบ่อยครั้ง โดยนัยดังกล่าวแล้ว นั้นแล. ถ้าแม้นว่า ภิกษุไปนั่งด้วยจิตบริสุทธิ์ เกิดความยินดีในที่ลับ กับหญิงผู้มายังสำนักแล้วนั่ง, ไม่เป็นอาบัติเลย. สมุฏฐานเป็นต้น เป็น เช่นเดียวกันกับปฐมปาราชิกสิกขาบททีเดียวแล.

                         พรรณนาอนิยตสิกขาบทที่  ๑  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 680

                                 อนิยตสิกขาบทที่  ๒
                   เรื่องพระอุทายีกับนางวิสาขา  มิคารมาตา
        [๖๔๔]  โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน 

อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระ- อุทายีดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่ง จึงสำเร็จ การนั่งในที่ลับ กับสาวน้อยคนนั้นแล หนึ่งต่อหนึ่ง เจรจากล่าวธรรมอยู่ ควรแก่เวลา

        แม้ครั้งที่สองแล   นางวิสาขา   มิคารมาตา  ก็ได้ถูกเชิญไปสู่สกุลนั้น

นางได้เห็นท่านพระอุทายีนั่งในที่ลับ กับสาวน้อยนั้นแล หนึ่งต่อหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุทายีว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า การที่พระ- คุณเจ้านั่งในที่ลับกับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเช่นนี้ ไม่เหมาะ ไม่ควร พระคุณเจ้าแม้ไม่ต้องการด้วยธรรมนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น พวกชาวบ้าน ผู้ที่ไม่เลื่อมใส จงบอกให้เชื่อได้โดยยาก

         ท่านพระอุทายี   แม้ถูกนางวิสาขา   มิคารมาตา    ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้

ก็มิได้เชื่อฟัง

         เมื่อนางวิสาขา    มิคารมาตากลับไปแล้ว     ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย

        บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  มีความละอาย   มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่าน พระอุทายีจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับ กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า แล้ว กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 681

                    ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์   ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่าน พระอุทายีว่า ดูก่อนอุทายี ข่าวว่า เธอสำเร็จการนั่งในที่ลับ กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่ง จริงหรือ

       ท่านพระอุทายีทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ  การกระทำของ

เธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับกับ มาตุคามหนึ่งต่อหนึ่งเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุม- ชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความ ไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

       ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงติเตียนท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยาย 

ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการ ที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 682 แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับ ว่าดีแห่งสงฆ์ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันบังเกิด ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักเกิดในอนาคต เพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อม ใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้      ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                   พระบัญญัติ
          ๑๙.   ๒.  อนึ่ง  สถานหาเป็นอาสนะกำบังไม่เลยทีเดียว  หาเป็น

ที่พอจะทำการได้ไม่ แต่เป็นที่พอจะพูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่ว หยาบได้อยู่ แลภิกษุใดรูปเดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับ กับด้วย มาตุคามผู้เดียว ในอาสนะมีรูปอย่างนั้น อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้ เห็นภิกษุกับมาตุคามนั้นนั่นแล้ว พูดขึ้นด้วยธรรม ๒ ประการ อย่าง ใดอย่างหนึ่ง คือด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญาณ ซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วย สังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อ ได้นั้นกล่าวด้วยธรรมใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น แม้ธรรมนี้ ก็ชื่อ อนิยต.

                 เรื่องพระอุทายี  กับนางวิสาขา  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 683

                               สิกขาบทวิภังค์

็ [๖๔๕] คำว่า อนึ่ง สถานหาเป็นอาสนะกำบังไม่เลยทีเดียว อธิบายว่า อาสนะเป็นที่เปิดเผย คือ เป็นสถานที่มิได้กำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่านบัง ต้นไม้ เสา หรือฉาง อย่างใด อย่างหนึ่ง.

        บทว่า  หาเป็นที่พอจะทำการได้ไม่  คือ ไม่อาจเสพเมถุนธรรมได้
        คำว่า   แต่เป็นที่พอจะพูดเคาะมาตุคาม    ด้วยวาจาชั่วหยาบได้อยู่

คือ อาจจะพูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้.

         [๖๔๖]  บทว่า  แล...ใด  ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงาน

อย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะ ก็ดีตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แล...ใด.

        บทว่า  ภิกษุ ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง กันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 684 ภิกษุเหล่านี้นั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้ .

        บทว่า  ในอาสนะมีรูปอย่างนั้น  คือ  ในอาสนะเห็นปานนั้น. 
        ที่ชื่อว่า  มาตุคาม  ได้แก่    หญิงมนุษย์    ไม่ใช่หญิงยักษ์  ไม่ใช่

หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นสตรีผู้รู้เดียงสา สามารถซาบซึ้ง ถึงถ้อยคำ เป็นสุภาษิต ทุรภาษิต วาจาชั่วหยาบ และสุภาพ.

       บทว่า  กับ  คือ  ร่วมกัน.
        คำว่า   รูปเดียว...ผู้เดียว   ได้แก่   ภิกษุ ๑   มาตุคาม ๑.
        ที่ชื่อว่า  ในที่ลับ  ได้แก่  ที่ลับตา ๑  ที่ลับหู ๑   ที่ลับตา   ได้แก่

สถานที่ซึ่งเมื่อภิกษุ หรือมาตุคาม ขยิบตา ยักคิ้ว หรือชูศีรษะไม่มีใคร สามารถจะแลเห็นได้.

        ที่ลับหู  ได้แก่    สถานที่ซึ่งไม่มีใครสามารถได้ยินถ้อยคำที่พูดตาม

ปกติได้.

         คำว่า   สำเร็จการนั่ง   หมายความว่า    เมื่อมาตุคามนั่งแล้ว    ภิกษุ

นั่งใกล้หรือนอนใกล้ก็ดี เมื่อภิกษุนั่งแล้ว มาตุคามนั่งใกล้ หรือนอนใกล้ ก็ดี นั่งทั้งสองคน หรือนอนทั้งสองคนก็ดี.

        [๖๔๗]  อุบาสิกาที่ชื่อว่า  มีวาจาเชื่อได้  คือ  เป็นสตรีผู้บรรลุผล

ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข้าใจศาสนาดี.

        ที่ชื่อว่า  อุบาสิกา  ได้แก่   สตรีผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  ผู้ถึง

พระธรรมเป็นสรณะ ผู้ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ.

        บทว่า   เห็น  คือ  พบ. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 685

       [๖๔๘]  อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้เช่นนั้น      พึงพูดขึ้นด้วยธรรม

๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ ก็ดี ภิกษุปฏิญาณซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๒ ประการ อย่างใด อย่างหนึ่ง คือ ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง อีกประการหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น กล่าวด้วยธรรมใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วย ธรรมนั้น.

                                         ปฏิญญาตกรณะ
                                     เห็นนั่งกำลังเคล้าคลึง
        [๖๔๙]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนั่งนั้น พึง ปรับตามอาบัติ

        หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นั่งจริง แต่ไม่ได้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

        หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

        หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 686

                           เห็นนอนกำลังเคล้าคลึง
       [๖๕๐]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า       ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

นอนกำลังเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลังถึง

ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นนอนจริง แต่ไม่ได้ถึงความ เคล้าคลึงด้วยกาย ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงกายกับมาตุคาม ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ นอน ข้าพเจ้านั่งอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนกำลัง

ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ยืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                               ได้ยินนั่งกำลังเคาะ
         [๖๕๑]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้า

นั่งกำลังพูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนั่งนั้น พึงปรับตามอาบัติ

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า     ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านั่งกำลัง

พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นั่งจริง แต่ไม่ได้พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ดังนี้ พึงปรับ เพราะการนั่ง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 687

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านั่งกำลัง

พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านั่งกำลังพูด

เคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                           ได้ยินนอนกำลังพูดเคาะ
      [๖๕๒]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้า

นอนกำลังพูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการ นอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ

      หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านอนกำลัง

พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า นอนจริง แต่ไม่ได้พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ดังนี้ พึงปรับ เพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านอนกำลัง

พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นอน ข้าพเจ้านั่งอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า    ดิฉันได้ยินพระคุณเจ้านอนกำลัง

พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้นอน ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 688

                                   เห็นนั่งในที่ลับ 
       [๖๕๓]  หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า       ดิฉันเห็นพระคุณเจ้า

รูปเดียว นั่งในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนั่งนั้น พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียว  นั่ง

ในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า   ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียว  นั่ง

ในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.

                                เห็นนอนในที่ลับ
       [๖๕๔]    หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า      ดิฉัน เห็นพระคุณเจ้า

รูปเดียว นอนในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นปฏิญาณการนอนนั้น พึงปรับเพราะการนอน

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า        ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียว

นอนในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้านั่งอยู่ต่างหาก ดังนี้ พึงปรับเพราะการนั่ง

       หากอุบาสิกานั้นพูดขึ้นอย่างนี้ว่า  ดิฉันเห็นพระคุณเจ้ารูปเดียว นอน

ในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้นอน ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่างหาก ดังนี้ ไม่พึงปรับ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 689

       [๖๕๕]  บทว่า แม้นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเท้าถึงสิกขาบทก่อน.
       บทว่า อนิยต   แปลว่า ไม่แน่นอน  คือ  เป็นสังฆาทิเสสก็ได้  เป็น

ปาจิตตีย์ก็ได้.

                                      บทภาชนีย์
       [๖๕๖]   ภิกษุปฏิญาณการไป     ปฏิญาณการนั่ง     ปฏิญาณอาบัติ

พึงปรับตามอาบัติ

      ภิกษุปฏิญาณการไป  ไม่ปฏิญาณการนั่ง  ปฏิญาณอาบัติ   พึงปรับ

ตามอาบัติ

       ภิกษุปฏิญาณการไป  ปฏิญาณการนั่ง  ไม่ปฏิญาณอาบัติ   พึงปรับ

เพราะการนั่ง

       ภิกษุปฏิญาณการไป   ไม่ปฏิญาณการนั่ง    ไม่ปฏิญาณอาบัติ   ไม่

พึงปรับ

      ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป   ปฏิญาณการนั่ง  ปฏิญาณอาบัติ   พึงปรับ

ตามอาบัติ

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป   ไม่ปฏิญาณการนั่ง   ปฏิญาณอาบัติ    พึง

ปรับตามอาบัติ

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป  ปฏิญาณการนั่ง  ไม่ปฏิญาณอาบัติ  พึงปรับ

เพราะการนั่ง

       ภิกษุไม่ปฏิญาณการไป     ไม่ปฏิญาณการนั่ง     ไม่ปฏิญาณอาบัติ

ไม่พึงปรับ.

                                 อนิยตสิกขาบทที่  ๒  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 690

                                      บทสรุป
          [๖๕๗]  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมคืออนิยต   ๒  สิกขาบท ข้าพเจ้า

ยกขึ้นแสดงแล้วแล ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในธรรม คือ อนิยต ๒ สิกขาบทเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถาม แม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถามแม้ ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ท่านทั้งหลายเป็นผู้ บริสุทธิ์แล้วในธรรม คือ อนิยต ๒ สิกขาบทเหล่านี้ เหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

                                    อนิยตภัณฑ์  จบ
                              หัวข้อประจำเรื่อง
          อนิยต  ๒  สิกขาบท   คือ   นั่งในที่ลับพอจะทำการได้  ๑    แลนั่ง

ในที่เช่นนั้น แต่หาเป็นที่พอจะทำการได้ไม่ ๑ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้คงที่ ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว ดังนี้แล.

                          พรรณนาอนิยตสิกขาบทที่  ๒
       อนิยตสิกขาบทที่ ๒ ว่า   เตน  สมเยน  พุทฺโธ   ภควา  เป็นต้น

ข้าพเจ้าจะขอกล่าวต่อไป:- ในอนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น มีวินิจฉัยดัง ต่อไปนี้ :-

       ไม่คำว่า  ภควตา ปฏิกฺขิตฺต   เป็นต้น    ผู้ศึกษาพึงทราบสัมพันธ์

อย่างนี้ว่า ภิกษุรูปเดียว พึงสำเร็จการนั่งใด ในที่ลับ คือ อาสนะกำบัง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 691 พอจะทำการได้กับมาตุคามผู้เดียว, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการสำเร็จ การนั่งนั้น. จริงอยู่ เมื่อจะถือเอาใจความโดยประการอื่นควรจะตรัสว่า เอกสฺส เอกาย.

         ถามว่า   เพราะเหตุไร ?             
        ตอบว่า   เพราะท่านกล่าวคำว่า   ทรงห้ามแล้ว.
        อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  เอโก   นี้  พึงทราบว่า    เป็นปฐมาวิภัตติลง

ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.

                  [อธิบายว่าด้วยสถานที่ลับทำให้ต้องอาบัติ]
       ก็ในคำว่า  น  เหว  โข   ปน   ปฏิจฺฉนฺน  นี้    แม้สถานที่ล้อม

ในภายนอก ภายในเปิดเผย มีบริเวณสนามเป็นต้น ก็พึงทราบว่า รวมเข้าในภายใน (นับเนื่องในสถานที่ไม่กำบัง). ท่านกล่าวไว้ในมหา- ปัจจรีว่า สถานที่แม้เห็นปานนี้ นับเข้าในที่ไม่กำบังทีเดียว. คำที่เหลือ พึงทราบโดยนัยแห่งสิกขาบทที่ ๑ นั่นแล. ก็ในสิกขาบทนี้มีความแปลก กันเพียงอย่างเดียวนี้ว่า คนรู้เดียงสาผู้หนึ่งผู้ใดเป็นหญิงก็ตาม ชายก็ตาม ไม่เป็นคนตาบอด และหูหนวก ยืนหรือนั่งอยู่ในโอกาสภายใน ๑๒ ศอก มีจิตฟุ้งซ่านไปบ้าง เคลิ้มไปบ้าง ก็คุ้มอาบัติได้. ส่วนคนหูหนวก แม้ มีตาดี หรือคนตาบอดแม้หูไม่หนวก ก็คุ้มไม่ได้. และพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงลดอาบัติปาราชิกลงมา ปรับอาบัติเพราะวาจาชั่วหยาบ. คำที่เหลือ เป็นเช่นกับสิกขาบทก่อนนั่นแล. แม้ในสิกขาบททั้งสอง ไม่เป็นอาบัติ แก่ภิกษุบ้า และภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 692

       ในสมุฏฐานเป็นต้น     สิกขาบทนี้     มีสมุฏฐาน ๓   เกิดจากกายกับ

จิต วาจากับจิต กายวาจากันจิต เป็นกิริยา เป็นสัญญาวิโมกข์ เป็น สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๒ โดย เป็นสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา บทที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.

                  อนิยตวรรณนาในอรรถกถาพระวินัย
                           ชื่อสมันตปาสาทิกา  จบ
              ปฐมสมันตปาสาทิกา  วินัยวรรณนา  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 693

                               มหาวิภังค์  ทุตยภาค
                                   นิสสัคคิยกัณฑ์
       ท่านทั้งหลาย   อนึ่ง  ธรรมคือนิสสัคติยปาจิตตีย์  ๓๐   สิกขาบท

เหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.

                         นิสสัคคิยปาจิตตีย์  วรรคที่  ๑
                              จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๑
                                 เรื่องพระฉัพพัคคีย์
        [๑]   โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่   ณ โคตมก -

เจดีย์* เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้น พระองค์ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุ ทั้งหลายแล้ว พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตร- จีวรแล้ว จึงครองไตรจีวรเข้าบ้านสำรับหนึ่ง อยู่ในอารามอีกสำรับหนึ่ง สรงน้ำอีกสำรับหนึ่ง

       บรรดาภิกษุผู้มักน้อย   สันโดษ    มีความละอาย    มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึง ได้ทรงจีวรเกินหนึ่งสำรับเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                         ประชุมสงฆ์สอบถาม
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุเเรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์

  • วิหารที่เขาสร้างไว้ ณ เจติยสถานของโคตมกยักษ์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 694 ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอทรงจีวรเกินหนึ่งสำรับจริงหรือ

       พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                   ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวภเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ทรงจีวรเกินหนึ่ง สำรับเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่ เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อ ความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลี่อมใส และเพื่อความเป็นอย่าง อื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                             ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 695 แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                          พระบัญญัติ
        ๒๐.  ๑.     อนึ่ง  ภิกษุใดทรงอดิเรกจีวร  เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
       สิกขาบทนี้     ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว     แก่

ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

                                   เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ  
                                        พระอนุบัญญัติ           
                                       เรื่องพระอานนท์
     [๒]  ก็โดยสมัยนั้นแล     อดิเรกจีวรที่เกิดแก่ท่านพระอานนท์มีอยู่

และท่านประสงค์จะถวายจีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แก่ท่านพระสารี- บุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต จึงท่านพระอานนท์มีความปริวิตกว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรกจีวร ก็นี่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 696 อดิเรกจีวรบังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวายแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ ครั้นแล้วท่านพระ- อานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า

         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า   ดูก่อนอานนท์   ยังอีกนานเท่าไร

สารีบุตรจึงจักกลับมา

         พระอานนท์กราบทูลว่า     จักกลับมาในวันที่ ๙     หรือวันที่  ๑๐

พระพุทธเจ้าข้า

                             ทรงอนุญาตอดิเรกจีวร
         ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้   ๑๐ วัน

เป็นอย่างยิ่ง

         อนึ่ง  พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้  ว่าดังนี้:-
                                พระอนุบัญญัติ   
        ๒๐.  ๑.    ก.   จีวรสำเร็จแล้ว   กฐินอันภิกษุเดาะเสียแล้ว    พึง

ทรงอดิเรกจีวรได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                              เรื่องพระอานนท์  จบ
                                 สิกขาบทวิภังค์
         [๓]   บทว่า  จีวรสำเร็จแล้ว   ความว่า   จีวรของภิกษุทำสำเร็จแล้ว 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 697 ก็ดี หายเสียก็ดี ฉิบทายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ทำ จีวรก็ดี

           คำว่า  กฐิน...เดาะเสียแล้ว   คือ   เดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใด

อันหนึ่งในมาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง

         บทว่า  ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง  คือ  ทรงไว้ได้  ๑๐ วันเป็นอย่างมาก
          ที่ชื่อว่า  อดิเรกจีวร   ได้แก่ จีวรที่ยังไม่ได้อธิษฐาน   ยังไม่ได้วิกัป
         ที่ชื่อว่า  จีวร   ได้แก่  ผ้า ๖ ชนิด  ชนิดใดชนิดหนึ่ง  ซึ่งเข้าองค์

กำหนดแห่งผ้าต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ

        คำว่า ให้ล่วงกำหนดนั้นไป  เป็นนิสสัคคีย์   ความว่า   เมื่ออรุณ

ที่ ๑๑ ขึ้นมา จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น  อย่างนี้:-       
                                           วิธีเสียสละ
                                       เสียสละแก่สงฆ์ 
        [๔]   ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบ

เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งประณมมือกล่าวอย่างนั้นว่า

           ท่านเจ้าข้า   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    ล่วง ๑๐ วัน   เป็นของจำจะ

สละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

       ครั้น  สละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านเจ้าข้า      ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า     จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้  

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 698 เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                 เสียสละแก่คณะ
        [๕]   ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียง

บ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งประณมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่านเจ้าข้า   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    ล่วง  ๑๐ วัน   เป็นของจำจะ

สละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                              เสียสละแก่บุคคล
       [๖]  ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งประณมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่าน     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าล่วง ๑๐  วัน      เป็นของจำจะสละ

ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 699

                                      บทภาชนีย์
                                 นิสสัคคิยปาจิตตีย์
         [๗]    จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรล่วง  ๑๐ วันแล้ว     ภิกษุสงสัย     เป็นนิสสัคคีย์     ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

        จีวรล่วง  ๑๐ วันแล้ว  ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง  เป็นนิสสัคคีย์  ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน   ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้วิกัป     ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว     เป็นนิสสัคคีย์    ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้สละ    ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว     เป็นนิสสัคคีย์     ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่หาย   ภิกษุสำคัญว่าหายเเลว้    เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ฉิบทาย   ภิกษุสำคัญว่าฉิบทายแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์   ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

       จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้   ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       จีวรยังไม่ถูกชิงไป   ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว  เป็นนิสสัคคีย์  ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 700

                                          ทุกกฏ
        จีวรเป็นนิสสัคคีย์  ภิกษุยังไม่ได้เสียสละ  บริโภค  ต้องอาบัติทุกกฏ
        จีวรยังไม่ล่วง  ๑๐ วัน    ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว   บริโภค  ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

        จีวรยังไม่ล่วง  ๑๐  วัน    ภิกษุสงสัย  บริโภค  ต้องอาบัติทุกกฏ
                                    ไม่ต้องอาบัติ
        จีวรยังไม่ล่วง  ๑๐ วัน    ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง   บริโภค   ไม่ต้อง

อาบัติ.

                                        อนาปัตติวาร
          [๘]  ในภายใน  ๑๐ วัน   ภิกษุอธิษฐาน  ๑  ภิกษุวิกัปไว้  ๑  ภิกษุ

สละให้ไป ๑ จีวรหาย ๑ จีวรฉิบหาย ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอา ไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้อง อาบัติแล.

                                   เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
       [๙]  ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละ  บรรดา

ภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงไม่ให้คืนจีวร ที่เสียสละเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 701

                                 ทรงสอบถาม
        ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละ จริงหรือ

        พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า 
                                   ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย   การ

กระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละเล่า การ กระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใส แล้ว

                    ทรงอนุญาตให้คืนจีวรที่เสียสละ
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย   ดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความ เป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจ คร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 702 ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จีวรที่ภิกษุเสียสละแล้ว  สงฆ์  คณะ หรือ

บุคคล จะไม่คืนให้ไม่ได้ ภิกษุใดไม่คืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

                          เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ
                        จีวรวรร  สิกขาบทที่  ๑  จบ
                       ทุติยสมันตปาสาทิกา  วินัยวรรณนา
                              ติงสกกัณฑวรรณนา
      ธรรม  ๒๐ เหล่าใด  ชื่อว่านิสสัคคีย์  ที่พระสัมมาสัมพุทธ- 

เจ้า ผู้สงบ ทรงแสดงแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนา บทที่ยังไม่เคยมีมาก่อน แห่งธรรมเหล่านั้น.

            นิสสัคคิยปาจิตตีย์  จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๑
                    พรรณนาปฐมกฐินสิกขาบท
        ในคำนิทานว่า  โดยสมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่

ที่โคตมกเจดีย์ใกล้กรุงไพศาล ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น ที่ชื่อว่า ไตรจีวรนั้น ได้แก่จีวร ๓ ผืนนี้ คือ อันตรวาสก ๑ อุตราสงค์ ๑ สังฆาฏิ ๑ ย่อม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 703 เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนญาตแล้วเพื่อใช้สอย. ก็จีวร ๓ ผืนนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตในที่ใด ทรงอนญาตเมื่อไร ? และ ทรงอนุญาตเพราะเหตุไร ? คำนั้นทั้งหมดมาแล้วในเรื่องหมอชีวกในจีวร- ขันธกะนั่นแล.

       ข้อว่า  อญฺเเนว  ติจีวเรน   คาม   ปวิสนฺติ   มีความว่า   พวกภิกษุ

ฉัพพัคคีย์ ครองไตรจีวรเข้าบ้านสำรับหนึ่งต่างหาก จากสำรับที่ใช้ครอง อยู่ในวัด และสำรับที่ใช้ครองสรงน้ำ. ใช้จีวรวันละ ๙ ผืน ทุกวัน ด้วย อาการอย่างนี้.

       สองบทว่า  อุปฺปนฺน  โหติ  มีความว่า    อดิเรกจีวรนี้     เกิดขึ้นให้

ช่องแก่อนุบัญญัติ ด้วยอำนาจการได้ มิใช่ด้วยอำนาจความสำเร็จ.

                   [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระอานนท์]
       ข้อว่า  อายสฺมโต  สารีปุตฺตสฺส  ทาตุกาโม  โหติ  มีความว่า  ได้ยิน

ว่า ท่านพระอานนท์ ย่อมนับถือท่านพระสารีบุตรโดยนับถือความมีคุณ มากของพระสารีบุตรว่า เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลอื่นที่มีคุณวิเศษ เห็นปานนี้ ไม่มีเลย. ท่านได้จีวรที่ชอบใจ ซักแล้ว กระทำพินทุกัปปะ แล้ว ถวายแก่พระเถระนั่นแล แม้ทุกคราว. ในเวลาก่อนฉันได้ยาคูและ ของเคี้ยว หรือบิณฑบาตอันประณีตแล้ว ย่อมถวายแก่พระเถระเหมือน กัน. ในเวลาหลังฉัน แม้ได้เภสัช มีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็ถวาย แก่พระเถระนั่นเอง พาเด็กทั้งหลายออกจากตระกูลอุปัฏฐาก ให้บรรพชา ให้ถืออุปัชฌายะ ในสำนักพระเถระแล้ว กระทำอนุสาวนากรรมเอง. ฝ่ายท่านพระสารีบุตร ก็นับถือท่านพระอานนท์เหลือเกิน ด้วยทำในใจว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 704 ธรรมดาว่า กิจที่บุตรจะพึงกระทำแก่บิดา เป็นภาระของบุตรคนโต; เพราะฉะนั้น กิจใดที่เราจะพึงกระทำแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า กิจนั้น ทั้งหมด พระอานนท์กระทำอยู่, เราอาศัยพระอานนท์จึงได้เพื่อเป็นผู้มี ความขวนขวายน้อยอยู่. คำทั้งหมดว่า แม้พระเถระนั้น ได้จีวรที่ชอบใจ แล้ว ก็ถวายพระอานนทเถระเหมือนกัน เป็นต้น เป็นเช่นกับด้วยคำ ก่อนนั่นแล. พระอานนทเถระนับถือด้วยความนับถือคุณมากอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมเป็นผู้มีความประสงค์จะถวายจีวรนั้น แม้ที่เกิด ขึ้นในครั้งนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร.

       ก็ในคำว่า นวม  วา  ภควา  ทิวส  ทสม   วา  นี้    หากใคร ๆ  จะพึง

มีความสงสัยว่า พระเถระทราบได้อย่างไร ?

        ตอบว่า   พระเถระทราบได้ด้วยเหตุหลายอย่าง.
          [เหตุที่พระอานนท์ทราบการมาของพระสารีบุตรได้]
       ได้ยินว่า  พระสารีบุตรเถระ    เมื่อจะหลีกจาริกไปในชนบท    มัก

บอกลาพระอานนทเถระก่อนแล้วจึงหลีกไปว่า ผมจักมาโดยกาลชื่อว่า ประมาณเท่านี้ ในระหว่างนี้ ท่านอย่าละเลยพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้. ถ้าแม้นว่า ท่านไม่บอกลาในที่ต่อหน้า, ก็ต้องส่งภิกษุไปบอกลาก่อนจึง ไป. ถ้าว่า ท่านอยู่จำพรรษาในอาวาสอื่น, และภิกษุเหล่าใดมาก่อน ท่านก็ส่งภิกษุเหล่านั้นไปอย่างนี้ว่า พวกท่านจงถวายบังคม พระบาทยุคล ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเรา, และจงเรียนถาม ถึงความไม่มีโรคของพระอานนท์แล้วบอกว่า เราจักมาในวันชื่อโน้น, และพระเถระย่อมมาในวันตามที่ท่านกำหนดไว้แล้วนั่นแลเสมอ ๆ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 705

        อีกอย่างหนึ่ง  ท่านพระอานนท์   ย่อมทราบได้ด้วยการอนุมานบ้าง

ย่อมทราบได้โดยนัยนี้บ้างว่า ท่านพระสารีบุตร เมื่อทนอดกลั้นความวิโยค (พลัดพราก) จากพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่สิ้นวันมีประมาณเท่านี้, บัดนี้ นับแต่นี้ไป จักไม่เลยวันชื่อโน้น, ท่านจักมาแน่นอน, จริงอยู่ ชน ทั้งหลายผู้ซึ่งมีปัญญามาก ย่อมมีความรักและความเคารพในพระผู้มีพระ- ภาคเจ้ามาก ดังนี้. พระเถระย่อมทราบได้ด้วยเหตุหลายอย่างด้วยประการ อย่างนี้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกราบทูลว่า จักมาในวัน ที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าข้า ! ดังนี้ เมื่อพระอานนทเถระกราบทูลอย่างนี้แล้ว เพราะสิกขาบทนี้มีโทษทางพระบัญญัติ มิใช่มีโทษทางโลก; เพราะเหตุ นั้น ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงทำวันที่ท่านพระอานนท์ กราบทูลนั่นแลให้เป็นกำหนด จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เราอนุญาตให้ทรงอดิเรกจีวรไว้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ ถ้าหากว่า พระเถระนี้ จะพึงทูลแสดงขึ้นกึ่งเดือน หรือเดือนหนึ่ง, แม้ กึ่งเดือน หรือเดือนหนึ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะพึงทรงอนุญาต.

           [แก้อรรถสิกขาบทวิภังค์ว่าด้วยการเดาะกฐิน]
         บทว่า  นิฏฺิตจีวรสฺมึ    ได้แก่   เมื่อจีวรสำเร็จแล้ว     โดยการสำเร็จ

อย่างใดอย่างหนึ่ง. ก็เพราะจีวรนี้ ย่อมเป็นอันสำเร็จแล้ว ด้วยการ กระทำบ้าง ด้วยเหตุมีการเสียหายเป็นต้นบ้าง; ฉะนั้น เพื่อทรงแสดง เพียงแต่อรรถเท่านั้น ในบทภาชนะแห่งบทว่า นิฏฺิตจีวรสฺมึ นั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า ภิกฺขุนา จีวร กต วา โหติ ดังนี้.

       บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  กต  คือ  อันภิกษุกระทำแล้วด้วยกรรม

มีสูจิกรรมเป็นที่สุด. ที่ชื่อว่า กรรมมีสูจิกรรมเป็นที่สุด ได้แก่การทำ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 706 กรรมที่ควรทำด้วยเข็มอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการติดรังดุมและลูกดุมเป็นที่สุด แล้วก็เก็บเข็มไว้ (ในกล่องเข็ม).

       บทว่า  นฏฺ   คือ   ถูกพวกโจรเป็นต้นลักเอาไป.   จริงอยู่    แม้

จีวรนั่น ท่านเรียกว่า สำเร็จแล้ว ก็เพราะความกังวล ด้วยการกระทำ นั่นเอง สำเร็จลงแล้ว

       บทว่า  วินฏฺ  คือ  ถูกพวกสัตว์มีปลวกเป็นต้นกัดแล้ว.
     บทว่า ทฑฺฒ  คือ  ถูกไฟไหม้.
       สองบทว่า จีวราสา  วา  อุปจฺฉินฺนา  มีความว่า   หมดความหวังใน

จีวรซึ่งบังเกิดขึ้นว่า เราจักได้จีวรในตระกูลชื่อโน้นก็ดี. อันที่จริง ควร ทราบความที่จีวรแม้เหล่านี้สำเร็จแล้ว เพราะความกังวลด้วยการกระทำ นั่นแล สำเร็จลงแล้ว.

        สองบทว่า อุพฺภตสฺมึ    กิเน  คือ   (เมื่อจีวรสำเร็จแล้ว)   และเมื่อ

กฐินเดาะเสียแล้ว. ด้วย บทว่า อุพฺภตสฺมึ กิเน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความไม่มีแห่งปลิโพธที่ ๒ ก็กฐินนั้น อันภิกษุทั้งหลายย่อม เดาะด้วยมาติกาอย่างหนึ่งในบรรดามาติกา ๘ หรือด้วยการเดาะในระหว่าง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า อฏฺนฺน มาติกาน เป็นต้น ในนิเทศแห่งบทว่า อุพฺภตสฺมึ กิเน นั้น

        บรรดามาติกาและการเดาะในระหว่างนั้น    มาติกา๑  ๘    มาแล้วใน

กฐินขันธกะอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มาติกาแห่งการเดาะกฐิน ๘ เหล่านี้ คือ ปักกมนันติกา นิฏฐานันติกา สันนิฏฐานันติกา นาสนันติกา สวนันติกา อาสาวัจเฉทิกา สีมาติกกันติกา สหุพภารา.

       แม้การเดาะกฐินในระหว่าง     ก็มาในภิกขุนีวิภังค์๒       อย่างนี้ว่า

๑ . วิ. มหา. ๑/๑๓๙. ๒. วิ. ภิกฺขุนีวิ. ๑/๑๔๕.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 707 สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺล สงฺโฆ กิน อุธเรยฺย เอสา ตฺต, สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ กิน อุทฺธรติ ยสฺสายสฺมโต ขมติ กินสฺส อุพฺภาโร โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย, อุพฺภติ สงฺเฆน กิน ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี เอวเมต ธารยามิ แปลว่า ท่านเจ้าข้า  ! ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า, ถ้าความพรั่งพร้อมแห่งสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงเดาะกฐิน, นี้คำเสนอ, ท่านเจ้าข้า ! ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า, สงฆ์ ย่อมเดาะกฐิน, การเดาะกฐินควรแก่ท่านผู้มีอายุใด ท่านผู้มีอายุนั้นพึง นิ่งอยู่, ถ้าไม่ควรแก่ท่านผู้มีอายุใด ท่านผู้มีอายุนั้น พึงพูดขึ้น, กฐิน อันสงฆ์เดาะแล้วย่อมควรแก่สงฆ์; เพราะฉะนั้น สงฆ์พึงนิ่งอยู่ ข้าพเจ้า จะทรงไว้ซึ่งความเป็นผู้นิ่งอยู่แห่งสงฆ์อย่างนั้นแล.

        ข้าพเจ้าจักพรรณนาคำที่ควรกล่าวในมาติกา    เละอันตรุพภารานั้น

ทั้งหมด ในอาคตสถานนั้นแล, แต่เมื่อจะกล่าวเสียในที่นี้ บาลีที่ควรจะ นำมาก็ดี เนื้อความที่ควรจะกล่าวก็ดี แม้จะเป็นอันกล่าวแล้ว, แต่ก็เป็น เรื่องที่รู้ได้ไม่ง่าย เพราะกล่าวไว้ในฐานะอันไม่ควร.

        บทว่า  ทสาหปรม    มีวิเคราะห์ว่า  ๑๐ วัน    เป็นกำหนดอย่างยิ่ง

แห่งกาลนั้น; เพราะเหตุนั้น กาลนั้นจึงชื่อว่ามี ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง อธิบายว่า จีวรนั้น อันภิกษุพึงทรงไว้ ตลอดกาลมี ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง. แต่เพื่อจะทรงแสดงแต่อรรถเท่านั้น ในบทภาชนะ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า พึงทรงไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ มีคำอธิบายว่า ความเป็นกาลมี ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ที่ตรัสไว้ในบทว่า ทสาหปรม นี้ ภาวะแห่งกาละมี ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่งนั้น มีใจความดังนี้ว่า พึงทรงไว้ ได้ชั่วกาลประมาณเท่านี้ที่ยังไม่ล่วงเลยไป จีวรที่ชื่อว่า อติเรก เพราะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 708 ไม่นับเข้าในจำพวกจีวรที่อธิษฐานและวิกัปไว้; เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อดิเรกจีวร. ด้วยเหตุนั้น ในบทภาชนะแห่งบทว่า อติเรกจีวร นั้น จึง ตรัสว่า จีวรที่ไม่ได้อธิษฐาน และไม่ได้วิกัปไว้.

                        [อธิบายกำเนิดจีวร ๖  ชนิด]
        ข้อว่า  ฉนฺน  จีวราน   อญฺตร   มีความว่า   บรรดาจีวร ๖ ชนิด

เหล่านี้ คือ จีวรผ้าเปลือกไม้ ๑ จีวรผ้าฝ้าย ๑ จีวรผ้าไหม ๑ จีวรผ้า กัมพล ๑ จีวรผ้าป่าน ๑ จีวรหาผสมกัน* ๑ จีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงกำเนิดแห่งจีวร ด้วยคำว่า ฉนฺน เป็นต้นนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงขนาด (แห่งจีวรนั้น) จึงตรัสว่า จีวร อย่างต่ำควรจะวิกัปได้ ดังนี้. ขนาดแห่งจีวรนั้น ด้านยาว ๒ คืบ ด้าน กว้าง คืบหนึ่ง ในขนาดแห่งจีวรนั้น มีพระบาลีดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เราอนุญาตให้วิกัปจีวรอย่างต่ำ ด้านยาว ๙ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว โดยนิ้วพระสุคต๒.

      ข้อว่า ต  อติกฺกามยโต   นิสฺสคฺคิย   มีความว่า  เมื่อภิกษุ

ยังจีวรมีกำเนิดและประมาณตามที่กล่าวแล้วนั้น ให้ล่วงกาลมี ๑๐ วันเป็น อย่างยิ่ง คือ เมื่อไม่ทำโดยวิธีที่จะไม่เป็นอติเรกจีวรเสียในระหว่างกาลมี ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่งนี้ เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์. อธิบายว่า จีวรนั้น เป็น นิสสัคคีย์ด้วย เป็นอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง การ เสียสละ ชื่อว่า นิสสัคคีย์. คำว่า นิสสัคคีย์ นั่นเป็นชื่อของวินัยกรรม อันภิกษุพึงกระทำในกาลเป็นส่วนเบื้องต้น, การเสียสละมีอยู่ แก่ธรรม- ๑. วิ. มหา. ๕/๑๙๒. ๒. วิ. มหา. ๕/๒๑๔.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 709 ชาตินั้น; เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นิสสัคคีย์ ฉะนี้แล. นิสสัคคีย์ นั้น คืออะไร ? คือ ปาจิตตีย์. ในคำว่า ต อติกฺกามยโต นสฺสคฺคิย ปาจิตฺติย นี้ มีใจความดังนี้ว่า เป็นปาจิตตีย์มีการเสียสละเป็นวินัยกรรม แก่ภิกษุผู้ให้ล่วงกาลนั้นไป.

      แต่ในบทภาชนะ  เพื่อทรงแสดงอรรถวิกัปแรกก่อน  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงทรงตั้งมาติกาว่า เมื่อภิกษุให้ล่วงกาลนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ แล้วตรัสคำว่า ในเมื่ออรุณวันที่ ๑๑ ขึ้น เป็นนิสสัคคีย์ คือ อันภิกษุ พึงเสียสละ ดังนี้. และจีวรนั้น อันภิกษุพึงเสียสละแก่บุคคลใดพึงเสียสละ โดยวิธีอย่างใด เพื่อทรงแสดงบุคคลและวิธีเสียสละนั้นอีก จึงตรัสคำ เป็นต้นว่า สงฺฆสฺส วา ดังนี้.

       บรรดาบทเหล่านั้น  ในคำว่า  เอกาทเส   อรุณุคฺคมเน  นี้   ผู้ศึกษา

พึงทราบว่า จีวรเกิดขึ้นในวันใด อรุณแห่งวันนั้น อาศัยวันที่จีวรเกิด ขึ้น; เพราะเหตุนั้น จึงเป็นนิสสัคคีย์ ในเมื่ออรุณวันที่ ๑๑ ขึ้นรวมกัน วันที่จีวรเกิด ถ้าแม้ว่า จีวรเป็นอันมากผูกหรือพับรวมกันเก็บไว้ ก็เป็น อาบัติเพียงตัวเดียว. ไม่จีวรที่พับไว้ไม่รวมกันเป็นอาบัติหลายตัวตาม จำนวนแห่งวัตถุ.

                    [อธิบายวิธีเสียสละและวิธีแสดงอาบัติ]
       ข้อว่า   นิสฺสชฺชิตฺวา  อาปตฺติ  เทเสตพฺพา    มีความว่า  ถามว่า  พึง

แสดงอาบัติอย่างไร ?

       แก้ว่า    พึงแสดงเหมือนอย่างที่       พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน

ขันธกะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 710

        ถามว่า  ก็ตรัสไว้ในขันธกะนั้น   อย่างไร ?
        แก้ว่า  ตรัสไว้อย่างนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !    ภิกษุนั้น  พึงเข้า

ไปหาสงฆ์ กระทำอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ไหว้เท้าแห่งภิกษุผู้แก่ ทั้งหลายแล้ว นั่งกระโหย่ง ประนมมือ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า อห ภนฺเต อิตฺถนฺนาม อาปตฺตึ อาปนฺโน ต ปฏิเทเส๑มิ (ท่านเจ้าข้า ! กระผมต้อง อาบัติมีชื่ออย่างนี้ ขอแสดงคืนอาบัตินั้น ).

        ก็ในอธิการนี้      ถ้าจีวรมีผืนเดียว    พึงกล่าวว่า  เอก  นิสฺสคฺคิย 

ปาจิตฺติย... (ต้องแล้ว) ซึ่งนิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ตัวหนึ่ง. ถ้าจีวร ๒ ผืน พึงกล่าวว่า เทฺว... ซึ่งอาบัติ ๒ ตัว. ถ้าจีวรมากผืนพึงกล่าวว่า สมฺพ- หุลา... ซึ่งอาบัติหลายตัว. แม้ในการเสียสละ ถ้าว่า จีวรมีผืนเดียว พึงกล่าวตามสมควรแก่บาลีนั่นแลว่า อิท เม ภนฺเต จีวร ท่านเจ้าข้า  ! จีวรของกระผมผืนนี้ เป็นต้น ถ้าหากว่าจีวร ๒ ผืน หรือมากผืน พึง กล่าวว่า อิมานิ เม ภน เต จีวรานิ ทสาหาติกฺกนฺตานิ นิสฺสคฺคิยานิ อิมานาห สงฺฆสฺส นิสฺสชฺชามิ (ท่านเจ้าข้า ! จีวรของกระผมเหล่านี้ล่วง ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์, กระผมเสียสละจีวรเหล่านี้แก่สงฆ์) เมื่อไม่สามารถ จะกล่าวบาลีได้ พึงกล่าวโดยภาษาอื่นก็ได้. ภิกษุพึงรับอาบัติโดยนัย ดังกล่าวไว้ในขันธกะนั่นแลว่า ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ. สมจริง ดังที่ตรัสไว้ ในขันธกะนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียง สงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า  ! ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ ระลีกได้ เปิดเผย กระทำให้ตื้น ย่อมแสดงซึ่งอาบัติ, ถ้าความพรั่งพร้อมแห่งสงฆ์ ถึงที่แล้ว, ข้าพเจ้าพึงรับอาบัติของภิกษุมีชื่ออย่างนี้๒ ดังนี้.

 ๑.  วิ.  จุลฺล.  ๖/๒๗๐.          ๒.  วิ.  จุลล.  ๖/๓๗๐.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 711

       ภิกษุผู้แสดง  อันภิกษุรับอาบัตินั้น   พึงกล่าวว่า  ปสฺสสิ (เธอเห็น

หรือ).

       ผู้แสดง:        อาม  ปสฺสามิ (ขอรับ ! ผมเห็น)
       ผู้รับ:            อายตึ  สวเรยฺยาสิ (เธอพึงสำรวมต่อไป).
       ผู้แสดง:        สาธุ  สุฏฺฐุ สวริสฺสามิ  (ดีละ  ผมจะสำรวมให้ดี).
       ก็ในอาบัติ ๒ ตัว   หรือหลายตัวด้วยกัน  ผู้ศึกษาพึงทราบความต่าง

แห่งวจนะโดยนัยก่อนนั่นแล แม้ในการให้จีวร (คืน) ก็พึงทราบความ แตกต่างแห่งวจนะด้วยอำนาจแห่งวัตถุ คือ สงฺโฆ อิม จีวร อิมานิ จีวรานิ... สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ พึงให้จีวรทั้งหลายเหล่านี้... ถึงในการ เสียสละแก่คณะ และแก่บุคคล ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

       ก็ในการแสดงและการรับอาบัติในอธิการนี้      มีบาลีดังต่อไปนี้:-  

เตน ภิกขุเว ภิกฺขุนา ฯ เปฯ เอวมสฺสุ วจนียา อห ภนฺเต อิตฺถนฺนาม อาปตฺตึ อาปนฺโน ต ปฏิเทสมิ๒ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ! อัน ภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุมากรูป กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ไหว้เท้าทั้งหลายแห่งภิกษุผู้แก่ทั้งหลายแล้ว นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี พึงกล่าวอย่างนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ! ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้ ขอแสดงคืนซึ่ง อาบัตินั้น.

       อันภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียงภิกษุเหล่านั้นให้ทราบว่า สุณาตุ

เม ภนฺเต อายสฺมนฺตา อย อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ อาปตฺตึ สรติ วิวรติ อุตฺตานีกโรติ เทเสติ ยทายสฺมนฺตาน ปตฺตกลฺล อห อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺตึ ปฏิคฺคณฺเห๓ยฺย แปลว่า ท่านเจ้าข้า  ! ท่านผู้มีอายุ

๑.  วิ.  จุลฺล.  ๖/๓๗๐.   ๒-๓.  วิ.  จุลฺล.  ๖/๓๖๙-๓๗๐    


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 712 ทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่ออย่างนี้ รูปนี้ย่อมระลึก ย่อมเปิด เผย ย่อมกระทำให้ตื้น ย่อมแสดงอาบัติ, ถ้าว่าความพรั่งพร้อมแห่งท่าน ผู้มีอายุทั้งหลายถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงรับอาบัติของภิกษุชื่อนี้.

        ภิกษุผู้แสดง   อันภิกษุผู้รับอาบัตินั้น   พึงกล่าวว่า ปสฺสสิ  (ท่าน

เห็นหรือ).

       ผู้แสดง:           อาม  ปสฺสามิ  (ขอรับ ! ผมเห็น).
       ผู้รับ:               อายตึ  สวเรยฺยาสิ*  (ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป).
       ภิกษุนั้น   พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง   ทำอุตราสงค์เฉวียงบ่า   แล้ว

นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโส ! ข้าพเจ้า ต้องอาบัติ มีชื่ออย่างนี้แล้ว, จะแสดงคืนอาบัติ, ภิกษุผู้แสดง อันภิกษุ ผู้รับอาบัตินั้นพึงกล่าวว่า ปสฺสสิ (ท่านเห็นหรือ).

       ผู้แสดง:      อาม  ปสฺสามิ  (ขอรับ !  ผมเห็น).
       ผู้รับ:           อายตึ  สวเรยฺยาสิ  (ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป).
        ในวิสัยแห่งการแสดงและรับอาบัตินั้น   ผู้ศึกษาพึงทราบการระบุชื่อ

อาบัติและความต่างแห่งวจนะ โดยนัยก่อนนั่นแล. และพึงทราบบาลี แม้ในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูป เหมือนในการสละแก่คณะฉะนั้น. ก็ถ้าว่า จะพึงมีความแปลกกันไซร้, พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสบาลีไว้แผนกหนึ่ง แม้ในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูปนี้ เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสปาริสุทธิ- อุโบสถแก่ภิกษุ ๓ รูป โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาต ให้ภิกษุ ๓ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แลภิกษุเหล่านั้น พึงทำอุโบสถเหล่านั้นอย่างนี้; ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียงภิกษุ

  • วิ. จุลฺล. ๖/๓๖๙/-๓๗๐.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 713 เหล่านั้นให้ทราบ แล้วตรัสปาริสุทธิอุโบสถแก่ภิกษุ ๒ รูปอีกแผนกหนึ่ง ต่างหาก โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย  ! เราอนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ, ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แลภิกษุเหล่านั้น พึงทำอุโบสถ นั้นอย่างนี้ ภิกษุเถระพึงทำอุตราสงค์เฉวียงบ่า* ดังนี้ ฉะนั้น. ก็เพราะ ไม่มีความแปลกกัน; ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมิได้ตรัสไว้ ทรง ผ่านไปเสีย เพราะฉะนั้น บาลีในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูปนี้ เป็นบาลีที่ ตรัสไว้เเก่คณะเหมือนกัน.

        ส่วนในการรับอาบัติมีความแปลกกันดังนี้:-    บรรดาภิกษุ ๒ รูป

ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง อย่าตั้งญัตติ เหมือนภิกษุผู้รับอาบัติ ตั้งญัตติ ใน เมื่อภิกษุผู้ต้องอาบัติสละแก่คณะแล้วแสดงอาบัติ พึงรับอาบัติเหมือน บุคคลคนเดียวรับฉะนั้น. แท้จริง ชื่อว่าการตั้งญัตติสำหรับภิกษุ ๒ รูป ย่อมไม่มี. ก็ถ้าหากจะพึงมี, พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่พึงตรัสปาริสุทธิ- อุโบสถไว้แผนกหนึ่ง สำหรับภิกษุ ๒ รูป แม้ในการให้จีวรที่เสียสละ แล้วคืน จะกล่าวว่า อิม จีวร อายสฺมโต เทม พวกเราใหัจีวรผืนนี้แก่ ท่าน เหมือนภิกษุรูปเดียวกล่าวว่า อิม จีวร อายสฺมโต ทมฺมิ ผมให้ จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้ ก็ควร. จริงอยู่ แม้ญัตติทุติยกรรม ซึ่งหนักกว่า นี้ ตรัสว่า ควรอปโลกน์ทำ ก็มี วินัยกรรมมีการสละนี้ สมควรแก่ ญัตติทุติยกรรมเหล่านั้น. แต่จีวรที่สละแล้ว ควรให้คืนทีเดียว, จะไม่ให้ คืนไม่ได้. ก็การให้คืนจีวรที่สละเสียแล้วนี้เป็นเพียงวินัยกรรม. จีวรนั้น เป็นอันภิกษุนั้นให้แก่สงฆ์ หรือแก่คณะ หรือแก่บุคคล หามิได้ ทั้งนั้นแล.

  • วิ. มหา. ๔/๒๔๓-๒๔๔.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 714 [แก้อรรถบทภาชนีย์ว่าด้วยอติเรกจีวรล่าง ๑๐ วันเป็นต้น ]

        ข้อว่า ทสาหาติกฺกนฺเต  อติกฺกนฺตสญฺี  ได้แก่ ผู้มีความสำคัญใน

จีวรที่ล่วง ๑๐ วันแล้วอย่างนี้ว่า จีวรนี้ล่วง (๑๐ วัน) แล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เมื่อ ๑๐ วันล่วงแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ๑๐ วันล่วงไป แล้ว.

        ข้อว่า นิสฺสคฺคิย  ปาจิตฺติย   มีความว่า   ความสำคัญที่กล่าวไว้ใน

บทว่า อติกฺกนฺตสญฺี นี้คุ้มอาบัติไม่ได้, ถึงภิกษุใดจะมีความสำคัญ อย่างนี้, จีวรนั้น ของภิกษุแม้นั้น ก็เป็นนิสสัคคีย์ และภิกษุนั้น ก็ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ด้วย, หรือเป็นปาจิตตีย์ มีการเสียสละเป็นวินัยกรรม; เพราะฉะนั้น อรรถวิกัปทั้ง ๒ ย่อมถูกต้อง. ทุก ๆ บทก็มีนัยเช่นนี้.

       ข้อว่า  อวิสฺสชฺชิเต  วิสฺสชฺชิตสญฺี   ได้แก่  ผู้มีความสำคัญใน

จีวรที่ตนไม่ได้ให้ คือ ไม่ได้สละให้แก่ใคร ๆ อย่างนี้ว่า เราสละแล้ว.

        ข้อว่า อนฏฺเ  นฏฺสญฺ   มีความว่า   โจรทั้งหลาย   ย่อมลักเอา

ซึ่งจีวรเป็นอันมากของภิกษุเหล่าอื่น ที่เก็บรวมไว้กับจีวรของตน, บรรดา ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มีความสำคัญในจีวรของตนซึ่งไม่ได้หาย ไป ว่าหายแล้ว. แม้ในจีวรที่ไม่ได้เสียหายเป็นต้น ก็มีนัยเช่นนี้

        ก็ในบทว่า อวิลุตฺเต   นี้   พึงทราบสันนิษฐานว่า    ในจีวรที่มิได้ถูก

ชิงไป ด้วยอำนาจที่พังห้องแล้วข่มขู่ชิงเอาไป.

       ข้อว่า อนิสฺสชฺชิตฺวา  ปริภุญฺชติ  อาปตฺติ  ทุกฺกฏสฺส มีความว่า

ภิกษุไม่เปลื้องจีวรที่นุ่งครั้งเดียว หรือห่มครั้งเดียวออกจากกายแล้วเที่ยว ไป แม้ตลอดวัน เป็นอาบัติตัวเดียวเท่านั้น. ภิกษุเปลื้องออกแล้วนุ่ง หรือห่มจีวรที่ยังไม่สละนั้น เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ประโยค. จัดจีวรที่นุ่งไม่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 715 เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย ให้เรียบร้อย ไม่เป็นอาบัติ. ไม่เป็น อาบัติแก่ภิกษุผู้ใช้สอยของภิกษุอื่น. ก็คำมีอาทิว่า ภิกษุได้จีวรที่ผู้อื่น กระทำแล้วใช้สอย ดังนี้ เป็นเครื่องสาธกในความไม่เป็นอาบัตินี้. ทรง หมายเอาการใช้สอย ปรับเป็นอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้มีความสำคัญในจีวร ยังไม่ล่วง (๑๐ วัน) ว่าล่วงแล้ว และภิกษุผู้มีความสงสัย.

                [ว่าด้วยขนาดจีวรที่ควรอธิฐานและวิกัป]
        ก็ในข้อว่า  อนาปตฺติ  อนฺโตทสาห   อธิฏฺเติ   วิกปฺเปติ นี้    ผู้ศึกษา

พึงทราบจีวรที่ควรอธิษฐาน และที่ควรวิกัป. ในจีวรที่ควรอธิษฐานและ วิกปะนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้:-

        ครั้งนั้นแล    ภิกษุทั้งหลายได้มีความรำพึงอย่างนี้ว่า    จีวรทั้งหลาย 

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้ คือ ไตรจีวรก็ดี คือ วัสสิกสาฎก ก็ดี คือ นิสีทนะก็ดี คือ ปัจจัตถรณะก็ดี คือ กัณฑุปฏิจฉาทิก็ดี คือ มุขปุญฉนโจลกะก็ดี คือ ปริขารโจลกะก็ดี ควรอธิษฐานทั้งหมดหรือว่า ควรจะวิกัปหนอแล*. ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนี้ แด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาต ให้อธิษฐานไตรจีวร ไม่อนุญาตให้วิกัป, ให้อธิษฐานวัสสิกสาฎก ตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน พ้นจากพ ๔ เดือนฤดูฝนนั้น อนุญาตให้วิกัปไว้, อนุญาตให้อธิษฐานนิสีทนะ ไม่ใช่ให้วิกัป, อนุญาตให้อธิษฐานผ้าปูนอน ไม่ใช่ให้วิกัป, อนุญาตให้อธิษฐานกัณฑุปฏิจฉาทิ (ผ้าปิดแผล) ชั่วเวลา อาพาธ พ้นจากกาลอาพาธนั้น อนุญาตให้วิกัป อนุญาตให้อธิษฐาน

  • วิ. มหา. ๕/๒๑๘.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 716 มุขปุญฉนโจล (ผ้าเช็ดหน้า) ไม่อนุญาตให้วิกัป, อนุญาตให้อธิษฐาน บริขารโจล ไม่อนุญาตให้วิกัป* ดังนี้.

                    [ว่าด้วยการอธิษฐานไตรจีวรเป็นต้น]
       บรรดาจีวรเป็นต้นเหล่านั้น    อันภิกษุเมื่อจะอธิษฐานไตรจีวรย้อม

แล้วให้กัปปะพินทุ พึงอธิษฐานจีวรที่ได้ประมาณเท่านั้น. ประมาณแห่ง จีวรนั้น โดยกำหนดอย่างสูง หย่อนกว่าสุคตจีวร (จีวรของพระสุคต) จึงควร และโดยกำหนดอย่างต่ำ ประมาณแห่งสังฆาฏิ และอุตราสงค์ ด้านยาว ๕ ศอกกำ ด้านกว้าง ๓ ศอกกำ จึงควร. อันตรวาสก ด้าน ยาว ๕ ศอกกำ ด้านกว้าง แม้ ๒ ศอก ก็ควร. เพราะอาจเพื่อจะปกปิด สะดือด้วยผ้านุ่งบ้าง ผ้าห่มบ้างแล. ก็จีวรที่เกินและหย่อนกว่าประมาณ ดังกล่าวแล้ว พึงอธิษฐานว่า บริขารโจล.

       ในวิสัยแห่งการอธิษฐานจีวรนั้น    ท่านกล่าวไว้ว่า    การอธิษฐาน

จีวร มี ๒ อย่าง คืออธิษฐานด้วยกายอย่างหนึ่ง อธิษฐานด้วยวาจาอย่าง หนึ่ง; ฉะนั้น ภิกษุพึงถอนสังฆาฎิผืนเก่าว่า อิม สงฺฆาฏึ ปจฺจุทฺธรามิ (เรา ถอนสังฆาฎิผืนนี้) แล้วเอามือจับสังฆาฎิใหม่ หรือพาดบนส่วนแห่งร่างกาย กระทำการผูกใจว่า อิม สงฺฆาฏึ อธิฏฺามิ (เราอธิษฐานสังฆาฎินี้) แล้ว พึงทำกายวิการ อธิษฐานด้วยกาย นี้ ชื่อว่า การอธิษฐานด้วยกาย เมื่อไม่ถูกต้องจีวรนั้นด้วยส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง การอธิษฐาน นั้น ไม่ควร.

        ส่วนในการอธิษฐานด้วยวาจา        พึงเปล่งวาจาแล้วอธิษฐานด้วย
 *  วิ.  มหา.   ๕/๒๑๘-๒๑๙. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 717 วาจา ในการอธิษฐานด้วยวาจานั้น มีการอธิษฐาน ๒ วิธี. ถ้าผ้าสังฆาฏิ อยู่ในหัตถบาส พึงเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าอธิษฐานสังฆาฎิผืนนี้. ถ้าอยู่ ภายในห้อง ในปราสาทชั้นบน หรือในวัดใกล้เคียง พึงกำหนดที่เก็บ สังฆาฎิไว้แล้วเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าอธิษฐานสังฆาฎินั่น. ในอุตราสงค์ และอันตรวาสก ก็มีนัยอย่างนี้. จริงอยู่ เพียงแต่ชื่อเท่านั้นที่แปลกกัน. เพราะฉะนั้น พึงอธิษฐานจีวรทั้งหมดโดยชื่อของตนเท่านั้น อย่างนี้ว่า สงฺฆาฎึ อุตฺตราสงฺค อนฺตรวาสก ดังนี้.

        ถ้าภิกษุกระทำจีวรมีสังฆาฎิเป็นต้นด้วยผ้าที่อธิษฐานเก็บไว้     เมื่อ

ย้อมและกัปปะเสร็จแล้วพึงถอนว่า ข้าพเจ้าถอนผ้านี้ แล้วอธิษฐานใหม่. แต่เมื่อเย็บแผ่นผ้าใหม่ หรือขัณฑ์ใหม่เฉพาะที่ใหญ่กว่าเข้ากับจีวรที่อธิษ- ฐานแล้ว ควรอธิษฐานใหม่. ในแผ่นผ้าที่เท่ากันหรือเล็กว่า ไม่มีกิจ ด้วยการอธิษฐาน (ใหม่).

        ถามว่า  ก็ไตรจีวรจะอธิษฐานเป็นบริขารโจล  ควรหรือไม่ควร ?
         แก้ว่า     ได้ทราบว่า     พระมหาปทุมเถระกล่าวว่า     ไตรจีวรพึง

อธิษฐานเป็นไตรจีวรอย่างเดียว, ถ้าว่า อธิษฐานเป็นบริขารโจลได้, การบริหารที่ตรัสไว้ในอุทโทสิตสิกขาบท ก็จะพึงไร้ประโยชน์ไป. ได้ยิน ว่า เมื่อพระมหาปทุมเถระกล่าวอย่างนี้ พวกภิกษุที่เหลือกล่าวว่า แม้ บริขารโจล พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า พึงอธิษฐาน; เพราะเหตุนั้น การอธิษฐานไตรจีวรให้เป็นบริขารโจล ย่อมสมควร.

         แม้ในมหาปัจจรี   ท่านก็กล่าวว่า  ชื่อว่า  บริขารโจลนี้เป็นเหตุแห่ง

การเก็บ (จีวรโดยความไม่เป็นนิสสัคคีย์) ไว้แผนกหนึ่ง. จะอธิษฐาน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 718 ไตรจีวรว่า บริขารโจล แล้วใช้สอย ควรอยู่. ส่วนในอุทโทสิตสิกขาบท ตรัสการบริหารไว้สำหรับภิกษุผู้อธิษฐานไตรจีวรแล้วบริหารอยู่.

       ได้ยินว่า  แม้พระมหาติสสเถระผู้กล่าวอุภโตวิภังค์   ซึ่งอยู่ที่ปุณณ-

วาลิการามได้กล่าวว่า ในกาลก่อน พวกเราได้ฟังจากพระมหาเถระว่า พวกภิกษุผู้ชอบอยู่ในป่าเก็บจีวรไว้ในโพรงไม้เป็นต้น ไปเพื่อต้องการจะ เริ่มบำเพ็ญเพียร, และเมื่อภิกษุเหล่านั้นไปเพื่อประสงค์จะฟังธรรมในวัด ใกล้เคียง เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พวกสามเณร หรือพวกภิกษุหนุ่มจึง ถือบาตรจีวรมา (ให้); เพราะฉะนั้น การจะอธิษฐานไตรจีวรเป็นบริขาร- โจล เพื่อใช้สอยสะดวก ควรอยู่.

       แม้ในมหาปัจจรีท่านก็กล่าวว่า   ในกาลก่อน    พวกภิกษุผู้อยู่ป่าได้

อธิษฐานไตรจีวรเป็นบริขารโจลนั่นแล แล้วใช้สอย ด้วยใส่ใจว่า ใน แดนที่ไม่ผูกสีมารักษาได้ยาก.

       วัสสิกสาฏกที่ไม่เกินประมาณ        อันภิกษุพึงระบุชื่อแล้วอธิษฐาน

สิ้น ๔ เดือนฤดูฝนโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล, ต่อจากนั้นพึงถอนวิกัปไว้. ก็วัสสิกสาฎกนี้ แม้ย้อมพอทำให้เสียสี ก็ควร. แต่สองผืนไม่ควร.

        ผ้านิสีทนะพึงอธิษฐานโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.    ก็แลผ้านิสีทนะ

นั้น ได้ประมาณ มีได้เพียงผืนเดียวเท่านั้น. สองผืนไม่ควร.

       แม้ผ้าปูนอนก็ควรอธิษฐานเหมือนกัน.    ก็ผ้าปูนอนนั้น     ถึงใหญ่

ก็ควร แม้ผืนเดียวก็ควร แม้มากผืนก็ควร. มีลักษณะเป็นต้นว่า สีเขียว ก็ดี สีเหลืองก็ดี มีชายก็ดี มีชายเป็นลายดอกไม้ก็ดี ย่อมควรทุกประการ. ภิกษุอธิษฐานคราวเดียว ย่อมเป็นอันอธิษฐานแล้วทีเดียว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 719

        ผ้าปิดฝีได้ประมาณพึงอธิษฐานชั่วเวลาที่ยังมีอาพาธอยู่,   เมื่ออาพาธ

หายแล้ว พึงปัจจุทธรณ์วิกัปไว้. ผืนเดียวเท่านั้น จึงควร.

       ผ้าเช็ดหน้า   พึงอธิษฐานเหมือนกัน.   ภิกษุจำต้องปรารถนาผืนอื่น

เพื่อต้องการใช้เวลาที่ยังซักอีกผืนหนึ่งอยู่, เพราะฉะนั้น สองผืนก็ควร. แต่พระเถระอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า การอธิษฐานผ้าเช็ดหน้านั้น มุ่งการ เก็บไว้เป็นสำคัญ แม้มากผืนก็ควร.

         ในบริขารโจล     ชื่อว่าการนับจำนวนไม่มี,       พึงอธิษฐานได้เท่า

จำนวนที่ต้องการนั่นเทียว. ถุงย่ามก็ดี ผ้ากรองน้ำก็ดี มีประมาณเท่าจีวร ที่ควรวิกัปเป็นอย่างต่ำ พึงอธิษฐานว่า บริขารโจล เหมือนกัน. แม้จะ รวมจีวรมากผืนเข้าด้วยกันแล้วอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าอธิษฐานจีวรเหล่านี้ เป็นบริขารโจล ดังนี้ ก็สมควรเหมือนกัน. แม้ภิกษุจะเก็บไว้เพื่อประโยชน์ แก่เภสัช นวกรรมและมารดาบิดาเป็นต้น ก็จำต้องอธิษฐานแท้. แต่ใน มหาปัจจรีท่านกล่าวว่า ไม่เป็นอาบัติ.

       ส่วนในเสนาสนบริขารเหล่านี้  คือ ฟูกเตียง ๑  ฟูกตั่ง  ๑  หมอน ๑

ผ้าปาวาร ๑ ผ้าโกเชาว์ ๑ และในเครื่องปูลาดที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์ แก่เสนาสนบริขาร ไม่มีกิจที่ต้องอธิษฐานเลย.

                           [ว่าด้วยเหตุให้ขาดอธิษฐาน]
        ถามว่า  ก็จีวรที่อธิฐานแล้ว   เมื่อภิกษุใช้สอยอยู่   จะละอธิษฐาน

ไปด้วยเหตุอย่างไร  ?

        ตอบว่า     ย่อมละด้วยเหตุ  ๙ อย่างนี้    คือ    ด้วยให้บุคคลอื่น  ๑

ด้วยถูกชิงเอาไป ๑ ด้วยถือเอาโดยวิสาสะ ๑ ด้วยหันไปเป็นคนเลว ๑

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 720 ด้วยลาสิกขา ๑ ด้วยกาลกิริยา ๑ ด้วยเพศกลับ ๑ ด้วยถอนอธิษฐาน ๑ ด้วยความเป็นช่องทะลุ ๑.

        บรรดาเหตุ ๙ อย่างนั้น     จีวรทุกชนิดย่อมละอธิษฐานด้วยเหตุ ๘

อย่างข้างต้น. แต่เฉพาะไตรจีวรละอธิษฐานด้วยความเป็นช่องทะลุ ท่าน กล่าวไว้ในอรรถกถาทุกแห่ง. และการละอธิษฐานนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วย ช่องทะลุประมาณเท่าหลังเล็บ. ในช่องทะลุประมาณเท่าหลังเล็บนั้น ผู้ ศึกษาพึงทราบขนาดเท่าหลังเล็บ ด้วยสามารถแห่งเล็บนิ้วก้อย. และช่อง ทะลุ เป็นช่องโหว่ทีเดียว. ก็ถ้าแม้นว่า ภายในช่องทะลุมีเส้นด้ายเส้น หนึ่งยังไม่ขาด, ก็ยังรักษาอยู่.

        บรรดาไตรจีวรนั้น      สำหรับสังฆาฎิและอุตราสงค์    ช่องทะลุจาก

ด้านในแห่งเนื้อที่มีประมาณเพียง ๑ คืบ จากซ้ายด้านยาว, มีประมาณ ๘ นิ้ว จากชายด้านกว้าง ย่อมทำให้ขาดอธิษฐาน. แต่สำหรับอันตรวาสก ช่องทะลุจากด้านในแห่งเนื้อที่ มีประมาณเพียง ๑ คืบ จากชายด้านยาว, มีประมาณ ๔ นิ้ว จากชายด้านกว้าง ย่อมทำให้ขาดอธิษฐาน, ช่องทะลุ เล็กลงมา ไม่ทำให้ขาดอธิษฐาน. เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดเป็นช่องทะลุ จีวรนั้นย่อมตั้งอยู่ในฐานแห่งอติเรกจีวร, ควรกระทำสูจิกรรมแล้ว อธิษฐานใหม่.

       แต่พระมหาสุมเถระกล่าวว่าสำหรับจีวรที่ได้ประมาณมีช่องทะลุที่ใด

ที่หนึ่ง ย่อมทำให้ขาดอธิษฐาน, แต่สำหรับจีวรที่ใหญ่ ช่องทะลุภายนอก จากประมาณ ยังไม่ทำให้ขาดอธิษฐาน, ช่องทะลุที่เกิดข้างในจึงทำให้ ขาด ดังนี้ .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 721

       พระกรวิยติสสเถระกล่าวว่า จีวรเล็ก  ใหญ่  ไม่เป็นประมาณ,  ช่อง 

ทะลุในที่ซึ่งภิกษุเมื่อครองจีวรซ้อนกัน* ๒ ตัวม้วนมาพาดไว้บนแขนซ้าย ยังไม่ทำให้ขาดอธิษฐาน, ช่องทะลุส่วนภายในย่อมทำให้ขาด, แม้สำหรับ อันตรวาสก ช่องทะลุในที่แห่งจีวรที่ภิกษุม้วนให้เป็นลูกบวบ ย่อมไม่ทำ ให้ขาด, ช่องทะลุที่ต่ำลงจากที่ม้วนให้เป็นลูกบวบนั้น ย่อมทำให้ขาด.

        เเต่ในอรรถกถาอันธกะ    ท่านทำวาทะของพระมหาสุมเถระให้เป็น

หลักในไตรจีวรแล้วกล่าวว่า จีวรประมาณอย่างต่ำ ย่อมรักษาอธิษฐาน ไว้ได้ จึงกล่าวคำแม้นี้เพิ่มเติมไว้ว่า ในบริขารโจล ด้านยาว ๙ นิ้ว โดย นิ้วสุคต ด้านกว้าง ๔ นิ้ว เป็นช่องทะลุ ณ ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ย่อมละ อธิษฐานไป, ในบริขารโจลผืนใหญ่ช่องทะลุที่ต่ำกว่า ๘ นิ้วและ ๔ นิ้ว นั้น ยังไม่ละอธิษฐาน, ในจีวรที่ควรอธิษฐานทั้งหมด ก็นัยนี้ ดังนี้.

        บรรดาวาทะทั้ง ๔ นั้น   เพราะขึ้นชื่อว่า   ประมาณอย่างเล็กอื่น ๆ

ที่ต่ำกว่าประมาณอย่างเล็ก แห่งจีวรที่ควรวิกัป ของจีวรที่จะพึงอธิษฐาน แม้ทั้งหมด ย่อมไม่มี. ด้วยว่า ประมาณแห่งผ้านิสีทนะ ผ้าปิดแผล และ ผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านกล่าวไว้นั้น เป็นประมาณอย่างใหญ่ เพราะประมาณ ที่ยิ่งกว่าประมาณอย่างใหญ่นั้น สำเร็จแล้ว (ใช้ได้), หาใช่ประมาณอย่าง เล็กไม่ เพราะประมาณอย่างเล็กลงมาจากประมาณอย่างใหญ่นั้น ไม่สำเร็จ (ใช้ไม่ได้). แม้ไตรจีวรที่หย่อนกว่าประมาณแห่งสุคตจีวร จัดเป็น ประมาณอย่างใหญ่เหมือนกัน. แต่ประมาณอย่างเล็กที่ท่านแยกกล่าวไว้ ต่างหากในพระสูตรไม่มี.

  • วิมติ: เทฺว จีวรานิ ปารุปนฺตสฺสาติ คามปฺปเวเส ทฺวิคุณ กตฺวา สงฺฆาฏิโย ปารุปน

สนฺธาย วุตฺต. แม้สารัตถทีปนี ๓/๑๔๖ ก็แก้คล้ายกันนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 722

       การกำหนดขนาดใหญ่แห่งผ้าเช็คหน้า  ผ้าปูนอน และผ้าบริขารโจล 

ไม่มีเหมือนกัน. แต่ท่านกล่าวกำหนดไว้ด้วยประมาณอย่างเล็กขนาดจีวรที่ ควรวิกัป เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ก่อน ในอรรถกถาอันธกะ ว่า ประมาณอย่างเล็กย่อมรักษาการอธิษฐานไว้ได้ แล้วแสดงประมาณ อย่างเล็ก ๘ นิ้ว และ ๔ นิ้ว โดยนิ้วสุคตแห่งบริขารโจลเท่านั้น ใน บรรดาไตรจีวรและบริขารโจลเป็นต้นนั้นแล้ว และหมายเอาประมาณอย่าง เล็กแห่งไตรจีวรเป็นต้นนอกนี้ ซึ่งมีชนิด ๕ ศอกกำเป็นต้น จึงกล่าวว่า ในจีวรที่ควรอธิษฐานทั้งหมด ก็นัยนี้, คำที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถา อันธกะนั้น ย่อมไม่สมกัน. แม้ในวาทะของพระกรวิยติสสเถระ ท่านก็ แสดงช่องทะลุจากชายด้านยาวเท่านั้น จากชายด้านกว้างท่านมิได้แสดงไว้; เพราะฉะนั้น วาทะของพระกรวิยติสสเถระนั้น ก็ไม่ได้กำหนดไว้.

       ในวาทะของพระมหาสุมเถระท่านกล่าวไว้ว่า   ช่องทะลุในที่แห่งใด

แห่งหนึ่งแห่งจีวรที่ได้ประมาณ ย่อมทำให้ขาดอธิษฐาน, ช่องทะลุภาย นอกจากประมาณ แห่งจีวรขนาดใหญ่ ย่อมไม่ทำให้ขาดอธิษฐาน. แต่ ท่านก็ไม่ได้กล่าวคำนี้ว่า จีวรชื่อนี้ จัดเป็นจีวรที่ได้ประมาณ, ที่โตกว่า จีวรที่ได้ประมาณนี้ จัดเป็นจีวรใหญ่.

        อีกอย่างหนึ่ง      ในวิสัยแห่งไตรจีวรเป็นต้นนี้      อาจารย์ทั้งหลาย

ประสงค์เอาคำว่า ขนาดที่ต่างกันมี ๕ ศอกกำเป็นอาทิ เป็นประมาณ อย่างเล็กแห่งไตรจีวรเป็นต้น, ถ้าในจีวรใหญ่นั้น ช่องทะลุในภายนอก จากประมาณอย่างเล็ก ไม่พึงทำให้ขาดอธิษฐานไซร้, ช่องทะลุในภายนอก จากประมาณอย่างเล็กแม้เเห่งบาตรขนาดใหญ่ หรือแห่งบาตรขนาดกลาง ก็ไม่พึงทำให้ขาดอธิษฐาน, แต่ (ช่องทะลุในภายนอกจากประมาณอย่าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 723 เล็ก) จะไม่ทำให้ขาดอธิษฐานหามิได้; เพราะฉะนั้น วาทะแม้นี้ก็ไม่ได้ กำหนดขนาดไว้.

       แต่อรรถกถาวาทะแรกทั้งหมดนี้  เป็นประมาณ   ในอธิการวินิจฉัย 

ไตรจีวรเป็นต้นนี้. เพราะเหตุไร ? เพราะมีกำหนด. จริงอยู่ ประมาณ อย่างเล็กแห่งไตรจีวร ประมาณช่องทะลุ และประมาณแห่งส่วนที่เป็น ช่องทะลุ ท่านกำหนดกล่าวไว้แล้วในทุกอรรถกถาเหมือนกัน. เพราะ- ฉะนั้น วาทะนั้นนั่นแลเป็นประมาณ. ด้วยว่า อรรถกถาวาทะนั้น ท่าน กล่าวคล้อยตามพระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้. ส่วนใน ๓ วาทะนอกนี้ ไม่มีกำหนดเลย. คำหน้ากับคำหลังไม่สมกันฉะนี้แล.

        ก็ภิกษุใดตามผ้าปะลงในที่ชำรุดก่อนแล้ว    เลาะที่ชำรุดออกในภาย

หลัง, การอธิษฐานของภิกษุนั้นยังไม่ขาดไป. แม้ในการเปลี่ยนแปลง กระทง (จีวร) ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. สำหรับจีวร ๒ ชั้น เมื่อชั้น หนึ่งเกิดเป็นช่องทะลุ หรือครากไป อธิษฐานยังไม่ขาด. ภิกษุกระทำ จีวรผืนเล็กให้เป็นผืนใหญ่ หรือกระทำผืนใหญ่ให้เป็นผืนเล็ก, อธิษฐาน ยังไม่ขาด. เมื่อจะต่อริมสองข้างเข้าที่ตรงกลาง ถ้าว่า ตัดออกก่อนแล้ว ภายหลังเย็บติดกัน, อธิษฐานย่อมขาด. ถ้าเย็บต่อกันแล้วภายหลังจึงตัด, ยังไม่ขาดอธิษฐาน. แม้เมื่อใช้พวกช่างย้อมซักให้เป็นผ้าขาว อธิษฐาน

ก็ยังคงเป็นอธิษฐานอยู่ทีเดียวแล.
       วินิจฉัยในการอธิษฐาน ในคำว่า  อนฺโตทสาห  อธิฏฺเติ   วิกปฺเปติ

นี้ เท่านี้ก่อน.

                                [อธิบายการวิกัปจีวร]
  ส่วนในการวิกัปมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 724 วิกัปมี ๒ อย่าง คือ วิกัปต่อหน้า ๑ วิกัปลับหลัง ๑.

       ถามว่า  วิกัปต่อหน้า  เป็นอย่างไร ?
        แก้ว่า   ภิกษุพึงทราบว่า   จีวรผืนเดียว   หรือมากผืน   และว่า  จีวร

วางไว้ใกล้ หรือมิได้วางไว้ใกล้ (อยู่ในหัตถบาสหรือนอกหัตถบาส) แล้ว กล่าวว่า อิม จีวร จีวรผืนนี้ บ้าง ว่า อิมานิ จีวรานิ จีวรเหล่านี้ บ้าง ว่า เอต จีวร จีวรนั่น บ้าง ว่า เอตานิ จีวรานิ จีวรเหล่านั่น บ้าง แล้วพึงกล่าวว่า ตุยห วิกปฺเปมิ ข้าพเจ้าวิกัปแก่ท่าน ดังนี้. วิกัป ต่อหน้านี้ มีอยู่อย่างเดียว. ด้วยการวิกัปเพียงเท่านี้ จะเก็บไว้สมควรอยู่. จะใช้สอย หรือจะสละ หรือจะอธิษฐานไม่ควร. แต่เมื่อภิกษุนั้น (ภิกษุผู้รับวิกัป) กล่าวคำว่า มยฺห สนฺตก สนฺตกานิ ปริภุญฺช วา วิสฺสชฺเชหิ วา ยถาปจฺจย วา กโรหิ แปลว่า จีวรนี้ หรือจีวร เหล่านี้ เป็นของข้าพเจ้า ท่านจงใช้สอย จงจำหน่าย จงกระทำตาม สมควรแก่ปัจจัยเถิด ดังนี้ ชื่อว่า ปัจจุทธรณ์ (ถอนวิกัป), จำเดิมแต่นั้น แม้การบริโภคเป็นต้น ย่อมสมควร.

         อีกนัยหนึ่ง   ภิกษุพึงรู้ว่า  จีวรผืนเดียวหรือมากผืน    และว่าวางไว้

ใกล้ หรือมิได้วางไว้ใกล้ อย่างนั้นนั่นแล แล้วกล่าวว่า อิม จีวร หรือว่า อิมานิ จีวรานิ ดังนี้ ว่า เอต จีวร หรือว่า เอตานิ จีวรานิ ดังนี้ ในสำนักของภิกษุนั้นนั่นแล ระบุชื่อสหธรรมิก ๕ รูปใดรูปหนึ่ง คือ ผู้ใดผู้หนึ่ง ที่คนชอบใจแล้ว พึงกล่าวว่า ติสฺสสฺส ภิกฺขุโน วิกปฺเปมิ ข้าพเจ้าวิกัป... แก่ภิกษุติสสะ หรือว่า ติสฺสาย ภิกขุนิยา, ติสฺสาย สิกฺขมานาย, ติสฺสสฺส สามเณรสฺส, ติสฺสาย สามเณริยา วิกปฺเปมิ ข้าพเจ้าวิกัป... แก่ติสสาภิกษุณี, แก่ติสสาสิกขมานา, แก่ติสสสามเณร,

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 725 แก่ติสสาสามเณรี ดังนี้. นี้เป็นวิกัปต่อหน้า อีกอย่างหนึ่ง. ด้วยการวิกัป เพียงเท่านี้ จะเก็บไว้สมควรอยู่. แต่ในการใช้สอยเป็นต้น กิจแม้อย่าง หนึ่ง ย่อมไม่ควร. แต่เมื่อภิกษุนั้นกล่าวคำว่า จีวรนี้ ของภิกษุชื่อติสสะ ฯ ล ฯ ของสามเณรีชื่อติสสา ท่านจงบริโภคก็ตาม จงจำหน่ายก็ตาม จง กระทำตามสมควรแก่ปัจจัยก็ตาม ดังนี้ ชื่อว่าเป็นอันถอน, จำเดิมแต่ นั้นแม้การใช้สอยเป็นต้น ก็สมควร.

        ถามว่า   การวิกัปลับหลัง  เป็นอย่างไร ? 
         แก้ว่า   ภิกษุพึงทราบว่า   จีวรผืนเดียวหรือมากผืน   และจีวรวางไว้

ใกล้ หรือมิได้วางไว้ใกล้ เหมือนอย่างนั้นแล้ว กล่าวว่า อิม จีวร ซึ่งจีวรนี้ หรือว่า อิมานิ จีวรานิ ซึ่งจีวรทั้งหลายนี้ ว่า เอต จีวร ซึ่งจีวรนั่น หรือว่า เอตานิ จีวรานิ ซึ่งจีวรทั้งหลายนั่น ดังนี้ แล้ว กล่าวว่า ตุยห วิกปฺปนตฺถาย ทมฺมิ ข้าพเจ้าให้แก่ท่าน เพื่อประโยชน์ แก่การวิกัป. ภิกษุผู้วิกัป อันภิกษุผู้รับวิกัปนั้น พึงกล่าวว่า ใครเป็นมิตร หรือเป็นเพื่อนเห็น หรือเป็นเพื่อนคบกันของท่าน, ลำดับนั้น ภิกษุผู้ วิกัปนอกนี้พึงกล่าวว่า ภิกษุชื่อติสสะ หรือว่า ฯลฯ สามเณรีชื่อติสสา โดยนัยก่อนนั่นแล. ภิกษุนั้นพึงกล่าวอีกว่า อห ติสฺสสฺส ภิกฺขุโน ทมฺมิ ข้าพเจ้าให้แก่ภิกษุชื่อติสสะ ฯลฯ หรือว่า อห ติสฺสาย สามเณริยา ทมฺมิ ข้าพเจ้าให้แก่สามเณรีชื่อติสสา ดังนี้. อย่างนี้ ชื่อว่าวิกัปลับหลัง. ด้วยการวิกัปเพียงเท่านี้ การเก็บไว้ สมควรอยู่. ส่วนในการใช้สอยเป็นต้น กิจแม้อย่างเดียว ก็ไม่สมควร. แต่เมื่อภิกษุนั้นกล่าวคำว่า อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน สนฺตก ปริภุญฺช วา วิสฺสชฺเชหิ วา ยถาปจฺจย วา กโรหิ (จีวร) ของภิกษุข้อนี้ ท่านจงใช้สอยก็ได้ จงจำหน่ายก็ได้ จงกระทำ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 726 ตามสมควรแก่ปัจจัยก็ได้ โดยนัยดังกล่าวแล้วในวิกัปต่อหน้าอย่างที่สอง นั่นแล ชื่อว่าเป็นอันถอน. จำเดิมแต่ถอนแล้วนั้น แม้กิจทั้งหลายมี การใช้สอยเป็นต้น ย่อมควร.

        ถามว่า   การวิกัปทั้ง ๒ อย่าง   ต่างกันอย่างไร ? 
       ตอบว่า    ในการวิกัปต่อหน้า    ภิกษุวิกัปเองแล้วให้ผู้อื่นถอนได้,

ในวิกัปลับหลัง ภิกษุให้คนอื่นวิกัปแล้วให้คนอื่นนั่งเองถอน, นี้เป็น ความต่างกัน ในเรื่องวิกัปทั้ง ๒ นี้. ก็ถ้าวิกัปแก่ผู้ใด ผู้นั้นไม่ฉลาด ในพระบัญญัติ ไม่รู้จะถอน, พึงถือจีวรนั้น ไปยังสำนักสหธรรมิก อื่นผู้ฉลาด วิกัปใหม่แล้วพึงให้ถอน. นี้ชื่อว่า การวิกัปบริขารที่วิกัปแล้ว ควรอยู่.

       ในบทว่า   วิกปฺเปติ  นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-     ก็คำที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสไว้โดยไม่แปลกกันว่า วิกปฺเปติ นี้ ดูเหมือนจะผิด จาก พระบาลีเป็นต้นว่า อนุชานามิ ภิกขุเว ติจีวร อธิฏฺาตุ น วิกปฺเปตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาตให้อธิษฐานไตรจีวร ไม่ใช่ให้วิกัป ดังนี้, แต่พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ตรัสคำที่ผิด; เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษา พึงทราบเนื้อความแห่งคำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ติจีวร เป็นต้นนั้น โดยนัยอย่างนี้ว่า เราอนุญาตให้อธิษฐาน สำหรับภิกษุผู้บริหารไตรจีวร โดยสังเขปว่าไตรจีวรเท่านั้น ไม่ใช่ให้วิกัป. แต่ผ้าอาบน้ำฝน อนุญาต ให้วิกัปอย่างเดียว ถัดจาก ๔ เดือน (ฤดูฝน) ไม่ใช่อธิษฐาน, และเมื่อ มีอรรถอย่างนี้ ภิกษุรูปใดใคร่จะอยู่ปราศจากไตรจีวร ผืนใดผืนหนึ่ง, เป็นอันทรงประทานโอกาสแก่ภิกษุนั้น เพื่อถอนจีวรอธิษฐานแล้ววิกัป เพื่อสะดวกในการอยู่ปราศ (ไตรจีวร) ไม่เป็นอาบัติ ในเมื่อล่วง ๑๐ วัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 727 โดยอุบายนี้ บัณฑิตพึงทราบความที่วิกัปไม่สำเร็จในจีวรเป็นต้นทั้งหมด ฉะนี้แล.

       บทว่า  วิสฺสชฺเชติ  มีวินิจฉัยว่า  ภิกษุให้จีวรแก่ผู้อื่น   ก็อย่างไร

เป็นอันให้แล้ว และอย่างไร เป็นอันถือเอาแล้ว ? ภิกษุผู้สละให้กล่าวว่า อิท ตุยฺห เทมิ ททามิ หชฺชามิ โอโณเชมิ ปริจฺจชามิ วสฺสชฺชามิ ข้าพเจ้าให้ ยกให้ มอบให้ น้อมให้ สละให้ จำหน่ายจีวรผืนนี้แก่ท่าน หรือว่า อิตฺถนฺนามสฺส เทมิ ฯ เป ฯ นิสฺสชฺชามิ ข้าพเจ้าให้ ฯ ล ฯ สละให้แก่ท่านผู้มีชื่อนี้ ดังนี้ เป็นอันให้ทั้งต่อหน้าทั้งลับหลังแล้วทีเดียว; เมื่อผู้สละให้กล่าวว่า ตุยฺห คณฺหาหิ ท่านจงถือเอาของท่าน ดังนี้, ภิกษุ ผู้รับกล่าวว่า มยฺห คณฺหามิ ข้าพเจ้าถือเอาของข้าพเจ้า เป็นอันให้ถูก และถือเอาถูก, เมื่อผู้สละให้กล่าวว่า ตว สนฺตถ กโรหิ ตว สนฺตก โหตุ ตว สนฺตถ กริสฺสสิ ท่านจงทำให้เป็นของท่าน จงเป็นของท่าน ท่าน จักกระทำให้เป็นของท่าน ดังนี้. ภิกษุผู้รับกล่าวว่า มม สนฺตก กโรมิ ข้าพเจ้าจะทำให้เป็นของข้าพเจ้า มม สนฺตก โหตุ จงเป็นของข้าพเจ้า มม สนฺตก กริสฺสามิ ข้าพเจ้า จักกระทำให้เป็นของข้าพเจ้า ดังนี้, เป็นอันให้ไม่ถูกและเป็นอันถือเอาไม่ถูก.

        ภิกษุ  ผู้สละให้  ไม่รู้เพื่อจะให้  (ไม่รู้วิธีเสียสละให้)  เลย,  ฝ่ายผู้รับ

ก็ไม่รู้เพื่อจะรับ (ไม่รู้วิธีรับ). ก็ถ้าเมื่อภิกษุผู้เสียสละให้กล่าวว่า ขอท่าน จงทำให้เป็นของท่านเสีย ภิกษุผู้รับกล่าวว่า ดีละ ขอรับ ! ผมจะรับเอา แล้วถือเอา, เป็นอันให้ไม่ถูกต้อง แต่เป็นอันรับเอาถูกต้อง. ก็ถ้ารูปหนึ่ง กล่าวว่า, ท่านจะถือเอาเสีย, อีกรูปหนึ่ง (คือผู้รับ) กล่าวว่า ผมจะไม่ ถือเอา, ผู้เสียสละให้นั้นกล่าวอีกว่า ท่านจงถือเอาของที่ผมให้แล้วเพื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 728 ท่าน, ฝ่ายภิกษุนอกนี้กล่าวว่า ผมไม่มีความต้องการด้วยของสิ่งนี้, หลัง จากนั้นแม้รูปก่อนก็ให้ล่วง ๑๐ วันไปด้วยเข้าใจว่า เราให้แล้ว, ฝ่าย รูปหลังก็ให้ล่วง ๑๐ วัน ไปด้วยเข้าใจว่า เราได้ปฏิเสธไปแล้ว เป็นอาบัติ แก่ใคร ไม่เป็นอาบัติแก่ใคร ? ไม่เป็นอาบัติแก่ใคร, ก็ท่านรูปใดชอบใจ, ท่านรูปนั้นพึงอธิษฐานใช้สอยเถิด.

       ฝ่ายภิกษุผู้ที่มีความสงสัยในการอธิษฐาน    จะพึงทำอย่างไร ?  พึง

บอกความเป็นผู้สงสัยแล้วกล่าวว่า ถ้าจีวรจักไม่ได้อธิษฐาน เมื่อเป็น อย่างนั้น จีวรเป็นของควรแก่ข้าพเจ้า แล้วพึงเสียสละโดยนัยดังกล่าวแล้ว นั้นแล. เพราะว่าเมื่อภิกษุให้รู้อย่างนี้แล้วทำวินัยกรรมไม่เป็นมุสาวาท. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า จีวรนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถือเอาเป็นวิสาสะแล้ว คืนให้ ก็ควร. คำของอาจารย์บางพวกนั้นไม่ชอบ. เพราะนั่น ไม่ใช่ วินัยกรรมของภิกษุผู้มีความสงสัยนั้น. ทั้งผ้านั้น ก็ไม่เป็นวัตถุอื่น ด้วย เหตุสักว่าถือเอาแล้วให้คืนนี้.

       คำว่า  นสฺสติ  เป็นต้น   มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
       ในคำว่า โย  น ทเทยฺย  อาปตฺติ  ทุกกฏสฺส  นี้มีวินิจฉัยดังนี้:-

เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ไม่คืนให้ ด้วยความสำคัญนี้ว่า ภิกษุนี้ให้แล้วแก่เรา. แต่ภิกษุผู้รู้ว่าเป็นของภิกษุนั้นแล้วชิงเอาด้วยเลศ พระวินัยธรพึงให้ตีราคา สิ่งของปรับอาบัติ ฉะนี้แล.

       ในสมุฏฐานเป็นต้น  สิกขาบทนี้     ชื่อว่ากฐินสมุฏฐาน    ย่อมเกิด

ทางกายกับวาจา และทางกายวาจากับจิต เป็นอกิริยา เพราะต้องด้วย การไม่อธิษฐานและไม่วิกัป เป็นโนสัญญาวิโมกข์ เพราะไม่พ้นด้วยสัญญา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 729 แม้ไม่รู้ก็ต้อง เป็นอจิตตกะ ปัณณัติติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                 พรรณนาปฐมกฐินสิกขาบท  ในอรรถกถาพระวินัย
                                   ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ                                       
                                  จีวรวรรค   สิกขาบทที่  ๒
                                      เรื่องภิกษุหลายรูป                    
       [๑๐]    โดยสมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลาย ฝากผ้าสังฆาฎิไว้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบท ผ้าสังฆาฎิเหล่านั้นถูกเก็บไว้นานก็ขึ้นราตกหนาว ภิกษุทั้งหลายจึงผึ่งผ้าสังฆาฏิเหล่านั้น

       ท่านพระอานนท์เที่ยวตรวจดูเสนาสนะ    ได้พบภิกษุเหล่านั้นกำลัง

ผึ่งผ้าสังฆาฏิอยู่ ครั้นแล้วจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ถามว่าจีวรที่ขึ้นรา เหล่านี้ของใคร

        จึงภิกษุเหล่านั้นแจ้งความนั้นแก่ท่านพระอานนท์แล้ว
       ท่านพระอานนท์จึงเพ่งโทษ    ติเตียน    โพนทะนาว่า   ไฉนภิกษุ 

ทั้งหลายจึงได้ฝากผ้าสังฆาฎิไว้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้า อันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบทเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 730

                                ทรงสอบถาม
       ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุเหล่านั้นว่า  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝากผ้าสังฆาฏิไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบท จริงหรือ

          ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                               ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การ

กระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้ฝากผ้าสังฆาฏิไว้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้า อันตรวาสกหลีกไปสู่จาริกในชนบทเล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การ กระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอี่นของชนบางพวกที่ เลื่อมใสแล้ว

                       ทรงบัญญัติสิกขาบท
        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น    โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 731 เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล    เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แล   พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                        พระบัญญัติ
          ๒๑.  ๒.   จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว    กฐินเดาะเสียแล้ว  ถ้าภิกษุอยู่

ปราศจากไตรจีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง เป็นนิสัคคิยปาจิตตีย์

        ก็สิกขาบทนี้       ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่

ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

                                 เรื่องภิกษุหลายรูป 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 732

                                   พระอนุบัญญัติ
                                 เรื่องภิกษุอาพาธ
       [๑๑]   ก็โดยสมัยนั้นแล  ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธอยู่ในพระนครโกสัมพี

พวกญาติส่งทูตไปในสำนักภิกษุนั้นว่า นิมนต์ท่านมา พวกผมจักพยาบาล แม้ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ว่า ไปเถิดท่าน พวกญาติจักพยาบาลท่าน

       เธอตอบอย่างนี้ว่า  ท่านทั้งหลาย    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ

สิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากไตรจีวร ผมกำลัง อาพาธ ไม่สามารถจะนำไตรจีวรไปด้วยได้ ผมจักไม่ไปละ

        ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
                 ทรงอนุญาตให้สมมติติจีวราวิปวาส
        ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา  ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติ เพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจาก ไตรจีวรแก่ภิกษุผู้อาพาธ ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้:-

                            วิธีสมมติติจีวราวิปวาส
        ภิกษุผู้อาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบ

เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนั้นว่า ท่าน เจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่สามารถจะนำไตรจีวรไปด้วยได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรต่อสงฆ์ ดังนี้ พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 733

        ภิกษุผู้ฉลาด     ผู้สามารถ  พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย-

กรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ภิกษุมีชื่อผู้นี้อาพาธ  ไม่

สามารถจะนำไตรจีวรไปด้วยได้ เธอขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ ปราศจากไตรจีวรต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ พึงให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร แก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี่เป็น วาจาประกาศให้สงฆ์ทราบ.

        ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า   ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้อาพาธ      ไม่

สามารถจะนำไตรจีวรไปด้วยได้ เธอขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ ปราศจากไตรจีวรต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจาก ไตรจีวรแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตร- จีวรแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

        การสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร    อันสงฆ์ให้แล้ว

แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 734

                                 พระอนุบัญญัติ
          ๒๑.   ๒.   ก.   จีวร...สำเร็จแล้ว     กฐินเดาะเสียแล้ว    ถ้าภิกษุ

อยู่ปราศจากไตรจีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                               เรื่องภิกษุอาพาธ  จบ
                                   สิกขาบทวิภังค์
         [๑๒]   บทว่า   จีวร...สำเร็จแล้ว   ความว่า   จีวรของภิกษุทำสำเร็จ

แล้วก็ดี หายเสียก็ดี ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ ทำจีวรก็ดี

          คำว่า   กฐินเดาะเสียแล้ว     คือ   เดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใดอัน

หนึ่งในมาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง

        คำว่า  ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร  แม้สิ้นราตรีหนึ่ง  ความว่า

ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากผ้าสังฆาฏิก็ดี จากผ้าอุตราสงค์ก็ดี จากผ้าอันตรวาสก ก็ดี แม้คืนเดียว.

        บทว่า  เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ  คือ  ยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติ.
         บทว่า   เป็นนิสสัคคีย์    คือ   เป็นของจำจะสละ    พร้อมกับเวลา

อรุณขึ้น ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรในอย่างนี้:-                            
                                    วิธีเสียสละ
                                เสียสละแก่สงฆ์
         ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 735

        ท่านเจ้าข้า  จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศจากแล้วล่วงราตรี  เป็น

ของจำจะสละ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว สงฆ์พึงหญิงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                                เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า    จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    อยู่ปราศจากแล้วล่วงราตรี 

เป็นของจำจะสละ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้ แก่ท่านทั้งหลาย

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านทั้งหลาย   ขอจงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้    เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                             เสียสละแก่บุคคล
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 736

        ท่าน   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   อยู่ปราศแล้วล่วงราตรี     เป็นของ

จำจะสละ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น      พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                          บทภาชนีย์ 
                                             มาติกา
        [๑๓]  บ้าน                         มีอุปจารเดียว   มีอุปจารต่าง
        เรือน                                  มีอุปจารเดียว   มีอุปจารต่าง      
        โรงเก็บของ                       มีอุปจารเดียว   มีอุปจารต่าง
        ป้อม                                  มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        เรือนยอดเดียว                   มีอุปจารเดียว     มีอุปจารต่าง
        ปราสาท                            มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        ทิมแถว                              มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        เรือ                                     มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง 
        หมู่เกวียน                            มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        ไร่นา                                   มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        ลานนวดข้าว                        มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        สวน                                    มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        วิหาร                                   มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        โคนไม้                                 มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง
        ที่แจ้ง                                   มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง       

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 737

                                     มาติกาวิภังค์
       [๑๔ ]  บ้าน  ที่ชื่อว่า   มีอุปจารเดียว    คือเป็นบ้านของสกุลเดียว 

และมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในบ้าน ต้องอยู่ภายในบ้าน เป็นบ้านไม่มีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ในเรือนใด ต้องอยู่ในเรือน นั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส ที่ชื่อว่า มีอุปจารต่าง คือเป็นบ้าน ของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ในเรือนใด ต้องอยู่ใน เรือนนั้น หรือในห้องโถง หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส เมื่อจะไปสู่ห้องโถง ต้องเก็บจีวรไว้ในหัตถบาส แล้วอยู่ในห้องโถง หรือ อยู่ที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส เก็บจีวรไว้ในห้องโถง ต้องอยู่ ในห้องโถง หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส เป็นบ้านไม่มีเครื่อง ล้อม เก็บจีวรไว้ในเรือนใด ต้องอยู่ในเรือนนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.

         [๑๕]   เรือน   ของสกุลเดียว  และมีเครื่องล้อม  มีห้องเล็กห้องน้อย

ต่าง ๆ ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือน ต้องอยู่ภายในเรือน เป็นเรือนที่ไม่ มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจาก หัตถบาส เรือนต่างสกุล และมีเครื่องล้อม มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ ภิกษุเก็บจีวรไว้ในห้องโด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละ จากหัตถบาส เป็นเรือนไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ ในห้องนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.

            [๑๖]    โรงเก็บของ   ของสกุลเดียว  และมีเครื่องล้อม  มีห้องเล็ก

ห้องน้อยต่าง ๆ ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในโรงเก็บของ ต้องอยู่ภายในโรง เก็บของ เป็นโรงไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส โรงเก็บของ ของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 738 มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือ ที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส เป็นโรงไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.

        [๑๗]  ป้อม  ของสกุลเดียว  ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในป้อม  ต้องอยู่

ภายในป้อม ป้อมของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บจีวรไว้ใน ห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.

         [๑๘]   เรือนยอดเดียว  ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือน

ยอดเดียว ต้องอยู่ภายในเรือนยอดเดียว เรือนยอดเดียวของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บจีวรไว้ในห้องโด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือ ที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.

        [๑๙]  ปราสาทของสกุลเดียว  ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในปราสาท ต้อง

อยู่ภายในปราสาท ปราสาทของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บ จีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในหัองนั่น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจาก หัตถบาส.

         [ ๒๐]    ทิมแถว     ของสกุลเดียว     ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในทิมแถว

ต้องอยู่ภายในทิมแถว ทิมแถวของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละ จากหัตถบาส.

         [๒๑ ]   เรือ   ของสกุลเดียว    ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือ    ต้องอยู่

ภายในเรือ เรือของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ เก็บจีวรไว้ใน ห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.

        [๒๒]  หมู่เกวียน   ของสกุลเดียว    ภิกษุเก็บจีวรไว้ในหมู่เกวียน

ไม่พึงละอัพภันดรด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านละ ๗ อัพภันดร ด้านข้าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 739 ด้านละ ๑ อัพภันดร หมู่เกวียนของต่างสกุล เก็บจีวรไว้ในหมู่เกวียน ไม่พึงละจากหัตถบาส.

         [๒๓]   ไร่นา   ของสกุลเดียว      และมีเครื่องล้อม     ภิกษุเก็บจีวร

ไว้ภายในเขตไร่นา ต้องอยู่ภายในเขตไร่นา เป็นไร่นาไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส ไร่นาของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ภาย ในเขตไร่นา ต้องอยู่ภายในเขตไร่นา หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจาก หัตถบาส เป็นเขตไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.

        [๒๔]    ลานนวดข้าว   ของสกุลเดียว   และมีเครื่องล้อม   ภิกษุเก็บ

จีวรไว้ภายในเขตลานนวดข้าว ต้องอยู่ภายในเขตลานนวดข้าว เป็นสถาน ไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส ลานนวดข้าวต่างสกุล และมีเครื่อง ล้อม เก็บจีวรไว้ภายในเขตลานนวดข้าว ต้องอยู่ที่ริมประตู หรือไม่ละจาก หัตถบาส เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.

        [๒๕]    สวน   ของสกุลเดียว  และมีเครื่องล้อม  ภิกษุเก็บจีวรไว้ภาย 

ในเขตสวน ต้องอยู่ภายในเขตสวน เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึง ละจากหัตถบาส สวนของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ภายใน เขตสวน ต้องอยู่ที่ริมประตูสวน หรือไม่ละจากหัตถบาส เป็นสถานไม่มี เครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.

         [๒๖]    วิหาร   ของสกุลเดียว   และมีเครื่องล้อม     ภิกษุเก็บจีวรไว้

ภายในเขตวิหาร ต้องอยู่ภายในเขตวิหาร เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในที่อยู่ใด ต้องอยู่ในที่อยู่นั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส วิหาร ของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ในที่อยู่ใด ต้องอยู่ในที่ อยู่นั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 740 เก็บจีวรไว้ในที่อยู่ใด ต้องอยู่ในที่อยู่นั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.

         [๒๗]   โคนไม้   ของสกุลเดียว   กำหนดเอาเขตที่เงาแผ่ไปโดยรอบ

ในเวลาเที่ยง ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเขตเงา ต้องอยู่ภายในเขตเงา โคนไม้ของต่างสกุล ไม่พึงละจากหัตถบาส.

         [๒๘]    ที่แจ้ง   ที่ชื่อว่า    มีอุปจารเดียว    มีอุปจารต่าง    คือในป่า

หาบ้านมิได้ กำหนด ๗ อัพภันดรโดยรอบ จัดเป็นอุปจารเดียว พ้น นั้นไป จัดเป็นอุปจารต่าง.

                                นิสสัคคิยปาจิตตีย์
        [๒๙]  จีวรอยู่ปราศ    ภิกษุสำคัญว่าอยู่ปราศ    เว้นแต่ภิกษุได้รับ

สมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       จีวรอยู่ปราศ   ภิกษุสงสัย    เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       จีวรอยู่ปราศ   ภิกษุสำคัญว่าไม่อยู่ปราศ    เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       จีวรยังไม่ได้ถอน   ภิกษุสำคัญว่าถอนแล้ว  เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้สละให้ไป   ภิกษุสำคัญว่าสละให้ไปแล้ว    เว้นแต่ภิกษุ

ได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่หาย     ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว      เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 741

        จีวรยังไม่ฉิบหาย     ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว    เว้นแต่ภิกษุได้รับ

สมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้  ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว   เว้นแต่ภิกษุได้

รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

         จีวรยังไม่ถูกโจรชิงไป     ภิกษุสำคัญว่าถูกโจรชิงไปแล้ว     เว้นแต่

ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

                                         ทุกกฏ    
       [๓๐]  ภิกษุไม่สละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์  บริโภค   ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรไม่อยู่ปราศ ภิกษุสำคัญว่าอยู่ปราศ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ จีวร ไม่อยู่ปราศ ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.

                                  ไม่ต้องอาบัติ
       จีวรไม่อยู่ปราศ  ภิกษุสำคัญว่าไม่อยู่ปราศ   บริโภค   ไม่ต้องอาบัติ.
                                    อนาปัตติวาร
       [๓๑]   ในภายในอรุณ    ภิกษุถอนเสีย   ๑   ภิกษุสละให้ไป  ๑    จีวร

หาย ๑ จีวรฉิบหาย ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป ๑ ภิกษุถือ วิสาสะ ๑ ภิกษุได้รับสมมติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                        จีวรวรรค สิกขาบทที่  ๒  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 742

                          จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๒
                           พรรณนาอุทโทสิตสิกขาบท
        อุทโทสิตสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  พุทฺโธ   ภควา   เป็นอาทิ

ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:- วินิจฉัยในอุทโทสิตสิกขาบทนั้น พึงทราบ ต่อไปนี้:-

           [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องภิกษุหลายรูป]
        บทว่า  สนฺตรุตฺตเรน    มีความว่า    อันตรวาสก  (ผ้านุ่ง)    ตรัส

เรียกว่า อันตระ. อุตราสงค์ (ผ้าห่ม) ตรัสเรียกว่า อุตตระ. ผ้าห่มกับ ผ้านุ่งชื่อว่า สันตรุตตระ. มีแต่ผ้าห่มกับผ้านุ่งนั้น. อธิบายว่า พร้อมด้วย ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก.

        บทว่า  ณฺณกิตานิ  ได้แก่ เกิดราเป็นจุดดำ ๆ ขาว ๆ   ในโอกาสที่

เหงื่อถูก.

        คำว่า อทฺทสา โข อายสฺมา อานนฺโท   เสนาสนจาริก  อาหิณฺฑนฺโต 

มีความว่า ได้ยินว่า พระเถระ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่พระ- คันธกุฏี เพื่อพระประสงค์จะพักผ่อนในกลางวัน ได้โอกาสนั้นแล้ว เก็บ ภัณฑะไม้ และภัณฑะดิน ที่เก็บไว้ไม่ดี ปัดกวาดสถานที่ที่ไม่ได้กวาด กระทำปฏิสันถารกับพวกภิกษุอาพาธ ไปถึงเสนาสนสถานแห่งภิกษุ เหล่านั้นได้เห็นแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า ท่านพระอานนท์ เที่ยวไปยังเสนาสนจาริกได้เห็นแล้วแล.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 743

                     [อนุบัญญัติแก้อรรถเรื่องภิกษุอาพาธ]
       คำว่า   อวิปฺปวาสสมฺมตึ    ทาตุ  มีความว่า  สมมติในการไม่อยู่ปราศ

(ไตรจีวร) ชื่ออวิปปวาสสมมติ. อนึ่ง สมมติ เพื่อการไม่อยู่ปราศ (ไตร จีวร) ชื่ออวิปปวาสสมมติ. ก็ในอวิปปวาสสมมตินี้ มีอานิสงส์อย่างไร ? ภิกษุอยู่ปราศจากจีวรผืนใด, จีวรผืนนั้น ย่อมไม่เป็นนิสสัคคีย์ และภิกษุ ผู้อยู่ปราศจากไม่ต้องอาบัติ. อยู่ปราศจากได้สิ้นเวลาเท่าไร  ? พระมหา- สุมเถระกล่าวไว้ก่อนว่า ชั่วเวลาที่โรคยิ่งไม่หาย, แต่เมื่อโรคหายแล้ว ภิกษุพึงรีบกลับมาสู่สถานที่เก็บจีวร ดังนี้. พระมหาปทุมเถระกล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นรีบด่วนมา โรคพึงกลับกำเริบขึ้น; เพราะฉะนั้น ควรจะ ค่อย ๆ มา, ก็ภิกษุยังแสวงหาพวกเกวียน หรือว่า ทำความผูกใจอยู่ว่า เราจะไป จำเดิมแต่กาลใด, จะอยู่ปราศจากจำเดิมแต่กาลนั้นไป ก็ควร, แต่เมื่อภิกษุทำการทอดธุระอย่างนี้ว่า เราจักยังไม่ไปในเวลานี้ พึงถอน เสีย, ไตรจีวรที่ถอนแล้วจักตั้งอยู่ในฐานะเป็นอติเรกจีวร ดังนี้.

        ถามว่า   ถ้าว่า   โรคของเธอกลับกำเริบขึ้น,    เธอจะพึงทำอย่างไร ?
        แก้ว่า   พระปุสสเทวเถระ   กล่าวไว้ก่อนว่า   ถ้าโรคนั้นนั่นเองกลับ

กำเริบขึ้น อวิปปวาสสมมตินั้นนั่นแล ยังคงเป็นสมมติอยู่ ไม่มีกิจที่จะ ต้องให้สมมติใหม่; ถ้าโรคอื่นกำเริบ, พึงให้สมมติใหม่ ดังนี้. พระ- อุปติสสเถระกล่าวว่า โรคนั้น หรือโรคอื่นก็ตาม จงยกไว้, ไม่มีกิจที่ จะต้องให้สมมติใหม่ ดังนี้.

        ส่วนในบทว่า  นิฏฺิตจีวรสฺมึ  ภิกฺขุนา นี้   บัณฑิตอย่าเข้าใจอรรถ

เหมือนในสิกขาบทก่อน พึงทราบอรรถแห่งตติยาวิภัตติ ด้วยอำนาจแห่ง ฉัฏฐีวิภัตติอย่างนี้ว่า นิฏฺิต จีวรสฺมึ ภิกฺขุโน เมื่อจีวรของภิกษุสำเร็จ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 744 แล้ว ดังนี้. เพราะอรรถด้วยอำนาจแห่งตติยาวิภัตติว่า กิจชื่อนี้ อันภิกษุ พึงกระทำ ดังนี้ ไม่มี, แต่ว่า อรรถด้วยอำนาจแห่งฉัฏฐีวิภัตติอย่างนี้ว่า เมื่อจีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว และเมื่อกฐินเดาะแล้ว ถ้าภิกษุมีปลิโพธขาด แล้วอย่างนี้ พึงอยู่ปราศจากไตรจีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง ดังนี้ ย่อมสมควร (เพราะเหตุใด; เพราะเหตุนั้น พึงทราบอรรถแห่งตติยาวิภัตติด้วยอำนาจ ฉัฏฐีวิภัตติ).

         บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ติจีวเรน   ได้แก่ จากบรรดาไตรจีวรที่

อธิษฐานแล้ว จีวรผืนใดผืนหนึ่ง. จริงอยู่ ภิกษุแม้อยู่ปราศจากจีวรผืน เดียว ก็จัดว่าเป็นผู้อยู่ปราศจากไตรจีวร เพราะเป็นผู้อยู่ปราศจาก (จีวร ผืนหนึ่ง) อันนับเนื่องในความสำเร็จเป็นไตรจีวร เพราะเหตุนั้นนั่นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า ติจีวเรน นั้น พระองค์จึงตรัสคำว่า สงฺฆาฏิยา เป็นต้น.

        บทว่า  วิปฺปวเสยฺย  คือ  พึงเป็นผู้อยู่ปราศจาก.
                  [อธิบายสถานที่เก็บจีวรและวิธีปฏิบัติ]
        คำว่า คาโม  เอกูปจาโร  เป็นอาทิ   ตรัสไว้เพื่อให้กำหนดลักษณะ

แห่งการไม่อยู่ปราศจาก (ไตรจีวร). ต่อจากคำว่า คาโม เอกูปจาโร เป็นต้นนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงขยายบทมาติกา ๑๕ บท เหล่านั้นนั่นแล ให้พิสดารตามลำดับ จึงตรัสว่า คาโม เอกูปจาโร นาม เป็นต้น. ในคำว่า คาโม เอกูปจาโร นั้น มีวินิจฉัยดังนี้:-

       พระราชวังของพระราชาพระองค์หนึ่ง     หรือบ้านของนายบ้านคน

หนึ่ง ชื่อว่าบ้านของตระกูลเดียว. บทว่า ปริกฺขิตฺโต มีความว่า ล้อม แล้วด้วยกำแพง ด้วยรั้ว หรือด้วยคู อย่างใดอย่างหนึ่ง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 745

         ท่านแสดงความที่บ้านของตระกูลเดียว         มีอุปจารเดียวด้วยคำมี

ประมาณเพียงเท่านี้.

        สองบทว่า อนฺโตคาเม วฏฺพฺพ  มีความว่า  ภิกษุจะเก็บจีวรไว้ใน

บ้านเช่นนี้แล้ว ให้อรุณขึ้นในที่ซึ่งตนชอบใจในละแวกบ้านย่อมควร.

        ด้วยบทว่า อปริกฺขิตฺโต  นี้     ท่านแสดงความที่บ้านนั้นนั่นแล    มี

อุปจารต่าง ๆ กัน.

        คำว่า ตสฺมึ   ฆเร  วฎฺพฺพ  มีความว่า   พึงอยู่ในเรือนหลังที่ตนเก็บ

จีวรไว้ในบ้านเห็นปานนั้น.

        หลายบทว่า หตฺถปาสา  วา  น  วิชหิตพฺพ  มีความว่า  อีกอย่างหนึ่ง

ไม่พึงละเรือนนั้น จากหัตถบาสโดยรอบ. มีคำอธิบายว่า ไม่พึงละให้ ห่างจากประเทศประมาณ ๒ ศอกคืบไป. ก็การอยู่ภายใน ๒ ศอกคืบ ย่อมสมควร. ล่วงเลยประมาณนั้นไป ถ้าแม้นภิกษุผู้มีฤทธิ์ยังอรุณให้ตั้ง ขึ้นในอากาศ ก็เป็นนิสสัคคีย์เหมือนกัน.

        ก็บัณฑิตพึงทราบการกำหนดเรือนในบทว่า  ยสฺมึ  ฆเร   ในวิสัยว่า

บ้านของตระกูลเดียวนี้ โดยลักษณะเป็นต้นว่า เป็นเรือนของตระกูลเดียว ดังนี้.

        คำว่า  นานากุลสฺส  คาโม  ได้แก่ ตำหนักแห่งพระราชาต่างพระองค์

กัน หรือบ้านของพวกนายบ้านต่าง ๆ เช่นเมืองไพศาลีและเมืองกุสินารา เป็นต้น.

       ด้วยบทว่า ปริกฺขิตฺโต  นี้      ท่านแสดงความที่บ้านของตระกูลต่าง

กัน มีอุปจารเดียวกัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 746

       ท่านกล่าวสภาด้วยลิงค์ตรงกันข้าม  ในคำว่า   สภาเย   วา     ทฺวารมูเล

วา นี้ ว่า สภาย

        บทว่า  ทฺวารมูเล   ได้แก่ ที่ใกล้ประตูเมือง   มีคำอธิบายว่า      หรือ

พึงอยู่ในเรือนที่ตนเก็บจีวรไว้ในบ้านเห็นปานนั้น. เมื่อภิกษุไม่อาจจะอยู่ ในเรือนนั้น แพราะเสียงอึกทึก หรือเพราะคนพลุกพล่าน พึงอยู่ในสภา หรือที่ใกล้ประตูเมือง. เมื่อไม่อาจอยู่แม้ในสภา หรือในที่ใกล้ประตูเมือง นั้น พึงอยู่ในที่ผาสุก แห่งใดแห่งหนึ่งแล้วมาในภายในอรุณ ไม่พึงละ จากหัตถบาส แห่งสภาและที่ใกล้ประตูเมืองนั้นเลย. ส่วนกิจที่ภิกษุจะพึง อยู่ในหัตถบาสแห่งเรือน หรือแห่งจีวร ไม่มีเลย.

        คำว่า สภาย  คจฺฉนฺเตน  หตฺถปาเส    จีวร  นิกฺขิปิตฺวา  มีความว่า

ถ้าว่า ภิกษุไม่เก็บไว้ในเรือน ไปยังสภาด้วยทำในใจว่า เราจักเก็บไว้ที่ สภา, เมื่อภิกษุนั้น ไปยังสภา พึงเหยียดแขนออกไปในหัตถบาส เก็บ จีวรไว้ที่ร้านตลาดบางร้าน ที่เป็นทางแห่งการเก็บไว้ คือ อยู่ในหัตถบาส อย่างนี้ว่า เอาเถอะ! เราจักเก็บจีวรนี้ไว้ แล้วพึงอยู่ที่สภา หรือที่ใกล้ ประตู หรือไม่พึงละ (จีวร) จากหัตถบาส โดยนัยก่อนนั่นแล.

               [มติต่าง ๆ ในสถานที่เก็บและการรักษาจีวร]
        ในวิสัยว่า  สภาเย   วา   ทฺวารมูเล วา  นี้   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
        พระปุสสเทวเถระ    กล่าวไว้ก่อนว่า   ไม่มีกิจจำเป็นที่จะต้องอยู่ใน

หัตถบาสแห่งจีวร, จะอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง จะเป็นหัตถบาสถนนก็ดี หัตถ- บาสสภาก็ดี หัตถบาสประตูก็ดี ย่อมสมควรทั้งนั้น ดังนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 747

        ส่วนพระอุปติสสเถระ   กล่าวว่า    เมืองมีประตูมากก็มี    มีสภามาก

ก็มี; เพราะฉะนั้น จะอยู่ในที่ทั่วไป ไม่สมควร, แต่ไม่พึงละจากหัตถ- บาสแห่งสภาและประตู ซึ่งมีอยู่ในที่ทรงหน้าแห่งถนนที่ตนเก็บจีวรไว้, จริงอยู่ เมื่อเป็นอย่างนี้ อาจจะทราบความเป็นไปแห่งจีวรได้ ดังนี้.

       แต่เมื่อภิกษุไปยังสภา      เก็บจีวรไว้ในมือของชาวร้านตลาดคนใด.

ถ้าชาวร้านตลาดคนนั้นไพล่นำจีวรนั้นไปเก็บไว้ที่เรือน, หัตถบาสถนน คุ้มไม่ได้, ภิกษุจะต้องอยู่ในหัตถบาสแห่งเรือนเท่านั้น. ถ้าเรือนใหญ่ ตั้งแผ่ครอบไปตลอดสองถนน, ภิกษุพึงให้อรุณตั้งขึ้นเฉพาะในหัตถบาส ทางข้างหน้า หรือทางข้างหลัง (แห่งเรือนนั้น). แต่ภิกษุเก็บ (จีวร) ฝากไว้ในสภา พึงให้อรุณขึ้นในสภา หรือที่ใกล้ประตูเมือง ตรงหน้า สภานั้น หรือว่า ในหัตถบาสแห่งสภา หรือที่ใกล้ประตูเมืองนั้นนั่นแล.

       ด้วยบทว่า  อปริกฺขิตฺโต  นี้    ท่านแสดงความที่บ้านนั้นนั่นแล  มี

อุปจารต่างกัน. พึงทราบความมีอุปจารเดียวกัน และมีอุปจารต่างกันใน บททั้งปวง โดยอุบายอย่างนี้เหมือนกัน. แต่ในพระบาลีพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกบทมาติกาขึ้นเพียงบทเดียว อันมีอยู่ในคำต้น อย่างนี้ว่า บ้าน ชื่อว่า มีอุปจารเดียว และอันตั้งอยู่ในที่สุดอย่างนี้ว่า ที่แจ้ง ชื่อว่า มี อุปจารเดียว แล้วขยายบทภาชนะให้พิสดาร. เพราะฉะนั้น ในทุกๆ บท พึงทราบความมีอุปจารเดียวกัน ด้วยอำนาจแห่งที่มีเครื่องล้อมเป็นต้น และความมีอุปจารต่างกัน ด้วยอำนาจแห่งที่ไม่มีเครื่องล้อมเป็นต้น โดย ทำนองแห่งบทนั้นนั่นแล.

       ในนิเวศน์ (เรือนพัก) เป็นต้น    มีวินิจฉัย  ดังนี้:-             
        บทว่า  โอวรกา  นี้   เป็นคำยักเรียกห้องทั้งหลายนั้น. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 748

         บทว่า  หตฺถปาสา  วา     ได้แก่ จากหัตถบาสแห่งห้อง     หรือแห่ง

เรือน.

         บทว่า  ทฺวารมูเล     ได้แก่  ในที่ใกล้ประตูเรือนอันสาธารณะแก่ชน

ทั้งปวงก็ดี.

          บทว่า  หตฺถปาสา วา  ได้แก่ จากหัตถบาสแห่งห้อง  หรือแห่งเรือน

หรือแห่งใกล้ประตูเรือน.

         ที่ชื่อว่าโรงเก็บของนั้น     ได้แก่    โรงเก็บสิ่งของมียวดยานเป็นต้น.

จำเดิมแต่โรงเก็บสิ่งของนี้ไป พึงทราบวินิจฉัย โดยนัยดังกล่าวแล้วใน เรือนพัก.

        ที่ชื่อว่าป้อมนั้น  ได้แก่  ที่อาศัยพิเศษ  ซึ่งเขาก่อด้วยอิฐ   เพื่อป้อง

กันพระราชาข้าศึกเป็นต้น มีฝาผนังหนา มีฟื้น ๔- ๕ ชั้น.

         ปราสาท ๔  เหลี่ยมจตุรัส    อันสงเคราะห์เข้าด้วยยอดเดียวกัน   ชื่อ

ว่า เรือนยอดเดียว. ปราสาทยาว ชื่อว่า ปราสาท. ปราสาทมีหลังคา ตัด (ปราสาทโล้น) ชื่อว่า ทิมแถว. อัพภันดรนั่นที่ท่านกล่าวไว้ในคำว่า ๗ อัพภันดร นี้ มีประมาณ ๒๘ ศอก.

        บทว่า สตฺโถ     มีความว่า     ถ้าหมู่เกวียนไปหยุดพักโอบหมู่บ้าน

หรือแม่น้ำ เนื่องเป็นอันเดียวกันกับหมู่เกวียนที่เข้าไปภายใน กระจายอยู่ ตลอดไปทั้งฝั่งในทั้งฝั่งนอก ย่อมได้บริหารว่า หมู่เกวียนแท้. ถ้าหมู่เกวียน ยังเนื่องกันอยู่ที่บ้าน หรือว่าที่แม่น้ำ, หมู่เกวียนที่เข้าไปภายในแล้ว ย่อม ได้บริหารว่า บ้าน และบริหารว่า แม่น้ำ. ถ้าหมู่เกวียนหยุดพักอยู่เลย วิหารสีมาไป, จีวรอยู่ภายในสีมา พึงไปยังวิหารแล้วอยู่ภายในสีมานั้น, ถ้าจีวรอยู่ในภายนอกสีมา, พึงอยู่ในที่ใกล้หมู่เกวียนนั่นแล. ถ้าหมู่เกวียน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 749 กำลังเดินทางเมื่อเกวียนหัก หรือโคหาย ย่อมขาดกันในระหว่าง, จีวรที่ เก็บไว้ในส่วนไหน พึงอยู่ในส่วนนั้น. หัตถบาสแห่งจีวรนั่นแล ชื่อว่า หัตถบาสในไร่นาของตระกูลเดียว. หัตถบาสแห่งประตูไร่นา ชื่อว่า หัตถบาสในไร่นาของตระกูลต่างกัน, หัตถบาสแห่งจีวรเท่านั้น ชื่อว่า หัตถบาสในไร่นาที่ไม่ได้ล้อม.

       ลาน ท่านเรียกว่า  ธัญญกรณ์  (ลานนวดข้าวเปลือก).  สวนดอกไม้

หรือสวนผลไม้ท่านเรียกว่า สวน. ในลานนวดข้าวและสวนทั้งสอง มี วินิจฉัยเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในไร่นานั่นแล. ในบทว่า วิหาร ก็มี วินิจฉัยเช่นเดียวกับเรือนพักนั่นเอง.

       ในรุกขมูล  พึงทราบวินิจฉัย  ดังนี้:-
         บทว่า  อนฺโตฉายาย   คือ   เฉพาะภายในโอกาสที่เงาแผ่ไปถึง.  แต่

จีวรที่ภิกษุเก็บไว้ในโอกาสที่แดดถูก แห่งต้นไม้มีกิ่งโปร่งเป็นนิสสัคคีย์ แท้. เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงเก็บจีวรไว้ที่เงาแห่งกิ่งไม้ หรือที่เงาแห่ง ลำต้นของต้นไม้เช่นนั้น. ถ้าจะเก็บไว้บนกิ่งหรือบนค่าคบ, พึงวางไว้ใน โอกาสที่เงาแห่งกิ่งไม้ต้นอื่นข้างบนแผ่ไปถึงเท่านั้น. เงาของต้นไม้เตี้ย ย่อมแผ่ทอดไปไกล, พึงเก็บไว้ในโอกาสที่เงาแผ่ไปถูก. ควรจะเก็บไว้ใน ที่เงาทึบเท่านั้น. หัตถบาส แม้ในอธิการแห่งโคนไม้นี้ ก็คือหัตถบาส แห่งจีวรนั่นเอง.

        คำว่า อคามเก  อรญฺเ  มีความว่า  ป่าที่ชื่อว่าหาบ้านมิได้   ย่อม

ได้ในป่ามีดงดิบเป็นต้น (ดงวิชฌาฏวีเป็นต้น) หรือบนหมู่เกาะ ซึ่งไม่ เป็นทางเที่ยวไปของพวกชาวประมง ในท่ามกลางสมุทร.

         คำว่า  สนฺตา  สตฺตพฺภนฺตรา  มีความว่า  ๗  อัพภันดร  ในทิศทั้งปวง 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 750 แห่งบุคคลผู้ยืนอยู่ที่ตรงกลาง รวมเป็น ๑๔ อัพภันดร โดยทแยง. ภิกษุ นั่งตรงกลาง ย่อมรักษาจีวรที่เก็บไว้ในที่สุดรอบแห่งทิศตะวันออก หรือ ทิศตะวันตก. แต่ถ้าว่า ภิกษุเดินไปสู่ทิศตะวันออก แม้เพียงเส้นผมเดียว ในเวลาอรุณขึ้น จีวรในทิศตะวันตกเป็นนิสสัคคีย์. ในจีวรนอกจากนี้ ก็นัยนี้. ก็แลในเวลากระทำอุโบสถ พึงชำระสัตตัพภันตรสีมาให้หมดจด ตั้งแต่ภิกษุผู้นั่งในที่สุดท้ายแห่งบริษัท. ภิกษุสงฆ์ขยายไปตลอดที่ประมาณ เท่าใด, แม้สีมาก็ขยายออกไปตลอดที่ประมาณเท่านั้น.

        ในคำว่า อนิสฺสชฺชิตฺวา  ปริภุญฺชติ   อาปตฺติ  ทุกฺกฏสฺส นี้  อาจารย์

บางพวกกล่าวว่า ถ้าภิกษุผู้ประกอบความเพียร บำเพ็ญเพียรตลอดคืนยัง รุ่งใฝ่ใจว่า เราจักสรงน้ำในเวลาใกล้รุ่ง จึงออกไป วางจีวรทั้ง ๓ ผืน ไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วลงสู่แม่น้ำ, และเมื่อเธออาบอยู่นั่นเอง อรุณขึ้น, เธอ พึงกระทำอย่างไร ? ด้วยว่า เธอถ้าขึ้นมาแล้วนุ่งห่มจีวร, ย่อมต้องทุกกฏ เพราะไม่เสียสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์แล้วใช้สอยเป็นปัจจัย, ถ้าเธอเปลือย กายไป แม้ด้วยการเปลือยกายไปอย่างนั้น ก็ต้องทุกกฏ.

           ตอบว่า   เธอไม่ต้อง,   เพราะว่า   เธอตั้งอยู่ในฐานะแห่งภิกษุผู้มีจีวร

หาย เพราะจีวรเหล่านั้น เป็นของไม่ควรบริโภค ตราบเท่าที่ยังไม่พบภิกษุ รูปอื่นแล้วกระทำวินัยกรรม, และชื่อว่า สิ่งที่ไม่สมควรแก่ภิกษุผู้มีจีวร หาย ไม่มี; เพราะฉะนั้น เธอพึงนุ่งผืนหนึ่ง เอามือถือสองผืนไปสู่ วิหารแล้วกระทำวินัยกรรม ถ้าว่า วิหารอยู่ไกล, ในระหว่างทางมีพวก ชาวบ้านสัญจรไปมา, เธอพบพวกชาวบ้านเหล่านั้น พึงนุ่งผืนหนึ่ง ห่ม ผืนหนึ่ง วางผืนหนึ่งไว้บนจะงอยบ่าแล้วพึงเดินไป. ถ้าหากไม่พบภิกษุที่ ชอบพอกันในวิหาร, ภิกษุทั้งหลายไปเที่ยวภิกษาจารเสีย, เธอพึงวางผ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 751 สังฆาฎิไว้ภายนอกบ้าน ไปสู่โรงฉัน ด้วยผ้าอุตราสงค์กับอันตรวาสก แล้ว กระทำวินัยกรรม. ถ้าในภายนอกรบ้าน มีโจรภัย พึงห่มสังฆาฏิไป ด้วย, ถ้าโรงฉันคับแคบมีคนพลุกพล่าน, เธอไม่อาจเปลื้องจีวรออก ทำ วินัยกรรมในด้านหนึ่งได้, พึงพาภิกษุรูปหนึ่งไปนอกบ้านกระทำวินัยกรรม แล้วใช้สอยจีวรทั้งหลายเถิด.

        ถ้าภิกษุทั้งหลาย    ให้บาตรและจีวรไว้ในมือแห่งภิกษุหนุ่มทั้งหลาย

กำลังเดินทางไป มีความประสงค์จะนอนพัก ในปัจฉิมยาม, พึงกระทำ จีวรของตน ๆ ไว้ในหัตถบาสก่อนแล้วนอน. ถ้าเมื่อพวกภิกษุหนุ่มมา ไม่ทัน อรุณขึ้นไปแก่พระเถระทั้งหลายผู้กำลังเดินไปนั้นแล, จีวรทั้งหลาย ย่อมเป็นนิสสัคคีย์ ส่วนนิสัยไม่ระงับ. เมื่อพวกภิกษุหนุ่มเดินล่วงหน้าไป ก่อนก็ดี พระเถระทั้งหลายเดินตามไม่ทันก็ดี มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. แม้เมื่อภิกษุทั้งหลายพลัดทางไม่เห็นกันและกันในป่าก็มีนัยอย่างนี้เหมือน กัน. ก็ถ้าพวกภิกษุหนุ่มเรียนว่า ท่านขอรับ ! พวกกระผมจักนอนพัก สักครู่หนึ่งแล้ว จักตามไปทันพวกท่านในโอกาสชื่อโน้น ดังนี้แล้ว นอน อยู่จนอรุณขึ้น, จีวรเป็นนิสสัคคีย์ด้วย นิสัยก็ระงับด้วย. แม้เมื่อพระเถระ ทั้งหลายส่งพวกภิกษุหนุ่มไปก่อนแล้วนอน ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. พบ ทางสองแพร่ง พระเถระทั้งหลายบอกว่า ทางนี้, พวกภิกษุหนุ่มเรียนว่า ทางนี้ ไม่เชื่อถือถ้อยคำของกันและกัน ไปเสีย (แยกทางกันไป), แม้ พร้อมกับอรุณขึ้น จีวรทั้งหลายเป็นนิสสัคคีย์ และนิสัยย่อมระงับ.

          ถ้าพวกภิกษุหนุ่มแวะออกจากทางกล่าวว่า      พวกเราจักกลับมาให้

ทันภายในอรุณทีเดียว แล้วเข้าไปยังบ้านเพื่อต้องการเภสัชกำลังเดินมา, และอรุณขึ้นไปแก่พวกเธอผู้กลับมายังไม่ถึงนั่นเอง, จีวรทั้งหลายเป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 752 นิสสัคคีย์ แต่นิสัยไม่ระงับ. ก็ถ้าว่าพวกเธอกล่าวว่า พวกเรายืนสักครู่ หนึ่งแล้วจักไป แล้วยืน หรือนั่ง เพราะกลัวแม่โคนม (แม่โคลูกอ่อน) หรือเพราะกลัวสุนัขแล้วจึงเดินไป, เมื่ออรุณขึ้นในระหว่างทาง จีวร ทั้งหลายเป็นนิสสัคคีย์ด้วย นิสัยก็ระงับด้วย. เมื่อภิกษุทั้งหลาย (เมื่อ อาจารย์และอันเตวาสิก) เข้าไปสู่บ้านภายในสีมาด้วยใส่ใจว่า เราจักมาใน ภายในอรุณขึ้นนั่นเทียว อรุณขึ้นในระหว่าง, จีวรทั้งหลายไม่เป็นนิสสัคคีย์ นิสัยก็ไม่ระงับ. ก็ถ้าว่าภิกษุทั้งหลายนั่งอยู่ด้วยไม่ใส่ใจว่า ราตรีจงสว่าง หรือไม่ก็ตามที แม้เมื่ออรุณขึ้นแล้ว จีวรไม่เป็นนิสสัคคีย์ แต่นิสัยย่อม ระงับ.

        ก็ภิกษุเหล่าใดเข้าไปสู่โรงในภายนอกอุปจารสีมาด้วยทั้งที่ยังมีอุต-

สาหะว่า เราจักมาในภายในอรุณนั้นแล เพื่อประโยชน์แก่กรรม มีอุป- สมบทกรรมเป็นต้น, อรุณตั้งขึ้นที่โรงนั้น แก่พวกเธอ, จีวรเป็นนิส- สัคคีย์ แต่นิสัยไม่ระงับ. ภิกษุทั้งหลายเข้าไปสู่โรงนั้นนั่นแลภายในอุปจาร- สีมา, เมื่ออรุณตั้งขึ้น จีวรไม่เป็นนิสสัคคีย์ นิสัยก็ไม่ระงับ. แต่ภิกษุ เหล่าใด ยังมีอุตสาหะไปยังวิหารใกล้เคียง เพื่อประสงค์จะฟังธรรม ตั้งใจว่า จักมาให้ทันภายในอรุณ, แต่อรุณขึ้นไปแก่พวกเธอในระหว่าง ทางนั่นเอง จีวรทั้งหลายเป็นนิสสัคคีย์ แต่นิสัยยังไม่ระงับ. ถ้าพวกเธอ นั่งอยู่ด้วยเคารพในธรรมว่า พวกเราฟังจนจบแล้วจึงจักไป พร้อมกับ อรุณขึ้น แม้จีวรทั้งหลายก็เป็นนิสสัคคีย์ ทั้งนิสัยก็ระงับ.

        พระเถระ    เมื่อจะส่งภิกษุหนุ่มไปสู่ละแวกบ้าน     เพื่อต้องการชัก

จีวร พึงปัจจุทธรณ์จีวรของตนก่อนแล้วจึงให้ไป. แม้จีวรของภิกษุหนุ่ม ก็พึงให้ปัจจุทธรณ์แล้วเก็บไว้. ถ้าภิกษุหนุ่มไปแม้ด้วยไม่มีสติ, พระเถระ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 753 พึงถอนจีวรของคนแล้ว ถือเอาจีวรของภิกษุหนุ่มด้วยวิสาสะ พึงเก็บไว้. ถ้าพระเถระระลึกไม่ได้ แต่ภิกษุหนุ่มระลึกได้ ภิกษุหนุ่มพึงถอนจีวรของ คน แล้วถือเอาจีวรของพระเถระด้วยวิสาสะแล้วไปเรียนว่า ท่านขอรับ ท่านจงอธิษฐานจีวรของท่านเสียแล้วใช้สอยเถิด. จีวรของตน เธอก็พึง อธิษฐาน. แม้ด้วยความระลึกได้ของภิกษุรูปหนึ่งอย่างนี้ ก็ย่อมพ้นอาบัติ ได้แล. คำที่เหลือมีอรรถอันตื้นทั้งนั้น.

      บรรดาปกิณกะมีสมุฎฐานเป็นต้น   ในปฐมกฐินสิกขาบทเป็นอกิริยา

คือไม่อธิษฐานและไม่วิกัป ในสิกขาบทนี้เป็นอกิริยา คือไม่ปัจจุทธรณ์ (ไม่ถอน) อันนี้เท่านั้นเป็นความแปลกกัน. คำที่เหลือในฐานะทั้งหมด มีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้นแล.

                           พรรณนาอุทโทสิตสิกขาบท  จบ
                                จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๓
                                     เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง
       [๓๒]  โดยสมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น อกาลจีวรเกิดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เธอจะทำจีวร* ก็ไม่พอ จึงเอาจีวรนั้นจุ่มน้ำ ตากแล้วดึงเป็นหลายครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ทอดพระเนตรเห็นเธอเอาจีวรนั้นจุ่มน้ำตากแล้วดึงเป็นหลายครั้ง จึงเสด็จ

  • ไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 754 เข้าไปหาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจุ่มจีวรนี้ลงในน้ำแล้วดึงเป็น หลายครั้ง เพื่อประสงค์อะไร

        ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า   อกาสจีวรผืนนี้เกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้า  จะ

ทำจีวรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้จุ่มจีวรนี้ตากแล้วดึง เป็นหลายครั้ง พระพุทธเจ้าข้า

        ภ.  ก็เธอยังมีหวังจะได้จีวรมาอีกหรือ
        ภิ.  มี  พระพุทธเจ้าข้า
                                ทรงอนุญาตอกาลจีวร 
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราอนุญาตให้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้ได้

โดยมีหวังว่าจะได้จีวรใหม่มาเพิ่มเติม.

        [๓๓]  ก็โดยสมัยนั้นแล  ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงอนุญาตให้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้ได้ โดยมีหวังว่าจะได้จีวรใหม่มา เพิ่มเติม จึงรับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือน จีวรเหล่านั้นเธอห่อ แขวนไว้ที่สายระเดียง

        ท่านพระอานนท์เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ     ได้เห็นจีวรเหล่านั้น

ซึ่งภิกษุทั้งหลายห่อแขวนไว้ที่สายระเดียง ครั้นแล้วจึงถามภิกษุทั้งหลายว่า จีวรเหล่านี้ของใครห่อแขวนไว้ที่สายระเดียง

        ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า     อกาลจีวรเหล่านี้ของพวกกระผม ๆ เก็บไว้

โดยมีหวังว่าจะได้จีวรใหม่มาเพิ่มเติม

         อา.   เก็บไว้นานเท่าไรแล้ว                                         

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 755

        ภิ.  นานกว่าหนึ่งเดือน   ขอรับ  
       ท่านพระอานนท์จึงเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาว่า   ไฉนภิกษุ

ทั้งหลาย จึงได้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือนเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                             ประชุมสงฆ์สอบถาม
        ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุรับอกาลจีวรแล้วเก็บ ไว้เกินหนึ่งเดือน จริงหรือ

        ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                   ทรงติเตียน
        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       การ

กระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น จงได้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือนเล่า การกระทำของภิกษุ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่ แท้ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชน บางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 756

                           ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น    โดยอเนกปริยายดังนี้ 

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนั้นแล  เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                 พระบัญญัติ
        ๒๒.    ๓.   จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว   กฐินเดาะเสียแล้ว  อกาล-

จีวรเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ภิกษุหวังอยู่ก็พึงรับ ครั้นรับแล้ว พึงรีบให้ทำ ถ้า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 757 ผ้านั้นมีไม่พอ เมื่อความหวังจะได้มีอยู่ ภิกษุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้ เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจีวรที่ยังบกพร่องจะได้พอกัน ถ้าเก็บไว้ ยิ่งกว่ากำหนดนั้น แม้ความหวังว่าจะได้มีอยู่ ก็เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง อาบัติปาจิตตีย์.

                                 เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง  จบ
                                   สิกขาบทวิภังค์
       [๓๔]   บทว่า จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว    ความว่า    จีวรของภิกษุ

ทำสำเร็จแล้วก็ดี หายเสียก็ดี ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมด หวังว่าจะได้ทำจีวรก็ดี

        คำว่า กฐินเดาะเสียแล้ว  คือ เดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใดอันหนึ่ง

ในมาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง

       ที่ชื่อว่า อกาลจีวร ได้แก่ ผ้าที่เมื่อไม่ได้กรานกฐินเกิดได้ตลอด  ๑๑ 

เดือน เมื่อได้กรานกฐินแล้ว เกิดได้ตลอด ๗ เดือน แม้ผ้าที่เขาเจาะจง ให้เป็นอกาลจีวรถวายในกาล นี่ก็ชื่อว่าอกาลจีวร.

       บทว่า เกิดขึ้น  คือ  เกิดแต่สงฆ์ก็ตาม    แต่คณะตาม    แต่ญาติ

ก็ตาม แต่มิตรก็ตาม แต่ที่บังสกุลก็ตาม แต่ทรัพย์ของตนก็ตาม.

       [๓๕]  บทว่า หวังอยู่  คือ  เมื่อต้องการก็พึงรับไว้
        คำว่า  ครั้นรับแล้วพึงรับให้ทำ  คือ   พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๑๐ วัน 
       [๓๖]  พากย์ว่า  ถ้าผ้านั้นมีไม่พอ   คือ   จะทำไตรจีวรผืนใดผืน

หนึ่งไม่เพียงพอ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 758

       พากย์ว่า  ภิกษุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง  คือ

เก็บไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างนาน

       คำว่า  เพื่อจีวรที่ยังบกพร่องจะได้พอกัน  คือ  เพื่อประสงค์จะยัง

จีวรที่บกพร่องให้บริบูรณ์

       พากย์ว่า  เมื่อความหวังว่าจะได้มีอยู่  คือ  มีความหวังว่าจะได้มา

แต่สงฆ์ก็ตาม แต่คณะก็ตาม แต่ญาติก็ตาม แต่มิตรก็ตาม แต่ที่บังสุกุล ก็ตาม แต่ทรัพย์ของตนก็ตาม

                                     จีวรที่มีหวัง
        [๓๗]  พากย์ว่า   ถ้าเก็บรู้ยิ่งกว่ากำหนดนั้น    แม้ความหวังว่า

จะได้มีอยู่ อธิบายว่า จีวรเดิมเกิดขึ้นในวันนั้น จีวรที่หวังก็เกิดในวันนั้น พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๒  วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๓  วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๔   วัน    จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๕   วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๖  วัน      จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 759

       จีวรเดิมเกิดได้     ๗  วัน    จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๘   วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้      ๙   วัน    จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้     ๑๐  วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๑๑  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๑๒  วัน      จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๑๓  วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้   ๑๔    วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๑๕   วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๑๖  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้   ๑๗   วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด    พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 760

         จีวรเดิมเกิดได้    ๑๘   วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้      ๑๙  วัน     จีวรที่หวังจึงเกิด     พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้    ๒๐  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด       พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๑๐ วัน

         จีวรเดิมเกิดได้   ๒๑  วัน      จีวรที่หวังจึงเกิด        พึงให้ทำให้เสร็จ 

ใน ๙ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๒  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด         พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๘ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๓  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด         พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๗ วัน

        จีวรเดิมเกิดได้  ๒๔  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด         พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๖ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๕  วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด         พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๕ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๖   วัน       จีวรที่หวังจึงเกิด             พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๔ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๗  วัน        จีวรที่หวังจึงเกิด             พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๓ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้   ๒๘  วัน        จีวรที่หวังจึงเกิด             พึงให้ทำให้เสร็จ

ใน ๒ วัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 761

       จีวรเดิมเกิดได้  ๒๙  วัน  จีวรที่หวังจึงเกิด  พึงให้ทำให้เสร็จ        

ใน ๑ วัน

       จีวรเดิมเกิดได้  ๓๐ วัน  จีวรที่หวังจึงเกิด  พึงอธิษฐาน  พึงวิกัปไว้

พึงสละให้ผู้อื่นไปในวันนั้นแหละ ถ้าไม่อธิษฐานไม่วิกัปไว้ หรือไม่สละ ให้ผู้อื่นไป เมื่ออรุณที่ ๓๑ ขึ้นมา จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำ ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น  อย่างนี้:-
                                    วิธีเสียสละ
                        เสียสละแก่สงฆ์                                                
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่านเจ้าข้า  อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วงเดือนหนึ่ง  เป็น

ของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านเจ้าข้า  ของสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  อกาลจีวรผืนนี้ของภิกษุมี

ชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                           เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 762

        ท่านเจ้าข้า   อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    ล่วงเดือนหนึ่ง    เป็น

ของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

     ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ   พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย    ขอจงฟังข้าพเจ้า   อกาลจีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ภิกษุ มีชื่อนี้

                            เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่าน  อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า  ล่วงเดือนหนึ่ง  เป็นของจำ

จะสละ ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่ท่าน

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

        [๓๘]    เมื่อจีวรเดิมเกิดขึ้นแล้ว    จีวรที่หวังจึงเกิดขึ้น    เนื้อผ้าไม่

เหมือนกัน และราตรียังเหลืออยู่ ภิกษุไม่ต้องการ ก็ไม่พึงให้ทำ.

                                 บทภาชนีย์
                        นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์
         [๓๙]     จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว  ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 763

        จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว     ภิกษุสงสัย    เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

        จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว      ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน   ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ได้วิกัป  ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

        จีวรยังไม่ได้สละให้ไป  ภิกษุสำคัญว่าสละให้ไปแล้ว   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่หาย  ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ฉิบหาย  ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว  เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้     ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไม้แล้ว    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        จีวรยังไม่ถูกโจรชิงไป    ภิกษุสำคัญว่าถูกโจรชิงไปแล้ว   เป็นนิส- 

สัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

                                       ทุกกฏ                                                    
        [๔๐]  จีวรเป็นนิสสัคคีย์  ภิกษุไม่เสียสละ   บริโภค  ต้องอาบัติ

ทุกกฏ จีวรยังไม่ล่วงเดือนหนึ่ง ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว บริโภค ต้อง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 764 อาบัติทุกกฏ จีวรยังไม่ล่วงเดือนหนึ่ง ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติ ทุกกฏ.

                                       ไม่ต้องอาบัติ
       จีวรยังไม่ล่วงเดือนหนึ่ง  ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง  บริโภค  ไม่ต้อง

อาบัติ.

                                        อนาปัตติวาร
       [๔๑]  ในภายในหนึ่งเดือน  ภิกษุอธิษฐาน  ๑    ภิกษุวิกัปไว้  ๑

ภิกษุสละให้ไป ๑ จีวรหาย ๑ จีวรฉิบหาย ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจร ชิงเอาไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                        จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๓  จบ
                              จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๓
                              พรรณนาตติยกฐินสิกขาบท
             ตติกฐินสิกขาบทว่า  เตน   สมเยน   เป็นต้น     ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:- พึงทราบวินิจฉัยตติยกฐินสิกขาบท ดังต่อไปนี้:-

                       [แก้อรรถเรื่องภิกษุรูปหนึ่ง]
       หลายบทว่า  อุสฺสาเปตฺวา  ปุนปฺปุน    วิมชฺชติ   มีความว่า   ภิกษุ

นั่นสำคัญว่า เมื่อรอยย่นหายแล้ว จีวรนี้ จักใหญ่ขึ้น จึงเอาน้ำรด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 765 เอาเท้าเหยียบ เอามือดึงขึ้นแล้วรีดทีหลัง. จีวรนั้นแห้งแล้วด้วยแสงแดด ก็มีประมาณเท่าเดิมนั่นแล. ภิกษุนั้นก็กระทำอย่างนั้นซ้ำอีก เพราะเหตุ นั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า ดึงขึ้นแล้วรีดเป็นหลายครั้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็น ภิกษุนั้นลำบากอยู่อย่างนั้น จึงเสด็จออกประดุจเสด็จไปสู่เสนาสนจาริก ได้เสด็จไปในที่นั้น. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า อทฺทสา โข ภควา เป็นต้น.

        บทว่า   เอกาทสมาเส  ได้แก่  ตลอด  ๑  เดือนที่เหลือ  เว้นเดือน

กัตติกาหลัง หนึ่งเดือน.

        บทว่า  สตฺตมาเส    ได้แก่ ๗  เดือนที่เหลือ  เว้น  ๕  เดือน   คือ

เดือนกัตติกานั้นด้วย ๔ เดือนฤดูฝนด้วย.

         [แก้อรรถสิกขาบทวิภังค์ว่าด้วยความหวังจะได้จีวร]
        หลายบทว่า   กาเลปิ    อาทิสฺส   ทินฺน    มีความว่า    จีวรที่ทายก

อุทิศถวายแก่สงฆ์ว่า นี้เป็นอกาลจีวร หรือที่ทายกถวายแก่บุคคลผู้เดียว ว่า ข้าพเจ้าถวายจีวรนี้แก่ท่าน ดังนี้.

        บทว่า  สงฺฆโต    วา   มีความว่า   จีวรเกิดขึ้นจากสงฆ์ด้วยอำนาจ

แห่งส่วนที่ถึงแก่ตนก็ดี.

        บทว่า  คณโต  วา  มีความว่า  พวกทายกย่อมถวายแก่คณะอย่างนี้

ว่า พวกข้าพเจ้าถวายจีวรนี้แก่คณะแห่งภิกษุผู้เรียนพระสูตร, ถวายจีวรนี้ แก่คณะแห่งภิกษุผู้เรียนพระอภิธรรม, จีวรพึงเกิดขึ้นจากคณะนั้นด้วย อำนาจเเห่งส่วนที่ถึงแก่ตนก็ดี.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 766

        คำว่า  โน  จสฺส   ปาริปูริ   คือ  ถ้าผ้านั้นยังไม่พอ.    อธิบายว่า

จีวรที่ควรอธิษฐานได้ อันภิกษุทำอยู่ด้วยผ้าประมาณเท่าใดจึงจะพอ, ถ้า จีวรนั้น ประมาณเท่านั้นยังไม่มี คือขาดไป

        ในคำว่า   ปจฺจาสา โหติ   สงฺฆโต   วา  เป็นต้น   มีวินิจฉัย  ดังนี้:-
        มีความหวังจากสงฆ์  หรือจากคณะอย่างนี้ว่า  ณ วันชื่อโน้น   สงฆ์

จักได้จีวร, คณะจักได้จีวร, จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรา จากสงฆ์ หรือจาก คณะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า มีความหวังจากญาติ หรือจากมิตร อย่างนี้ว่า ผ้าพวกญาติส่งมาแล้ว พวกมิตรส่งมาแล้วแก่เราเพื่อประโยชน์ แก่จีวร, ชนเหล่านั้นมาแล้ว จักถวายจีวร.

        ก็ในบทว่า   ปสุกูลโต    วา   ผู้ศึกษาพึงประกอบคำว่า    มีความ

หวังจะได้ อย่างนี้ว่า เราจักได้ผ้าบังสกุลก็ตาม.

        สองบทว่า  อตฺตโน  วา  ธเนน  ความว่า   มีความหวังอย่างนี้ว่า

เราจักได้ในวันชื่อโน้นด้วยทรัพย์มีฝ้ายและด้ายเป็นต้น ของตนก็ตาม.

          ข้อว่า  ตโต   เจ  อุตฺตรึ   นิกฺขิเปยฺย     สติยาปิ     ปจฺจาสาย  มีความว่า

ถ้าหากภิกษุพึงเก็บไว้เกินกว่าเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง, เป็นนิสสัคคิย- ปาจิตตีย์.

        แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้อย่างนี้    เพราะเมื่อจีวรที่หวังจะได้

มาเกิดขึ้นในระหว่าง จีวรที่หวังจะได้มาซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จีวรเดิมเกิด ในรูป จนถึงวันที่ ๒๐ ย่อมทำจีวรเดิมให้มีคติแห่งตน, ต่อจากวันที่ ๒๐ นั้นไป จีวรเดิมย่อมทำจีวรที่หวังจะได้มาให้มีคติแห่งตน; ก็เพราะเหตุนั้น เพื่อทรงแสดงความพิเศษนั้นจึงตรัสบทภาชนะโดยนัยมีอาทิว่า ตทหุปฺ- ปนฺเน มูลจีวเร ดังนี้. คำว่า. คำว่า ตทหุปฺปนฺเน เป็นต้น มีอรรถกระจ่างทีเดียว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 767

        คำว่า   วิสภาเค   อุปฺปนฺเน   มูลจีวเร   มีความว่า    ถ้าว่าจีวรเดิม

เนื้อละเอียด จีวรที่หวังจะได้มา เนื้อหยาบ ไม่อาจเพื่อประกอบเข้ากันได้ และราตรีก็ยังมีเหลือ คือยังไม่เต็มเดือนก่อน.

       บทว่า  น   อกามา  มีความว่า  ภิกษุเมื่อไม่ปรารถนาก็ไม่พึงให้ทำ

จีวร. ได้จีวรที่หวังจะได้มาอื่นแล้วเท่านั้น พึงกระทำในภายในกาล. แม้จีวรที่หวังจะได้มา พึงอธิษฐานเป็นบริขารโจล. ถ้าจีวรเดิมเป็นผ้า เนื้อหยาบ, จีวรที่หวังจะได้มาเป็นผ้าเนื้อละเอียด พึงอธิษฐานจีวรเดิม ให้เป็นบริขารโจล แล้วเก็บจีวรที่หวังจะได้มานั่นแล ให้เป็นจีวรเดิม. จีวรนั้นย่อมได้บริหารอีกเดือนหนึ่ง ภิกษุย่อมได้เพื่อผลัดเปลี่ยนกันและกัน เก็บไว้เป็นจีวรเดิมจนตราบเท่าที่ตนปรารถนา โดยอุบายนี้นั้นแล. คำที่ เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น. ปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นเดียวกับ ปฐมกฐินสิกขาบทนั้นแล.

                         พรรณนาตติยกฐินสิกขาบทที่ ๓  จบ
                               จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๔ 
                                     เรื่องพระอุทายี
       [๔๒]    โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ปุราณทุติยิกา ของท่านพระอุทายี บวชอยู่ในสำนักภิกษุณี นางมายังสำนักท่านพระ- อุทายีเสมอ แม้ท่านพระอุทายีก็ไปยังสำนักภิกษุณีนั้นเสมอ และบางครั้ง ก็ฉันอาหารอยู่ในสำนักภิกษุณีนั้น เช้าวันหนึ่ง ท่านพระอุทายีครอง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 768 อันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวรเข้าไปหาภิกษุณีนั้นถึงสำนัก ครั้นแล้ว นั่งบนอาสนะ เปิดองค์กำเนิดเบื้องหน้าภิกษุณีนั้น แม้ภิกษุณีนั้นก็นั่ง บนอาสนะ เปิดองค์กำเนิดเบื้องหน้าท่านพระอุทายี ๆ มีความกำหนัด ได้เพ่งดูองค์กำเนิดของนาง อสุจิได้เคลื่อนจากองค์กำเนิดของท่านพระ- อุทายี ๆ ได้พูดเคาะนางว่า ดูก่อนน้องหญิง เธอจงไปหาน้ำมา ฉันจะ ซักผ้าอันตรวาสก

         นางบอกว่า   ส่งมาเถิดเจ้าข้า    ดิฉันเองจักซักถวาย    ครั้นแล้วนาง

ได้ดูดอสุจินั้นของท่านส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้สอดเข้าไปในองค์กำเนิด นางได้ตั้งครรภ์เพราะเหตุนั้นแล้ว

       ภิกษุณีทั้งหลายได้พูดกันอย่างนี้ว่า      ภิกษุณีรูปนี้มิใช่พรหมจาริณี

ภิกษุณีรูปนี้จึงมีครรภ์

       นางพูดว่า   แม่เจ้า  ดิฉันมิใช่พรหมจาริณีก็หาไม่   ครั้นแล้วนางได้

แจ้งความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย

       ภิกษุณีทั้งหลาย   พากันเพ่งโทษ   ติเตียน  โพนทะนาว่า ไฉนท่าน

พระอุทายี จึงได้ให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า แล้วแจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย

        บรรดาภิกษุผู้มักน้อย   สันโดษ    มีความละอาย    มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี จึงได้ให้ภิกษุณีซักจีวรเก่าเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                            ประชุมสงฆ์สอบถาม
       ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่าน พระอุทายีว่า ดูก่อนอุทายี ข่าวว่า เธอให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า จริงหรือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 769

        ท่านพระอุทายีทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
        ภ.  นางเป็นญาติของเธอ  หรือมิใช่ญาติ
        อุ.   มิใช่ญาติ   ทรงพระพุทธเจ้าข้า
                                    ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษ  การกระทำ

ของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ บุรุษที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร การกระทำ อันน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใสของสตรีที่มิใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักจีวรเก่าได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่ เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่ยังเลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความ เป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

                            ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุทายี  โดยอเนกปริยายดังนี้ 

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

       ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น     ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น

แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 770

        ก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล    เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ
           ๒๓.  ๔.     อนึ่ง      ภิกษุใด  ยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักก็ดี  ให้

ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                                เรื่องพระอุทายี  จบ
                                 สิกขาบทวิภังค์
       [๔๓]  บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด   มีการ

งานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด ธรรมเครื่องอยู่อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม เป็นนวกะ ก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 771

       บทว่า  ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤิตภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระ- อเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดา ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

        ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน  ทางมารดาก็ดี ทาง

บิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก

        ที่ชื่อว่า  ภิกษุณี   ได้แก่  สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒  ฝ่าย 
        ที่ชื่อว่า   จีวรเก่า  ได้แก่  ผ้านุ่งแล้วหนหนึ่งก็ดี   ห่มแล้วหนหนึ่งก็ดี
        ภิกษุสั่งว่า  จงซัก    ต้องอาบัติทุกกฏ    จีวรที่ภิกษุณีซักแล้วเป็น

นิสสัคคีย์

        ภิกษุสั่งว่า  จงย้อม   ต้องอาบัติทุกกฏ    จีวรที่ภิกษุณีย้อมแล้วเป็น

นิสสัคคีย์

        ภิกษุสั่งว่า  จงทุบ  ต้องอาบัติทุกกฏ    เมื่อภิกษุณีทุบด้วยมือก็ตาม 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 772 ด้วยตะลุมพุกก็ตาม เพียงทีเดียว จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของ จำจะต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น  อย่างนี้:-
                                         วิธีเสียสละ
                           เสียสละแก่สงฆ์
         ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า  จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า  ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

ซักแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ   พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้  เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                               เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า     จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า     ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

ซักแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสสะจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ  

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 773

      ท่านทั้งหลาย    ขอจงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                              เสียสละแก่บุคคล 
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่านเจ้าข้า     จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า     ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ 

ซักแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น     พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                   บทภาชนีย์
                      สำคัญว่ามิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๑
        [๔๔ ]  ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    ให้ซักซึ่งจีวร

เก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

      ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ซัก   ให้ย้อม    ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้ชัก  ให้ย้อม ให้ทุบ

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 774

                     สำคัญว่ามิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๒
       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม  ให้ทุบ  ซึ่งจีวร

เก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    ให้ย้อม  ให้ซัก  ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้ย้อม  ให้ทุบ ให้ซัก

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                    สำคัญมิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๓
         ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ทุบซึ่งจีวรเก่าเป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มีใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้ทุบ ให้ซัก  ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ทุบ ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ทุบ ให้ซัก  ให้ย้อม

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                             สงสัย  จตุกกะ  ๑
       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสงสัย   ให้ซักซึ่งจีวรเก่า    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 775

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ซัก  ให้ย้อม  ซึ่งจีวรเก่า   ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   ให้ซัก  ให้ทุบ  ซึ่งจีวรเก่า   ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ซัก ให้ย้อม ให้ทุบ   ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                            สงสัย  จตุกกะ  ๒
        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ซึ่งจีวรเก่า  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้ทุบ  ซึ่งจีวรเก่า    ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้ซัก  ซึ่งจีวรเก่า    ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้ทุบ ให้ซัก  ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกุฏี ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                           สงสัย  จตุกกะ  ๓
        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย   ให้ทุบ   ซึ่งจีวรเก่า    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   ให้ทุบ   ให้ซัก   ซึ่งจีวรเก่า   ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 776

       ภิกษุณีมิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย   ให้ทุบ  ให้ซัก   ซึ่งจีวรเก่า   ต้อง

อาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ทุบ  ให้ย้อม  ซึ่งจีวรเก่า  ต้อง

ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ทุบ   ให้ซัก  ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                    สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ  ๑
        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ซักซึ่งจีวรเก่า   เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ซักให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ซัก ให้ทุบ  ซึ่งจีวรเก่า

ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ซัก  ให้ย้อม ให้ทุบ

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ  ๒
        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า  เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ย้อม    ให้ทุบ  ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ย้อม  ให้ซัก   ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 777

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ย้อม  ให้ทุบ  ให้ซัก

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                    สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ   ๓
        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า  เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้ทุบ   ให้ซัก  ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับนิสสัคคีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ทุบ   ให้ย้อม   ซึ่ง

จีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กันนิสสัคคีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ทุบ  ให้ซัก   ให้ย้อม

ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์

                                   ทุกกฏ  
       ภิกษุใช้ภิกษุณีให้ซักจีวรเก่าของภิกษุอื่น   ต้องอาบัติทุกกฏ
       ภิกษุใช้ภิกษุณีให้ซักผ้าปูนั่ง   ผ้าปูนอน   ต้องอาบัติทุกกฏ
       ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้อุปสมบทในสงฆ์ฝ่ายเดียวให้ซัก  ต้องอาบัติทุกกฏ 
       ภิกษุณีผู้เป็นญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ...  ต้องอาบัติทุกกฏ
       ภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติทุกกฏ
                            ไม่ต้องอาบัติ 
        ภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ...  ไม่ต้องอาบัติ.
                             อนาปัตติวาร
        [๔๕]    ภิกษุณีผู้เป็นญาติซักให้เอง ๑   ภิกษุณีผู้ใช่ญาติเป็นผู้ช่วย 

เหลือ ๑ ภิกษุไม่ได้บอกใช้ ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักให้เอง ๑ ภิกษุใช้ให้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 778 ซักจีวรที่ยังไม่ได้บริโภค ๑ ภิกษุใช้ให้ซักบริขารอย่างอื่น* เว้นจีวร ๑ ใช้สามเณรีให้ซัก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้อง อาบัติแล.

                           จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๔  จบ
                           จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๔
                     พรรณนาปูราณจีวรโธวาปนสิกขาบท
       ปูราณจีวรสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน   เป็นต้น     ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:- ในปูราณจีวรสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

           [อธิบายบุคคลที่จัดเป็นญาติและมิใช่ญาติ]
       ข้อว่า  ยาว  สตฺตมา  ปิตามหยุคา   มีความว่า  บิดาของบิดาชื่อว่า

ปิตามหะ. ยุคแห่งปิตามหะ ชื่อว่า ปิตามหยุค. ประมาณแห่งอายุ ท่านเรียกว่า ยุค. ก็ศัพท์ว่า ยุค นี้ เป็นเพียงโวหารพูดกันเท่านั้น. แต่ โดยเนื้อความ ปิตามหะนั่นแหละ ชื่อว่า ปิตามหยุค. บรรพบุรุษ ถัด ขึ้นไปจากปิตามหยุคนั้น แม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอา ด้วยปิตามหศัพท์นั่นเอง. นางภิกษุณี ผู้ซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องกันมาตลอด ๗ ชั่วบุรุษอย่างนี้ ตรัสเรียกว่า ไม่ใช่คนเกี่ยวเนื่องกันมาตลอด ๗ ชั่วอายุ ของบุรพชนก. ปิตามหศัพท์นี้ เป็นมุขแห่งเทศนาเท่านั้น. แต่เพราะ พระบาลีว่า มาติโต วา ปิติโต รา ดังนี้ ปิตามหยุคก็ดี ปิตามหียุคก็ดี

  • บริขารอย่างอื่น หมายผ้าถุงรองเท้า ผ้าถุงบาตรเป็นต้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 779 มาตามหยุดก็ดี มาตามหียุดก็ดี ก็ชื่อว่า ปิตามหยุค, แม้พวกญาติมีพี่น้อง ชายพี่น้องหญิง หลานลูกและเหลนเป็นต้น ของปิตามหยุคเป็นต้นแม้ เหล่านั้น ทั้งหมดนั้น พึงทราบว่า ทรงสงเคราะห์เข้าในคำว่า ปิตามหยุค นี้ทั้งนั้น.

       ใน  ๔ ยุค  คือ  ปิตามหยุค  ปิตามหียุค  มาตามหยุค   และมาตา-

มหียุคนั้น มีนัยพิสดารดังต่อไปนี้:-

       ภิกษุณี  ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน  ด้วยความเกี่ยวเนื่องทางมารดา   ไม่

ใช่คนเนื่องถึงกัน ด้วยความเกี่ยวเนื่องทางบิดา ตลอด ๗ ชั่วอายุของ บุรพชนกอย่างนี้ คือ บิดา, บิดาของบิดา (ปู่) บิดาของบิดา (ปู่), นั้น ปู่ทวด), บิดาแม้ของปู่ทวดนั้น (ปู่ชวด),

           ตลอด ๗ ชั่วยุค    ทั้งข้างสูงและข้างต่ำ    แม้อย่างนี้   คือ   บิดา  ๑

มารดาของบิดา ๑ (ย่า) บิดาและมารดาของมารดาแม้นั้น (ตายาย) ๑ พี่น้องชาย ๑ พี่น้องหญิง ๑ บุตร ๑ ธิดา ๑,

       ตลอด ๗ ชั่วยุค  แม้อย่างนี้  คือ บิดา,  พี่น้องชายของบิดา, พี่น้อง

หญิงของบิดา, ลูกชายของบิดา, ลูกหญิงของบิดา, เชื้อสายบุตรธิดาแม้ ของชนเหล่านั่น,

        ตลอด ๗ ชั่วยุค   อย่างนี้   คือ  มารดา,   มารดาของมารดา (ยาย),

มารดาของยายนั้น (ยายทวด) มารดาของยายทวดแม้นั้น ( ยายชวด),

         ตลอด ๗ ชั่วยุค   ทั้งข้างสูงและข้างต่ำ   แม้อย่างนี้   คือ   มารดา  ๑

บิดาของมารดา (ตา) ๑ บิดาและมารดาของบิดานั้น (ทวดชายหญิง) ๑ พี่น้องชาย ๑ พี่น้องหญิง ๑ บุตร ๑ ธิดา ๑.

       ตลอด ๗ ชั่วยุค  แม้อย่างนี้  คือ  มารดา,   พี่น้องชายของมารดา 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 780 (ลุงน้าชาย), พี่น้องหญิงของมารดา (ป้าน้าหญิง), ลูกชายของมารดา, ลูกหญิงของมารดา, เชื้อสายบุตรธิดาของชนแมเ้หล่านั้น, นี้ ชื่อว่า ผู้ มิใช่ญาติ.

                     [ว่าด้วยจีวรเก่าและการใช้ให้ซัก]
       บทว่า   อุภโตสงฺเฆ   มีความว่า   ภิกษุณีผู้อุปสมบท   ด้วยอัฏฐ-

วาจิยกรรม คือ ด้วยญัตติจตุตถกรรม ในฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑ ด้วยญัตติ- จตุตถกรรม ในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑.

        ข้อว่า สกึ  นิวตฺถปิ  สกึ  ปารุตปิ   มีความว่า    จีวรที่ย้อมแล้วทำ

กัปปะเสร็จ นุ่งหรือห่ม แม้เพียงครั้งเดียว. ชั้นที่สุดพาดไว้บนบ่า หรือ บนศีรษะ โดยมุ่งการใช้สอยเป็นใหญ่ เดินทางไป หรือว่า หนุนศรีษะ นอน, เเม้จีวรนั่น ก็ชื่อว่า จีวรเก่าเหมือนกัน, ในกุรุนทีท่านกล่าวว่า ก็ถ้าว่า ภิกษุนอนเอาจีวรไว้ใต้ที่นอน หรือเอามือทั้งสองยกขึ้นทำเป็น เพดาน บนอากาศ ไม่ให้ถูกศรีษะะเดินไป. นี้ ยังไม่ชื่อว่า ใช้สอย.

       ในคำว่า   โธต   นิสฺสคฺคิย  นี้  มีวินิจฉัยดังนี้:-
       ภิกษุณีที่ถูกภิกษุใช้อย่างนี้   ย่อมจัดเตาไฟ  ขนฟืนมา  ก่อไฟ  ตัก

น้ำมา เพื่อประโยชน์แก่การซัก, ย่อมเป็นทุกกฏแก่ภิกษุ ทุกๆ ประโยค ของนางภิกษุณี ตลอดเวลาที่นางภิกษุณียังยกจีวรนั้นขึ้นซักอยู่, จีวรนั้น พอซักเสร็จแล้วยกขึ้น ก็เป็นนิสสัคคีย์. ถ้านางภิกษุณีสำคัญว่า จีวรยัง ซักไม่สะอาด จึงเทน้ำราด หรือซักใหม่, เป็นทุกกฏ ทุก ๆ ประโยค ตลอดเวลาที่ยังไม่เสร็จ. แม้ในการย้อมและการทุบ ก็มีนัยอย่างนี้. ก็ ภิกษุณี เทน้ำย้อมลงในรางสำหรับย้อม แล้วย้อมเพียงคราวเดียว, กระทำ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 781 กิจอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแต่การเทน้ำย้อมเป็นต้นนั้น เพื่อประโยชน์แก่ การย้อม หรือว่าภายหลัง กลับย้อมใหม่ เป็นทุกกฏแก่ภิกษุทุกๆ ประโยค ในฐานะทั้งปวง. แม้ในการทุบ ก็พึงทราบประโยคอย่างนั้น.

       ข้อว่า  อญฺาติกาย  อญฺติสญฺี  ปุราณจีวร  โธวาเปติ  ความาว่า

ถ้าแม้นว่า ภิกษุไม่พูดว่า เธอจงซักจีวรนี้ให้เรา, แต่ทำกายวิการ เพื่อ ประโยชน์แก่การซัก ให้ที่มือด้วยมือ หรือวางไว้ใกล้เท้า หรือฝาต่อ ๆ ไป คือ ส่งไปในมือของนางสิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสิกา และเดียรถีย์ เป็นต้น หรือว่า โยนไปในที่ใกล้แห่งนางภิกษุณีผู้กำลังซัก อยู่ที่ท่าน้ำ, คือ ในโอกาสภายใน ๑๒ ศอก จีวรเป็นอันภิกษุใช่นาง ภิกษุณีให้ซักเหมือนกัน. ก็ถ้าว่าภิกษุละอุปจารวางไว้ห่างจากร่วมในเข้ามา และนางภิกษุณีนั้น ซักแล้วนำมา, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ. ภิกษุให้จีวร ในมือแห่งนางสิกขมานาก็ดี สามเณรก็ดี อุบายสิกาก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ การซัก, ถ้านางสิกขมานานั้น อุปสมบทแล้ว จึงซัก, เป็นอาบัติเหมือน กัน . ให้ไว้ในมือแห่งอุบาสก, ถ้าอุบาสกนั้น เมื่อเพศกลับแล้ว บรรพชา จีวรที่ให้ในมือของสามเณร หรือของภิกษุในเวลาเพศกลับ ก็มีนัยอย่างนั้น เหมือนกัน.

                [ว่าด้วยอาบัติ และอนาบัติในใช้ให้ซัก]
       ในคำว่า  โธวาเปติ  รชาเปติ  เป็น มีวินิจฉัยดังนี้:-
       จีวรเป็นนิสสัคคีย์ด้วยวัตถุแรก     เป็นทุกกฏแก่ภิกษุด้วยวัตถุที่ ๒,

เมื่อภิกษุให้กระทำทั้ง ๓ วัตถุ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยวัตถุแรก เป็นทุกกฏ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 782 ๒ ตัว ด้วยวัตถุที่เหลือ. แต่เพราะเมื่อภิกษุใช้ให้กระทำการซักเป็นต้น นี้ ตามลำดับ หรือว่า ผิดลำดับ ก็ไม่มีความพ้นจากอาบัติ; ฉะนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสจตุกกะ ๓ หมวดไว้ในพระบาลีนี้. เเต่ถ้าแม้เมื่อภิกษุ กล่าวว่า เธอจงย้อม ซัก จีวรนี้แล้วนำมาให้เรา ดังนี้ นางภิกษุณีนั้น ซักก่อนแล้ว จึงย้อมภายหลัง เป็นทุกกฏกับนิสสัคคีย์เท่านั้น. ในคำที่ ตรงกันข้ามแม้ทั้งหมด ก็พึงทราบนัยอย่างนี้. ก็ถ้าว่า เมื่อภิกษุกล่าวว่า เธอซักแล้ว จงนำมา นางภิกษุณีซักด้วย ย้อมด้วย. เป็นอาบัติ เพราะ การซักเป็นปัจจัยอย่างเดียว, ไม่เป็นอาบัติในเพราะการย้อม. พึงทราบ อนาบัติ โดยลักษณะนี้ว่า ภิกษุมิได้สั่ง ซักเอง ในเพราะการกระทำเกิน กว่าคำที่ภิกษุสั่งทุก ๆ แห่ง ด้วยประการอย่างนี้. แต่เมื่อภิกษุกล่าวว่า กิจใดที่จะพึงกระทำในจีวรนี้, กิจนั้น จงเป็นภาระของเธอทั้งหมด ดังนี้ ย่อมต้องอาบัติมากหลาย เพราะคำพูดคำเดียว. ก็บทเหล่านี้ว่า อญฺาติกาย เวมติโก อญฺาติกาย าติกสญฺี พึงทราบโดยพิสดาร ด้วยสามารถ แห่งจตุกกะ ๓ หมวด โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.

       สองบทว่า  เอกโต อุปสมฺปนฺนาย  มีความว่า   เป็นทุกกฎแก่ภิกษุ

ผู้ใช้นางภิกษุณีผู้อุปสมบท ในสำนักแห่งภิกษุณีทั้งหลายให้ซัก. แต่เมื่อ ใช้นางภิกษุณีผู้อุปสมบทในสำนักแห่งภิกษุทั้งหลายให้ซัก เป็นอาบัติตาม วัตถุเหมือนกัน. นางสากิยานี ๕๐๐ ชื่อว่าผู้อุปสมบทในสำนักแห่งภิกษุ ทั้งหลาย.

       สองบทว่า  อวุตฺตา โธวติ  มีความว่า  ภิกษุณีผู้มาเพื่ออุเทศ  หรือ

ว่า เพื่อโอวาท เห็นจีวรสกปรก ฉวยเอาไปจากที่วางไว้ หรือให้นำมา ให้ด้วยกล่าวว่า พระคุณเจ้าโปรดให้เถิด ดิฉันจักซัก แล้วซักก็ดี ย้อม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 783 ก็ดี ทุบก็ดี ภิกษุณีนี้ ชื่อว่า ผู้อันภิกษุไม่ได้สั่งซักเอง. แม้ภิกษุณีใด ได้ยินภิกษุสั่งภิกษุหนุ่ม หรือสามเณรว่า เธอจงซักจีวรนี้แล้ว กล่าวว่า พระคุณเจ้า จงนำมาเถิด ดิฉันจักซักเอง แล้วซัก หรือถือเอาเป็นของ ยืมแล้ว ซัก ย้อมให้ แม้ภิกษุณีนี้ ก็ชื่อว่า ผู้อันภิกษุไม่ได้สั่ง ซักเอง.

        สองบทว่า  อญฺ   ปริกฺขาร    มีความว่า   ภิกษุใช้ภิกษุณีให้ซักล้าง

บรรดาบริขารมีถุงรองเท้า ถลกบาตร ผ้าอังสะ ประคดเอว เตียงตั้ง ฟูก และเสื่ออ่อนเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เป็นอาบัติ. คำที่เหลือใน สิกขาบทนี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.

        ก็ในบรรดาปกิณกะมีสมุฎฐานเป็นต้น     สิกขาบทนี้   มีสมุฎฐาน ๖

เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ. กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                  พรรณนาปูราณจีวรโธวาปนสิกขาบทที่  ๔  จบ
                                    จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๕                     
                                    เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา
         [๔๖]   โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  พระ-

เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราช- คฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุณีอุปปลวัณณาอยู่ในพระนครสาวัตถี ครั้นเวลาเช้า นางครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 784 กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังอาหารแล้ว เดินเข้าไปทางป่าอันธวัน เพื่อ พักผ่อนกลางวัน เข้าไปถึงป่าอันธวันแล้วนั่งพักกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง

         สมัยนั้น   พวกโจรทำโจรกรรม   ฆ่าแม่โคแล้วพากันถือเนื้อเข้าไปสู่ 

ป่าอันธวัน นายโจรแลเห็นภิกษุณีอุปปลวัณณานั่งกลางวันอยู่ที่โคนไม้ แห่งหนึ่ง ครั้นแล้วจึงดำริว่า ถ้าพวกโจรลูกน้องของเราพบเข้า จักเบียด เบียนภิกษุณีนี้ แล้วได้เลี่ยงไปทางอื่น ครั้นเมื่อเนื้อสุกแล้ว นายโจรนั้น ได้เลือกเนื้อชิ้นที่ดี ๆ เอาใบไม้ห่อแขวนไว้ที่ต้นไม้ใกล้ภิกษุณีอุปปลวัณณา แล้วกล่าวว่า เนื้อห่อนี้เราให้แล้วจริง ๆ ผู้ใดเป็นสมณะหรือพราหมณ์ได้ เห็น จงถือเอาไปเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป

       ภิกษุณีอุปปลวัณณาออกจากสมาธิ    ได้ยินนายโจรนั้นกล่าววาจานี้ 

จึงถือเอาเนื้อนั้นไปสู่สำนัก ครั้นราตรีนั้นผ่านไป นางทำเนื้อนั้นสำเร็จ แล้ว ห่อด้วยผ้าอุตราสงค์ เหาะไปลงที่พระเวฬุวัน.

          [๔๗]     ก็โดยสมัยนั้นแล         พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเข้าไป

บิณฑบาตยังหมู่บ้าน ท่านพระอุทายีเหลืออยู่เฝ้าพระวิหาร จึงภิกษุณี อุปปลวัณณาเข้าไปหาท่าน ครั้นแล้วถามว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน

       ท่านพระอุทายีตอบว่า   ดูก่อนน้องหญิง   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ

เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน

        อุป.   โปรดถวายเนื้อนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า   เจ้าข้า
       อุทายี.  ดูก่อนน้องหญิง     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอิ่มเอิบด้วยเนื้อ

ของเธอ ถ้าเธอถวายผ้าอันตรวาสกแก่อาตมา แม้อาตมาก็จะพึงอิ่มเอิบ ด้วยผ้าอันตรวาสกเหมือนเช่นนั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 785

        อุป.  ท่านเจ้าข้า     ความจริง    พวกดิฉันชื่อว่ามาตุคามมีลาภน้อย 

ทั้งผ้าผืนนี้ก็เป็นจีวรผืนสุดท้ายที่ครบ ๕ ของดิฉัน ๆ ถวายไม่ได้

        อุทายี.  ดูก่อนน้องหญิง  เปรียบเหมือนบุรุษให้ช้างแล้ว ก็ควรสละ

สัปคับ สำหรับช้างด้วยฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถวายเนื้อแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็จงสละผ้าอันตรวาสกถวายแก่อาตมา

        ครั้นนางถูกท่านพระอุทายีแคะได้      จึงได้ถวายผ้าอันตรวาสกแล้ว

กลับไปสู่สำนัก ภิกษุณีทั้งหลายที่คอยรับบาตรจีวรของภิกษุณีอุปปลวัณณา ได้ถามว่า แม่เจ้า ผ้าอันตรวาสกของคุณแม่อยู่ที่ไหน นางได้เล่าเรื่อง แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ๆ จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระคุณเจ้าอุทายีจึงได้รับจีวรจากมือภิกษุณีเล่า เพราะมาตุคามมีลาภน้อย ครั้นแล้วภิกษุณีเหล่านั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย

        บรรดาภิกษุผู้มักน้อย    สันโดษ    มีความละอาย    มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี จงได้รับจีวรจากมือภิกษุณีเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                             ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่าน พระอุทายีว่า ดูก่อนอุทายี ข่าวว่า เธอรับจีวรจากมือภิกษุณี จริงหรือ

        ท่านพระอุทายีทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
        ดูก่อนอุทายี  นางเป็นญาติของเธอ  หรือมิใช่ญาติ       
        อุ.  มิใช่ญาติ  พระพุทธเจ้าข้า 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 786

                                     ทรงติเตียน 
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษ     การ

กระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ บุรุษที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร หรือไม่ สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มี ของสตรีที่มิใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั้น ไม่ เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความ เป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                             ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุทายี  โดยอเนกปริยายดังนี้ 

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรง กระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 787 รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ
      ๓๔.  ๕.   อนึ่ง  ภิกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  เป็น

นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

       ก็สิกขาบทนี้      ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่

ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

                       เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา  จบ
                              พระอนุบัญญัติ                    
                                 เรื่องแลกเปลี่ยน
        [๔๘]   ก็โดยสมัยนั้นแล   ภิกษุทั้งหลายตั้งรังเกียจ   ไม่รับจีวรแลก

เปลี่ยนของภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายจึงเพ่งโทษติเตียนโพนทะนา ว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงไม่รับจีวรแลกเปลี่ยนของพวกเรา ภิกษุ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 788 ทั้งหลายได้ยินภิกษุณีเหล่านั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                  ทรงอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยน
       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกันของ

สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี เราอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกันของสหธรรมิกทั้ง ๕ นี้

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     อนึ่ง  พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                  พระอนุบัญญัติ
         ๓๔.  ๕.  ก.    อนึ่ง    ภิกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

                               เรื่องแลกเปลี่ยน  จบ
                                 สิกขาบทวิภังค์
        [๔๙]  บทว่า อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือผู้เช่นใด  มีการงาน

อย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะ ก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 789

        บทว่า ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า ภิกษุ   เพราะอรรถว่า   เป็นผู้ขอ 

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็น พระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดา ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

        ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน   ทางมารดาก็ดี  ทาง

บิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก

        ที่ชื่อว่า ภิกษุณี  ได้แก่   สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
        ที่ชื่อว่า จีวร  ได้แก่  จีวร ๖ ชนิด  ชนิดใดชนิดหนึ่ง    ซึ่งเข้าองค์

กำหนดแห่งผ้าต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ.

        บทว่า เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน คือ ยกเสียแต่จีวรที่แลกเปลี่ยนกัน .
        ภิกษุรับ    เป็นทุกกฏในประโยคที่รับ   เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา

ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:- 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 790

                                            วิธีเสียสละ
                               เสียสละแก่สงฆ์ 
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

        ท่านเจ้าข้า   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มี

ใช่ญาติ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวร ผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้  เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                        เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้

มิใช่ญาติ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวร ผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย     ขอจงฟังข้าพเจ้า     จีวรผืนนี้ของภิกษุณีมีชื่อนี้ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 791 เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่าน  จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ ท่าน

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                       บทภาชนีย์
                      ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
       [๕๐]   ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    รับจีวรจากมือ

เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   รับจีวรจากมือ   เว้นแต่แลกเปลี่ยน

กัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  รับจีวรจากมือ   เว้นแต่

แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 792

                                         ทุกกฏ   
        [๕๑]   ภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว   เว้น

แลกเปลี่ยนกัน ต้องอาบัติทุกกฏ

       ภิกษุณีผู้เป็นญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    รับจีวรจากมือ     ต้อง

อาบัติทุกกฏ

        ภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ภิกษุสงสัย   รับจีวรจากมือ    ต้องอาบัติทุกกฏ
                                   ไม่ต้องอาบัติ
        ภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ไม่ต้องอาบัติ.
                                    อนาปัตติวาร
        [๕๒]  ภิกษุรับจีวรของภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ๑   แลกเปลี่ยนกัน    คือ

แลกเปลี่ยนจีวรดีกับจีวรเลว หรือจีวรเลวกับจีวรดี ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุขอยืมไป ๑ ภิกษุรับบริขารอื่นนอกจากจีวร ๑ ภิกษุรับจีวรของ สิกขมานา ๑ ภิกษุรับจีวรของสามเณรี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิ- กัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                      จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๕  จบ
                      จีวรวรรคที่   ๑  สิกขาบทที่  ๕
                    พรรณนาจีวรปฏิคคหณสิกขาบท
        จีวรปฏิคคหณสิกขาบทว่า  เตน สมเยน  เป็นต้น   ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:- ในจีวรปฏิคคหณสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 793

                 [แก้อรรถศัพท์เรื่องปฐมบัญญัติ] 
       บทว่า   ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา    แปลว่า   กลับจากบิณฑบาต.
       ข้อว่า  เยน    อนฺธวน   เตนุปสงฺกมิ    มีความว่า    เมื่อพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ภิกษุณีอุบลวรรณาเดินเข้าไปทาง ป่าอันธวัน.

       บทว่า  กตกมฺมา  ได้แก่ ผู้กระทำโจรกรรม.  มีคำอธิบายว่า  ปล้น

ภัณฑะของผู้อื่นด้วยกรรมมีการตัดช่องเป็นต้น .

       บทว่า โจรคามณิโก   ได้แก่ หัวหน้าโจร.  ได้ยินว่า   หัวหน้าโจร

นั้นรู้จักพระเถรีมาก่อน; เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อไปข้างหน้าของพวกโจร เห็นพระเถรีนั้น จึงกล่าวว่า พวกเธออย่าไปทางนั้น จงมาทางนี้ทั้งหมด ดังนี้ แล้วได้พาพวกโจรเหล่านั้นไปทางอื่น.

       สองบทว่า  สมาธิมฺหา  วุฏฺหิตฺวา  มีความว่า  ได้ยินว่า   พระเถรี

ออกจากสมาธิในเวลาที่กำหนดไว้นั่นแล. แม้นายโจรนั้นได้พูดอย่างนั้น ในขณะนั้นเหมือนกัน; เพราะฉะนั้น พระเถรีนั้นจึงได้ยิน. ก็แลพระเถรี ครั้นได้ยินเสียงนั้นจึงคิดว่า บัดนี้ ในที่นี้ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นนอก จากเรา จึงได้ถือเอามังสะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ ทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า อถโข อุปฺปลวณฺณา ภิกขุนี ดังนี้เป็นต้น.

        บทว่า  โอหียโก  ได้แก่   คงอยู่คือเหลืออยู่,   อธิบายว่า    ถึงวาระ

เฝ้าวิหาร อยู่ในวิหารเพียงรูปเดียว.

                   [พระอุทายีขออันตรวาสกของพระเถรี]
        ถามว่า   เพราะเหตุไร   พระอุทายีจึงกล่าวว่า   ถ้าท่านพึงให้อันตร-

วาสกแก่เรา ดังนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 794

         แก้ว่า    พระอุทายีเห็นอันตรวาสกเนื้อละเอียดแน่นและเกลี้ยง    จึง

กล่าวเพราะความอยากได้. อีกนัยหนึ่ง ความอยากได้ในอันตรวาสกของ พระอุทายีนั้นเล็กน้อย, แต่โกฎฐาสสมบัติของพระเถรีถึงยอดสุด; เพราะ เหตุนั้น พระอุทายีจึงคิดว่า เราจักดูความอวบอัดแห่งสรีระร่างของพระ- เถรีนั้น แล้วยังความอยากได้ไม่สม่ำเสมอ (ความอยากได้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ) ให้เกิดขึ้น จึงได้กล่าวอย่างนี้.

        บทว่า  อนฺติม  ได้แก่ จีวรเป็นผืนสุดท้ายเขาทั้งหมดแห่งจีวร  ๕ ผืน

ชื่อว่าผืนสุดท้าย คือ ผืนท้ายสุด. จีวรผืนอื่นที่วิกัป หรือปัจจุทธรณ์ เก็บไว้แม้ด้วยเลศก็ไม่มี; เพราะฉะนั้น พระเถรีกล่าวอย่างนี้ ด้วยอำนาจ ที่ทรงจีวร ๕ ผืน ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ไม่ใช่ด้วยความ โลภ. จริงอยู่ ความโลภของพระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่มี.

       บทว่า นิปฺปีฬิยมานา   มีความว่า    นางถูกพระอุทายีแสดงอุปมา

แล้วคาดคั้นหนักเข้า.

         ข้อว่า  อนฺตรวาสก  ทตฺวา  อคมาสิ  มีความว่า พระเถรีนุ่งผ้ารัดถัน

แล้วได้แสดง (จีวร) บนฝ่ามือเท่านั้นถวาย โดยอาการที่มโนรถของพระ- อุทายีจะไม่เต็มที่ ได้ไปแล้ว.

       ถามว่า   เพราะเหตุไร    ภิกษุณีทั้งหลายจึงกล่าวโทษพวกภิกษุผู้ไม่

รับจีวรที่แลกเปลี่ยน.

        แก้ว่า   เพราะเป็นผู้ถูกความขาดแคลนมือ   คือ  ปัจจัยบีบคั้นอย่างนี้

ว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีความคุ้นเคยในพวกเรา แม้เพียงเท่านี้, พวกเราจักดำเนินชีวิตไปได้อย่างไรกัน ?

       ข้อว่า อนุชานามิ  ภิกฺขเว  อิเมส   ปญฺจนฺน  มีความว่า  เราอนุญาต 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 795 ให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกันของสหธรรมิก ๕ จำพวกเหล่านี้ ผู้มีศรัทธาเสมอ กัน มีศีลเสมอกัน มีทิฎฐิเสมอกัน.

       สองบทว่า ปโยเค   ทุกฺกฏ  มีความว่า   เป็นทุกกฏในเพราะอาการ

มีอันเหยียดมือออก เพื่อประสงค์จะรับเป็นต้น .

         บทว่า ปฏิลาเภน   ได้แก่ เพราะรับ.
       ก็พึงทราบวินิจฉัยในการรับนั้นดังนี้:-       ภิกษุณีจงให้ที่มือด้วยมือ

ก็ตาม วางไว้ที่ใกล้เท้าก็ตาม โยนไปในเบื้องบนก็ตาม, ถ้าภิกษุยินดี, จีวรย่อมเป็นอันภิกษุนั้นรับแล้วทีเดียว. ก็ถ้าว่าภิกษุรับเอาจีวรที่ภิกษุณี ฝากไปในมือของนางสิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสกและอุบาสิกา เป็นต้น, ไม่เป็นอาบัติ. บริษัททั้ง ๔ นำจีวรและผ้าสีต่าง ๆ มาวางไว้ ใกล้เท้าเเห่งภิกษุผู้กล่าวธรรมกถา หรือยืนในอุปาจาร หรือละอุปจารโยน ให้. บรรดาผ้าเหล่านั้น จีวรใดเป็นของนางภิกษุณีทั้งหลาย, เป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้รับจีวรนั้นเหมือนกัน นอกจากแลกเปลี่ยนกัน.

        ท่านกล่าวไว้ในมหาปัจจรี   และกุรุนทีว่า    ก็ถ้าว่า    จีวรทั้งหลาย

ย่อมเป็นอันบริษัท ๔ โยนไปในเวลากลางคืน, ภิกษุไม่อาจรู้ได้ว่า นี้ของ ภิกษุณี นี้ของคนอื่น, ไม่มีกิจด้วยการแลกเปลี่ยน. คำที่กล่าวไว้ในมหา- ปัจจรีและกุรุนทีนั้น ไม่สมกัน เพราะสิกขาบทเป็นอจิตตกะ. ถ้าภิกษุณี ถวายผ้าอาบน้ำฝน พึงกระทำให้เป็นของแลกเปลี่ยนเหมือนกัน. ก็ถ้า ภิกษุณีวางไว้ที่กองหยากเยื่อเป็นต้นด้วยตั้งใจว่า ภิกษุทั้งหลายจงถือเอา เป็นผ้าบังสกุล ดังนี้, ภิกษุจะอธิษฐานเป็นผ้าบังสกุลถือเอา ควรอยู่.

      ข้อว่า อญฺาติกาย  อญฺาติกสญฺี  คือ  เป็นติกปาจิตตีย์. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 796

       สองบทว่า  เอกโต  อุปสมฺปนฺนาย  มีความว่า   เป็นทุกกฏแก่ภิกษุ

ผู้รับจากมือของภิกษุณีผู้อุปสมบท ในสำนักนางภิกษุณีทั้งหลาย (ฝ่ายเดียว) แต่เป็นปาจิตตีย์ (แก่ภิกษุผู้รับจากมือ) ของภิกษุณีผู้อุปสมบทในสำนัก แห่งภิกษุทั้งหลาย.

       สองบทว่า  ปริตฺเตน   วา  วิปุล   มีความว่า  ถ้าแม้นว่า   ภิกษุจะรับ

ไตรจีวรมีค่ามาก ด้วยจีวรมีค่าน้อย หรือด้วยบริขารอื่นมีถุงรองเท้า ถลก- บาตร ผ้าอังสะ และประคดเอวเป็นต้น, ไม่เป็นอาบัติ. แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ชั้นที่สุดแม้ด้วยชิ้นสมอ.

       สองบทว่า วิปุเลน  วา  ปริตฺต   นี้  ผู้ศึกษาพึงทราบโดยความวิปลาส

(ตรงกันข้าม) จากที่กล่าวแล้ว.

       สองบทว่า  อญฺ  ปริกฺขาร  มีความว่า   บริขารชนิดใดชนิดหนึ่งมี

ถลกบาตรเป็นต้น. แต่แม้ผ้ากรองน้ำมีขนาดเท่าจีวรอย่างต่ำที่ต้องวิกัป ไม่ควร. จีวรใด ไม่พอที่จะอธิษฐานไม่พอที่จะวิกัป, จีวรนั้น ควร ทุกอย่าง. ถ้าแม้นเป็นผ้าเปลือกฟูกมีขนาดเท่าเตียง ก็สมควรเหมือนกัน. ก็จะป่วยกล่าวไปไยในผ้าถลกบาตรเป็นต้นเล่า  ? บทที่เหลือมีอรรถตื้น ทั้งนั้น.

       บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น    สิกขาบทนี้  มีสมุฏฐาน ๖   เป็นทั้งกิริยา

ทั้งอกิริยา เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                  พรรณนาจีวรปฏิคคหณสิกขาบทที่  ๕  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 797

                               จีวรวรรค   สิกขาบทที่ ๖
                             เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร                
       [๕๓]   โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระ- อุปนันทศากยบุตร เป็นผู้เชี่ยวชาญแสดงธรรมีกถา จึงเศรษฐีบุตรผู้หนึ่ง เข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร ครั้นแล้วอภิวาทที่ท่านพระอุปนันท- ศากยบุตร แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ ชี้แจงด้วยธรรมีกถาให้เศรษฐีบุตรสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงแล้ว

       เศรษฐีบุตรนั้น  อันท่านพระอุปนันทศากยบุตรชี้แจง   ด้วยธรรมี-

กถา ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงแล้ว ได้ปวารณาท่านพระอุปนันท- ศากยบุตรในทันใดนั้นแลอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าพึงบอก สิ่งที่ต้องประสงค์ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชบริขารอันเป็น ปัจจัยของภิกษุไข้ ซึ่งข้าพเจ้าสามารถจะจัดถวายแด่พระคุณเจ้าได้

       ท่านพระอุปนันทศากยบุตร  ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า   ถ้า

ท่านประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้

        เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า  กระผมเป็นกุลบุตรจะเดิน

ไปมีผ้าผืนเดียวดูกระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดี กว่านี้มาถวาย

        แม้ครั้งที่สองแล        ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะ

เศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่านประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎก ผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 798

        เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า  ท่านเจ้าข้า  กระผมเป็นกุลบุตรจะเดิน

ไปมีผ้าผืนเดียวดูกระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดี กว่านี้มาถวาย

        แม้ครั้งที่สามแล        ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะ

เศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่านประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎก ผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้

        เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า     ท่านเจ้าข้า      กระผมเป็นกุลบุตร

จะเดินไปมีผ้าผืนเดียวดูกระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ ดีกว่านี้ มาถวาย

        ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกล่าวพ้อว่า      ท่านไม่ประสงค์จะถวาย

ก็จะปวารณาทำไม ท่านปวาณาแล้วไม่ถวาย จะมีประโยชน์อะไร

        ครั้นเศรษฐีบุตรนั้นถูกท่านพระอุปนันทศากยบุตรแคะได้      จึงได้

ถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งแล้วกลับไป ชาวบ้านพบเศรษฐีบุตรนั้นแล้วถามว่า นาย ทำไมท่านจึงมีผ้าผืนเดียวเดินกลับมา จึงเศรษฐีบุตรได้เล่าเรื่องนั้น แก่ชาวบ้านเหล่านั้น ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระ- สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้มักมาก ไม่สันโดษ จะปฏิบัติให้ถูก ต้องตามที่เขาขอผัดโดยธรรมสักหน่อยก็ไม่ได้ เมื่อเศรษฐีบุตรกระทำการ ขอผัดโดยธรรม ไฉนจึงได้ถือเอาผ้าสาฎกไปเล่า

        ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ    ติเตียน  โพนทะนา

อยู่ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 799 ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระ- อุปนันทศากยบุตรจึงได้ขอจีวรต่อเศรษฐีบุตรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                          ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระ- อุปนันทะว่า ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่า เธอขอจีวรต่อเศรษฐีบุตรจริงหรือ

        ท่านพระอุปนันทะทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
       ภ.   ดูก่อนอุปนันทะ  เขาเป็นญาติของเธอหรือมิใช่ญาติ
        อุ.   มิใช่ญาติ   พระพุทธเจ้าข้า                            
                             ทรงติเตียน 
        พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษ  การกระทำ

ของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มี ของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังขอ จีวรต่อเศรษฐีบุตรผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่าง อื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 800

                             ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระอุปนันทะ        โดยอเนกปริยาย

ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล  เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่

ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับ ว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 801

                                       พระบัญญัติ
         ๒๕.  ๖.   อนึ่ง  ภิกษุใดขอต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี   ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี

ผู้มิใช่ญาติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

        ก็สิกขาบทนี้       ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่

ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

                          เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ
                                       พระอนุบัญญัติ
                            เรื่องภิกษุเดินทางถูกแย่งชิงจีวร
           [๕๔]   ก็โดยสมัยนั้นแล        ภิกษุหลายรูปเดินทางจากเมืองสาเกต

สู่พระนครสาวัตถี พวกโจรในระหว่างทางได้ออกแย่งชิงจีวรภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นรังเกียจอยู่ว่า การขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามไว้แล้ว จึงไม่กล้าขอ พากัน เปลือยกายเดินไปถึงพระนครสาวัตถี แล้วกราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ทั้งหลายพูดกันอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกที่กราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ เป็นอาชีวกจริง ๆ

         ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้นตอบว่า  พวกกระผมไม่ใช่อาชีวก  ขอรับ

พวกกระผมเป็นภิกษุ

         ภิกษุทั้งหลายได้เรียนท่านพระอุบาลีว่า   ข้าแต่ท่านพระอุบาลี  โปรด

สอบสวนภิกษุเหล่านี้

         ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้น  ถูกท่านพระอุบาลีสอบสวน  ได้แจ้งเรื่อง

นั้นแล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 802

         ครั้นท่านพระอุบาลีสอบสวนภิกษุเหล่านั้นแล้ว       ได้แจ้งแก่ภิกษุ

ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย พวกเปลือยกายเหล่านี้เป็นภิกษุ จงให้จีวร แก่ภิกษุเหล่านั้นเถิด

         บรรดาภิกษุผู้มักน้อย    สันโดษ   มีความละอาย    มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้เปลือยกายเดินมาเล่า ธรรมดาภิกษุควรจะต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือ ใบไม้เดินมา แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                          ทรงอนุญาตให้ขอจีวรได้
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูกโจรแย่งชิงจีวรไป หรือ มีจีวรหาย ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติได้ เธอเดินไปถึงวัดใดก่อน ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดฟื้นก็ดี ผ้าปูที่นอนก็ดี ของสงฆ์ในวัดนั้นมีอยู่ จะถือเอาผ้าของ สงฆ์นั้นไปห่มด้วยคิดว่า ได้จีวรนั้นมาแล้ว จักคืนไว้ดังเก่า ดังนี้ก็ควร ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดฟื้นก็ดี ผ้าปูนอนก็ดี ของสงฆ์ไม่มี ต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้เดินมา ไม่พึงเปลือยกาย เดินมา ภิกษุใดเปลือยกายเดินมา ต้องอาบัติทุกกฏ

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     อนึ่ง   พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 803

                                   พระอนุบัญญัติ 
       ๒๕.  ๖.  ก.   อนึ่ง   ภิกษุใด      ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี    ต่อแม่

เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ นอกจากสมัย เป็นนิสสัคติยปาจิตตีย์ สมัย ในคำนั้นดังนี้ ภิกษุเป็นผู้มีจีวรถูกชิงเอาไปก็ดี มีจีวรฉิบหายก็ดี นี้สมัยในคำนั้น.

                        เรื่องภิกษุเดินทางถูกแย่งชิงจีวร  จบ
                                     สิกขาบทวิภังค์
        [๕๕]  บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่าผู้ใด  คือผู้เช่นใด   มีการงาน

อย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด.

       บทว่า  ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า   เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่ กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 804 อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

       ที่ชื่อว่า  ผู้มิใช่ญาติ  คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกันทางมารดาก็ดี  ทาง

บิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก

       ที่ชื่อว่า  พ่อเจ้าเรือน  ได้แก่  บุรุษผู้ครอบครองเรือน
        ที่ชื่อว่า   แม่เจ้าเรือน  ได้แก่   สตรีผู้ครอบครองเรือน
       ที่ชื่อว่า  จีวร  ได้แก่  จีวร ๖ ชนิด  ชนิดใดชนิดหนึ่ง   ซึ่งเข้าองค์

กำหนดแห่งผ้าต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ.

        บทว่า  นอกจากสมัย  คือ  ยกเว้นสมัย 
       ที่ชื่อว่า  เป็นผู้มีจีวรถูกชิงเอาไป  ได้แก่  จีวรของภิกษุผู้ถูกชิงเอา

ไป คือ ถูกพวกราชาก็ดี พวกโจรก็ดี พวกนักเลงก็ดี หรือพวกใด พวกหนึ่ง ชิงเอาไป

       ที่ชื่อว่า  มีจีวรฉิบหาย คือ จีวรของภิกษุถูกไฟไหม้ก็ดี  ถูกน้ำพัด

ไปก็ดี ถูกหนูหรือปลวกกัดก็ดี เก่าเพราะใช้สอยก็ดี

        ภิกษุขอ  นอกจากสมัย   เป็นทุกกฏในประโยคที่ขอ  เป็นนิสสัคคีย์

ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:-
                                           วิธีเสียสละ
                            เสียสละแก่สงฆ์
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 805

        ท่านเจ้าข้า   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่

ญาติ นอกจากสมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า   จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบ

เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

         ท่านเจ้าข้า    จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า     ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิ

ใช่ญาติ นอกจากสมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ ท่านทั้งหลาย

        ครั้นสละแล้ว  พึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านทั้งหลาย   ขอจงฟังข้าพเจ้า   จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                              เสียสละแก่บุคคล
        ภิกษุรูปนั้น   พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 806

       ท่านเจ้าข้า  จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่

ญาติ นอกจากสมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

       ครั้นสละแล้ว   พึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                        บทภาชนีย์ 
                                ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
        [๕๖]   พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ     ขอจีวร

นอกจากสมัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย   ขอจีวร   นอกจากสมัย   เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ขอจีวร   นอกจาก

สมัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                         ทุกกฏ
         พ่อเจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ขอจีวร...ต้องอาบัติ

ทุกกฏ พ่อเจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสงสัย ขอจีวร... ต้องอาบัติทุกกฏ

                                 ไม่ต้องอาบัติ
         พ่อเจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ...  ไม่ต้องอาบัติ  

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 807

                                 อนาปัตติวาร
       [๕๗]  ภิกษุขอในสมัย  ๑     ภิกษุขอต่อญาติ ๑     ภิกษุขอต่อคน

ปวารณา ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ ของตน ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                        จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๖  จบ
                        จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๖
                    พรรณนาอัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท
       อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบทว่า   เตน   สมเยน   เป็นต้น    ข้าพเจ้า

จะกล่าวต่อไป:- ในอญัญาตกวิญญัตติสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อ ไปนี้:-

                 [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระอุปนันทศากยบุตร]
        สองบทว่า  อุปนนฺโท    สกฺยปุตฺโต    ได้แก่    บรรดาภิกษุผู้บวช

จากศากยตระกูลประมาณแปดหมื่นรูป พระอุปนันทศากยบุตรเป็นภิกษุ เลวทราม มีชาติโลเล.

         บทว่า   ปฏฺโ   ได้แก่  เป็นผู้ฉลาด   สามารถ  เฉียบแหลมถึงพร้อม

ด้วยเสียง คือประกอบด้วยความเป็นผู้มีลูกคอไพเราะ.

         บทว่า   กิสฺมึ   วิย    มีความว่า  ดูเหมือนกระไรอยู่    ดูเป็นผู้มี

ความเศร้าหมอง คือเป็นดุจจะสะทกสะท้าน ดุจจะหวาดสะดุ้งด้วยอำนาจ หิริและโอตัปปะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 808

       บทว่า  อทฺธานมคฺค  มีความว่า  ทางยาว   กล่าวคือทางไกลไม่ใช่

ทางถนนในเมือง.

       คำว่า  เต   ภิกูขู   อจฺฉินฺทึสุ  มีความว่า   ได้ปล้น    คือได้แย่งชิง

เอาบาตรและจีวรของภิกษุเหล่านั้นไป.

       บทว่า  อนุยุญฺชาหิ    ความว่า   ท่านโปรดสอบถาม   เพื่อต้องการ

ทราบความเป็นภิกษุ.

      บทว่า  อนุยุญฺชิยมานา  ความว่า  ภิกษุเหล่านั้นถูกท่านพระอุบาลี

สอบสวนถึงการบรรพชา อุปสมบท การอธิษฐานบาตรและจีวรเป็นต้น อยู่.

         ข้อว่า  เอตมตฺถ    อาโรเจสุ  มีความว่า    ทูลให้ทราบว่าเป็นภิกษุ

แล้ว ได้กราบทูลเรื่องที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าว โดยนัยเป็นต้นว่า เป็นผู้ เดินทางไกลจากเมืองสาเกตสู่พระนครสาวัตถี.

              [เมื่อถูกโจรชิงเอาจีวรไปห้ามเปลือยกายเดินทาง]
       ในคำว่า   อญฺาตก    คหปตึ   วา   เป็นต้น     ผู้ศึกษาพึงทราบ

อนุปุพพีกถา ตั้งต้นแต่คำที่ตรัสไว้ข้างหน้าว่า ปกปิดแล้วด้วยหญ้าหรือ ด้วยใบไม้ เป็นต้น โดยนัยดังจะกล่าวต่อไปอย่างนั้น:-

       ถ้าพวกภิกษุหนุ่มเห็นพวกโจรแล้วถือเอาบาตรและจีวรหนีไป,  พวก

โจรชิงเอาเพียงผ้านุ่งและผ้าห่มของพระเถระทั้งหลายเท่านั้นไป, พระเถระ ทั้งหลายยังไม่ควรให้ขอจีวรทีเดียวก่อน, ยังไม่ควรจะหักกิ่งไม้และเด็ด ใบไม้. ถ้าพวกภิกษุหนุ่มทิ้งห่อของทั้งหมดหนีไป, พวกโจรชิงเอาผ้านุ่ง และผ้าห่มของพระเถระและห่อสิ่งของนั้นไป, พวกภิกษุหนุ่มมาแล้ว ยัง ไม่ควรให้ผ้านุ่งและผ้าห่มของตนแก่พระเถระทั้งหลายก่อน. เพราะว่าพวก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 809 ภิกษุผู้มิได้ถูกโจรชิงเอาจีวรไป ย่อมไม่ได้เพื่อจะหักกิ่งไม้และใบไม้เพื่อ ประโยชน์แก่ตน, แต่ย่อมได้ (เพื่อจะหักกิ่งไม้และใบไม้) เพื่อประโยชน์ แก่พวกภิกษุผู้ถูกโจรชิงเอาจีวรไป. และพวกภิกษุผู้ถูกโจรชิงเอาจีวรไป ย่อมได้ (เพื่อหักกิ่งไม้และใบไม้) เพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองทั้งแก่คนอื่น. เพราะฉะนั้น พระเถระทั้งหลายพึงหักกิ่งไม้และใบไม้เอาปอเป็นต้นถักแล้ว พึงให้แก่พวกภิกษุหนุ่ม หรือพวกภิกษุหนุ่มหักเพื่อประโยชน์แก่พระ- เถระทั้งหลาย ถักแล้วให้แก่พระเถระเหล่านั้นที่มือ หรือไม่ให้ ตนนุ่ง เสียเอง แล้วให้ผ้านุ่งและผ้าห่มของตนแก่พระเถระทั้งหลาย. ไม่เป็น ปาจิตตีย์ เพราะพรากภูตคามเลย. ไม่เป็นทุกกฏ เพราะทรงผ้าธงชัยของ พวกเดียรถีย์นั้น.

       ถ้าในระหว่างทางมีลานของพวกช่างย้อม       หรือพบเห็นชาวบ้าน

เหล่าอื่นผู้เช่นนั้นเข้า, พึงให้ขอจีวร. และพวกชาวบ้านที่ถูกขอเหล่านั้น หรือชาวบ้านพวกอื่น เห็นพวกภิกษุนุ่งกิ่งไม้และใบไม้แล้วเกิดความ อุตสาหะถวายผ้าเหล่าใดแก่ภิกษุเหล่านั้น. ผ้าเหล่านั้นจะมีชายหรือไม่มีชาย ก็ตาม มีสีต่าง ๆ เช่นสีเขียวเป็นต้นก็ตาม เป็นกัปปิยะบ้าง เป็นอกัปปิยะ บ้าง, ทั้งหมด ภิกษุเหล่านั้นควรนุ่งและควรห่มได้ทั้งนั้น เพราะพวกเธอ ตั้งอยู่ในฐานผู้ถูกโจรชิงจีวร. จริงอยู่ แม้ในคัมภีร์ปริวาร ท่านก็กล่าว คำนี้ไว้ว่า

                   ผ้าที่ไม่ได้ทำกัปปะ         ทั้งไม้ได้ย้อมด้วยน้ำย้อม
          ภิกษุพึงนุ่งห่มไปได้ตามปรารถนา     และเธอไม่ต้อง
          อาบัติ,  ก็ธรรมนั้น  อันพระสุคตเจ้าทรงแสดงแล้ว,
          ปัญหาข้อนี้    ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 810

       จริงอยู่      ปัญหาข้อนี้       ท่านกล่าวหมายถึงภิกษุผู้ถูกโจรชิงจีวร. 

ก็ถ้าว่า ภิกษุทั้งหลายสมาคมกับพวกเดียรถีย์ และพวกเดียรถีย์นั้นถวาย จีวรคากรอง เปลือกไม้กรอง และผลไม้กรอง, แม้ผ้าเหล่านั้นควรที่ภิกษุ จะนุ่งห่มได้ไม่รับเอาลัทธิ คือ แม้นุ่งห่มแล้ว ก็ไม่พึงถือลัทธิ (ของเขา).

      บัดนี้  บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐาน    ในคำว่า    ภิกษุเดินไปถึงวัด

ใดก่อน, ถ้าจีวรสำหรับวิหาร หรือของสงฆ์ในวัดนั้น มีอยู่ เป็นต้นว่า ที่ชื่อว่า จีวรสำหรับวิหาร คือ จีวรที่พวกชาวบ้านให้สร้างวัดแล้ว เตรียม จีวรไว้ด้วยกล่าวว่า ปัจจัย ๔ เป็นของส่วนตัวของพวกเราเท่านั้น จงถึง การใช้สอย แล้วตั้งไว้ในวัดที่ตนให้สร้าง จีวรนี้ ชื่อว่า จีวรสำหรับวิหาร.

        เครื่องปูลาดบนเตียง   ท่านเรียกว่า   เครื่องลาดข้างบน.
        เครื่องปูลาดที่ทำด้วยเศษผ้า  เพื่อต้องการจะรักษาพื้นที่ทำบริกรรม

ท่านเรียกว่า ผ้าลาดพื้น. ภิกษุทั้งหลายลาดเสื่ออ่อนบนเครื่องลาดนั้น แล้ว เดินจงกรม.

        เปลือก  (ปลอก)  ฟูกรองเตียง  หรือฟูกรองตั่ง ชื่อว่า  เปลือกฟูก.

ถ้าเปลือกฟูกเขายัดไว้เต็ม, แม้จะรื้อออกแล้วถือเอา ก็ควร. บรรดาจีวร สำหรับวิหารเป็นต้นเหล่านี้ ดังกล่าวมาอย่างนี้ จีวรทีมีอยู่ในวัดนั้น พวก ภิกษุที่ถูกโจรชิงเอาไป แม้ไม่ขออนุญาตจะถือเอานุ่งหรือห่มก็ได้. ก็แล การนุ่งหรือการห่มนั้น ย่อมได้ด้วยความประสงค์ว่า เราได้ (ผ้านุ่งหรือ ผ้าห่มแล้ว ) จักตั้งลงไว้ คือ จักเก็บไว้อย่างเดิม, ย่อมไม่ได้ โดยการ ขาดมูลค่า (การถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน). ก็แล ครั้นได้ (ผ้านุ่งหรือ ผ้าห่ม) จากญาติ หรือจากอุปัฏฐาก หรือแม้จากที่แห่งใดแห่งหนึ่งอื่นแล้ว พึงกระทำให้กลับเป็นปกติเดิมทีเดียว. ภิกษุไปยังต่างถิ่นแล้ว พึงเก็บไว้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 811 ในอาวาสของสงฆ์แห่งหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่การใช้สอย โดยการใช้สอย เป็นของสงฆ์. ถ้าจีวรสำหรับวิหารนั้น ชำรุด หรือหายไป โดยการใช้สอย ของภิกษุนั้น ไม่เป็นสินใช้. แต่ถ้าว่า ภิกษุไม่ได้ผ้าอะไร ๆ บรรดา ผ้าเหล่านี้ มีผ้าของคฤหัสถ์เป็นต้น มีเปลือกฟูกเป็นที่สุด มีประการ ดังกล่าวแล้ว, เธอพึงเอาหญ้า หรือใบไม้ปกปิดเเล้วมาเถิด ฉะนี้แล.

        จีวรแม้ที่อาจารย์และอุปัชฌาย์   ผู้ถูกโจรชิงจีวรไป   ขอกะชนเหล่า

อื่นว่า นำจีวรมาเถิด อาวุโส ! แล้วถือเอาไป หรือถือเอาไปด้วยวิสาสะ ย่อมควรเพื่อจะกล่าวว่า ถึงการสงเคราะห์เข้า ในคำว่า เกหิจิ วา อจฺฉินฺน (ถูกใคร ๆ ชิงเอาไปก็ดี) นี้.

        อนึ่ง  แม้จีวรที่พวกนิสิตปกปิดด้วยหญ้า   และใบไม้ด้วยตนเองแล้ว

ถวายแก่ภิกษุมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น ผู้ถูกโจรชิงจีวรย่อมควร เพื่อจะกล่าวว่า ถึงการสงเคราะห์เข้า ในคำว่า ปริโภคชิณฺณ วา (ใช้สอยเก่าไปก็ดี) นี้. จริงอยู่ เมื่อมีเนื้อความที่ควรกล่าวอย่างนั้น ภิกษุ เหล่านั้นจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานเป็นผู้ถูกชิงจีวร และในฐานเป็นผู้มีจีวรหาย แท้. เพราะฉะนั้น อนาบัติในเพราะวิญญัตติ และในเพราะบริโภคอกัป- ปิยจีวร จักเป็นของสมควรแก่ภิกษุเหล่านั้นแล.

        ในคำว่า    าติกาน   ปวาริตาน  นี้   บัณฑิตพึงเห็นความอย่างนี้

ว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ออกปากขอ คือ ผู้อ้อนวอนขอกะญาติและคน ปวารณาว่า พวกท่านจงถวายของตน แก่ภิกษุเหล่านี้, แท้จริง ไม่มี อาบัติหรืออนาบัติ แก่ภิกษุทั้งหลายที่พวกญาติปวารณาเเล้ว.*

        แม้ในคำว่า   อตฺตโน   ธเนน  นี้   บัณฑิตก็พึงเห็นความอย่างนี้ว่า
  • แปลตามอัตถโยชนา ๑/๕๔๑. ญาตกาน ปวาริตานนฺติ ญาตเกหิ ปริวาริตาน ภกฺขูน-ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 812 ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ออกปากขอ คือผู้สั่งให้จ่าย หรือสั่งให้แลกเปลี่ยน ด้วยกัปปิยภัณฑ์ของตน โดยกัปปิยโวหารเท่านั้น.

       อนึ่ง  ในคำว่า  ปวาริตาน  นี้   มีวินิจฉัยดังนี้:-  ในปัจจัยทั้งหลาย 

ที่เขาปวารณาไว้ด้วยอำนาจแห่งสงฆ์ ควรขอแต่พอประมาณเท่านั้น. ใน การปวารณาเฉพาะบุคคล ควรขอแต่เฉพาะสิ่งของที่เขาปวารณาเหมือนกัน . แท้จริง คนใดปวารณาด้วยจตุปัจจัยกำหนดไว้เองทีเดียว แล้วถวาย สิ่งของที่ต้องการโดยอาการอย่างนั้น คือ ย่อมถวายจีวรตามสมควรแก่กาล ย่อมถวายอาหารมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นทุก ๆ วัน, กิจที่จะต้องออก ปากขอกะคนเช่นนั้น ไม่มี. ส่วนบุคคลใดปวารณาแล้ว ย่อมไม่ให้ เพราะ เป็นผู้เขลา หรือเพราะหลงลืมสติ, บุคคลนั้น อันภิกษุควรขอ. บุคคล กล่าวว่า ผมปวารณาเรือนของผม, ภิกษุพึงไปสู่เรือนของบุคคลนั้นแล้ว พึงนั่ง พึงนอน ตามสบาย ไม่พึงรับเอาอะไร ๆ. ส่วนบุคคลใด กล่าวว่า ผมขอปวารณาสิ่งของที่มีอยู่ในเรือนของผม ดังนี้, พึงขอสิ่งของที่เป็น กัปปิยะซึ่งมีอยู่ในเรือนของบุคคลนั้น. ในกุรุนทีกล่าวว่า แต่ภิกษุจะนั่ง หรือจะนอนในเรือน ไม่ได้.

       ในคำว่า   อญฺสฺสตฺถาย  นี้  มีอรรถอย่างหนึ่ง  ดังนี้ว่า  ไม่เป็น

อาบัติแก่ภิกษุผู้ขอกะญาติและคนปวารณาของตน เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง อย่างเดียวหามิได้ โดยที่แท้ ขอเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุอื่น ก็ไม่เป็นอาบัติ.

       ส่วนอรรถอย่างที่สองในบทว่า  อญฺสฺส  นี้   ดังต่อไปนี้ว่า   ไม่เป็น

อาบัติแก่ภิกษุผู้ออกปากขอกะญาติและคนปวารณาของภิกษุอื่น เพื่อประ-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 813 โยชน์แก่ภิกษุนั้นนั่นเอง คือ พระพุทธรักขิต ซึ่งได้โวหารว่า ผู้อื่น*. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

        บรรดาปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น      สิกขาบทแม้นี้ก็มีสมุฏฐาน  ๖

เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                     พรรณนาอัญญาตกวิญญัตติสิกขาบทที่  ๖  จบ
                                    จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๗
                                     เรื่องของพระฉัพพัคคีย์
       [๕๘]   โดยสมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรถูกชิงไป แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย การขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนหรือแม่เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุผู้มีจีวรถูกชิงไป หรือผู้มีจีวร ฉิบหายแล้ว ท่านทั้งหลายจงขอจีวรเถิด

        ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า  พอแล้ว  ขอรับ  พวกผมได้จีวรมาแล้ว
       ฉ.  พวกผมจะขอเพื่อประโยชน์ของพวกท่าน
        ภิ.   จงขอเถิด  ขอรับ
  • อตฺถโยชนา ๑/๕๔๒/ กำหนดให้แปลว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ขอปัจจัยทั้งหลายที่พวก

ญาติของพวกภิกษุอื่นปวารณาไว้ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธรักขิต หรือพระธรรมรักขิต นั้นนั่นแล-ผู้ได้โวหารว่า "ภิกษุอื่น" - ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 814

        ลำดับนั้น     พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  แล้ว

กล่าวคำนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกภิกษุที่มีจีวรถูกชิงไปมาแล้ว ขอท่าน ทั้งหลายจงถวายจีวรแก่พวกเธอ ดังนี้แล้ว ขอจีวรได้มาเป็นอันมาก

        ครั้งนั้น   บุรุษหนึ่ง   นั่งอยู่ในที่ชุมชน    พูดกะบุรุษอีกผู้หนึ่งว่า

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีจีวรถูกชิงไปมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ถวายจีวรแก่ท่าน เหล่านั้นแล้ว แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ได้ถวาย ไปแล้ว แม้บุรุษอื่นอีกก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ได้ถวายไปแล้ว บุรุษเหล่านั้นจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ- สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงไม่รู้จักประมาณ ขอจีวรมามากมายเล่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จักทำการค้าผ้าหรือจักตั้งร้านขายผ้า

       ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนา

อยู่ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้ไม่รู้จักประมาณ ขอจีวรมามากมายเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า

                          ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
       พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์      ในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอไม่รู้จักประมาณ ขอจีวรมาไว้ มากมาย จริงหรือ

       พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 815

       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงไม่รู้จักประมาณ ขอ จีวรมาไว้มากมายเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไป เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                          ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์  โดยอเนกปริยายดังนี้ 

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 816 อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจะบังเกิดในอนาคต เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุนชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

         ก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง
อย่างนี้   ว่าดังนี้:- 
                                  พระบัญญัติ
        ๒๖. ๗.   ถ้าพ่อเจ้าเรือนก็ดี   แม่เจ้าเรือนก็ดี   ผู้มิใช่ญาติปวารณา

ต่อภิกษุนั้น ด้วยจีวรเป็นอันมาก เพื่อนำไปได้ตามใจ ภิกษุนั้นพึง ยินดีจีวร มีอุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างมาก จากจีวรเหล่านั้น ถ้า ยินดียิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                            เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ
                                 สิกขาบทวิภังค์
        [๕๙]   บทว่า  ถ้า...ต่อภิกษุนั้น  ได้แก่ ภิกษุผู้มีจีวรถูกชิงไป.
        ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ    คือไม่ใช่คนเนื่องถึงกันทางมารดาก็ดี    ทาง

บิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก.

        ที่ชื่อว่า  พ่อเจ้าเรือน   ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือน.
        ที่ชื่อว่า  แม่เจ้าเรือน   ได้แก่ สตรีผู้ครอบครองเรือน.
        บทว่า    ด้วยจีวรเป็นอันมาก  คือ  จีวรหลายผืน. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 817

       บทว่า ปวารณา...เพื่อนำไปได้ตามใจ  คือ  ปวารณาว่า  ท่านต้อง

การจีวรเท่าใด ก็จงรับไปเท่านั้นเถิด

       คำว่า     ภิกษุนั้นพึงยินดีจีวรมีอุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่าง

มาก จากจีวรเหล่านั้น ความว่า ถ้าจีวรหาย ๓ ผืน เธอพึงยินดีเพียง ๒ ผืน หาย ๒ ผืน พึงยินดีเพียงผืนเดียว หายผืนเดียวอย่าพึงยินดีเลย

       คำว่า ถ้ายินดียิ่งกว่านั้น    ความว่า    ขอมาได้มากกว่านั้น    เป็น

ทุกกฏในประโยคที่ยินดีเกินกำหนด เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสีย สละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แล  ภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น   อย่างนี้:-
                                              วิธีเสียสละ
                               เสียสละแก่สงฆ์
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า    กราบเท้า 

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า      ขอแล้วเกินกำหนดต่อเจ้า

เรือนผู้มิใช่ญาติ เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

         ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า     ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า     จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 818

                                 เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้น    พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า  จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า  ขอแล้วเกินกำหนดต่อเจ้าเรือน

ผู้มิใช่ญาติ เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านทั้งหลาย   ขอจงพึงข้าพเจ้า   จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                เสียสละแก่บุคคล
        ภิกษุรูปนั้น    พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

         ท่าน     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า     ขอแล้วเกินกำหนดต่อเจ้าเรือน

ผู้มิใช่ญาติ เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                        บทภาชนีย์
                             ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
          [๖๐]    เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ     ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    ขอจีวรเกิน

กำหนด เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 819

       เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย   ขอจีวรเกินกำหนด  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ     ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ     ขอจีวรเกินกำหนด

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                            ทุกกฏ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ    ขอจีวร... ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

       เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสงสัย  ขอจีวร...ต้องอาบัติทุกกฏ
                                      ไม่ต้องอาบัติ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ...ไม่ต้องอาบัติ.
                                       อนาปัตติวาร
        [๖๑]    ภิกษุนำเอาไปด้วยคิดว่า  จักนำจีวรที่เหลือมาคืน  ๑  เจ้าเรือน

ถวายบอกว่า จีวรที่เหลือจงเป็นของท่านรูปเดียว ๑ เจ้าเรือนไม่ได้ถวาย เพราะเหตุจีวรถูกชิงไป ๑ เจ้าเรือนไม่ได้ถวายเพราะเหตุจีวรหาย ๑ ภิกษุ ขอต่อญาติ ๑ ภิกษุขอต่อคนปวารณา ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                               จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๗  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 820

                         จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๗
                           พรรณนาตทุตตริสิกขาบท
       ตทุตตริสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในตทุตตริสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:-

                       [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องปวารณาเพื่อนำไป]
       ศัพท์ว่า  อภิ  ในคำว่า  อภิหฏฺฐุ  เป็นอุปสรรค.   มีอรรถว่า  เพื่อ

นำไป. มีคำอธิบายว่า เพื่อถือเอา.

       บทว่า ปวาเรยฺย  มีความว่า  พึงให้ปรารถนา  คือ   ให้เกิดความ

ปรารถนา ความพอใจ, อธิบายว่า พึงบอก คือ พึงนิมนต์. เพื่อทรง แสดงอาการที่ผู้ปวารณาเพื่อให้นำไปจะพึงกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง ตรัสบทภาชนะแห่งบทว่า อภิหฏฺฐุ ไว้อย่างนี้ว่า ท่านต้องการจีวรเท่าใด ก็จงรับไปเท่านั้นเถิด. อีกอย่างหนึ่ง ในบาทคาถานี้ว่า เนกฺขมฺม หฏฺฐุ- เขมโต มีอรรถว่า ทิสฺวา (เห็นแล้ว) ฉันใด, สองบทว่า อภิหฏฺฐุ ปวาเรยฺย แม้ในสิกขาบทนี้ ก็มีอรรถว่า เขานำมาแล้วปวารณา ฉันนั้น.

       การนำมาในคำว่า  อภิหริตฺวา  นั้น   มี ๒ อย่างคือ   การนำมาด้วย

กายอย่าง ๑ การนำนาด้วยวาจาอย่าง ๑. พ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ นำผ้าทั้งหลายมาด้วยกายแล้ววางไว้ที่ใกล้เท้า พึงปวารณา กล่าวว่า ท่านต้องการจีวรเท่าใด ก็จงรับไปเท่านั้นเถิด. อนึ่ง พึงกล่าว ปวารณาด้วยวาจาว่า เรือนคลังผ้าของพวกข้าพเจ้า เต็มบริบูรณ์, ท่าน

ต้องการจีวรเท่าใด   ก็จงรับไปเท่านั้นเถิด.   ก็เพราะรวมการนำมาทั้งสอง

นั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน ตรัสเรียกว่า ปวารณาเพื่อนำไป.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 821

       บทว่า  สนฺตรุตฺตรปรม   มีวิเคราะห์ว่า   ผ้าอุตราสงค์   กับอันตร-

วาสก เป็นอย่างยิ่งแห่งจีวรนั้น; เหตุนั้น จีวรนั้น จึงชื่อว่า มีอุตราสงค์ กับอันตรวาสกเป็นอย่างยิ่ง. มีคำอธิบายว่า ผ้าห่มกับผ้านุ่ง เป็นกำหนด อย่างสูงแห่งจีวรนั้น.

       หลายบทว่า  ตโต   จีวร   สาทิตพฺพ    มีความว่า   ภิกษุพึงถือเอาจีวร

มีประมาณเท่านี้ จากจีวรที่คฤหบดี หรือ คฤหปตานี ผู้มิใช่ญาตินำมา ให้นั้น, อธิบายว่า ไม่ควรรับเกินกว่านี้. ก็เพราะว่าภิกษุผู้มีเพียงไตรจีวร เท่านั้น ถูกโจรชิงเอาจีวรไปหมด ควรปฏิบัติอย่างนี้, ภิกษุอื่นควร ปฏิบัติแม้อย่างอื่น; ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงวิภาคนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสบทภาชนะเเห่งบทว่า ตโต จีวร สาทิตพฺพ นั้น โดยนัยมีว่า สเจ

 ตีณิ  นฏฺานิ   โหนฺติ     เป็นต้น.
      วินิจฉัยในคำว่า สเจ  ตีณิ   นฏฺานิ  เป็นต้นนั้น  ดังต่อไปนี้:-
      ถ้าภิกษุใดมีจีวรหาย ๓ ผืน,  ภิกษุนั้น  พึงยินดี ๒ ผืน.  คือจักนุ่ง

ผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แล้วแสวงหาอีกผืนหนึ่งจากที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาค กัน . ภิกษุใด มีจีวรหาย ๒ ผืน ภิกษุนั้น พึงยินดีผืนเดียว. ถ้าภิกษุ เที่ยวไปโดยปกติด้วยอุตราสงค์กับอันตรวาสก พึงยินดี ๒ ผืน. เมื่อยินดี เช่นนั้น จักเป็นผู้เสมอกับภิกษุผู้ยินดีผืนเดียวนั่นเอง. หายผืนเดียว ไม่ พึงยินดี. ภิกษุใดมีจีวรหายไปผืนเดียวในบรรดาจีวร ๓ ผืน, ภิกษุนั้น ไม่ควรยินดี. แต่บรรดาจีวร ๒ ผืน ของภิกษุใดหายผืนเดียว, เธอพึง ยินดีผืนเดียว. แต่ของภิกษุใด มีผืนเดียวเท่านั้น และจีวรผืนนั้นหาย, ภิกษุนั้น พึงยินดี ๒ ผืน. แต่สำหรับภิกษุนี้ เมื่อหายไปทั้ง ๕ ผืน พึง ยินดี ๒ ผืน. เมื่อหาย ๔ ผืน พึงยินดีผืนเดียว. เมื่อหาย ๓ ผืน ไม่พึง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 822 ยินดีอะไร ๆ เลย. ก็ในจีวรที่หายไป ๒ ผืน หรือ ๑ ผืน จะต้องกล่าว ไปทำไมเล่า  ? จริงอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พึงตั้งอยู่ในความเป็นผู้มี อุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างยิ่ง. ยิ่งกว่านั้นไปย่อมไม่ได้, คำดังกล่าว มานี้ เป็นลักษณะในข้อนี้.

        สองบทว่า  เสสก  อาหริสฺสามิ   มีความว่า   ข้าพเจ้า   จักทำจีวร

สองผืนแล้ว จักนำผ้าที่เหลือมาคืนให้.

        บทว่า  น   อจฺฉินฺนการณา   มีความว่า   พวกทายกถวายด้วยอำนาจ

แห่งคุณมีความเป็นพหูสูตเป็นต้น.

        ในบทว่า าตกน    เป็นต้น     มีความว่า   ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้

ยินดีจีวรของพวกญาติถวาย ผู้ยินดีของพวกคนปวารณาถวาย ผู้ยินดี (จีวรที่จ่ายมา) ด้วยทรัพย์ของตน.

        อนึ่ง  ในอรรถกถาทั้งหลาย    ท่านกล่าวว่า    ตามปกตินั่นแลจะขอ

จีวรแม้มากในที่แห่งญาติและคนปวารณา ก็ควร, เพราะเหตุที่ถูกโจร เป็นต้นชิงไป ควรจะขอแต่พอประมาณเท่านั้น. คำนั้นไม่สมด้วยพระ- บาลี. ก็เพราะสิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ในเพราะเรื่อง ขอเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นเท่านั้น; เพราะฉะนั้น ในสิกขาบทนี้ พระองค์ จึงไม่ตรัสว่า เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น .

        บรรดาปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น     สิกขาบทแม้นี้    ก็มีสมุฏฐาน  ๖

เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจี- กรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                        พรรณนาตทุตตริสิกขาบทที่  ๗  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 823

                                 จีวรวรรค  สิกขายทที่  ๘
                               เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร 
       [๖๒]   โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  พระเชต-

วัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นบุรุษ ผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะภรรยาว่า ฉันจักยังท่านพระอุปนันทะให้ครองจีวร

      ภิกษุรูปหนึ่งผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร   ได้ยินบุรุษนั้นกล่าว

คำนี้ จึงเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะ ท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า อาวุโส อุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก ใน สถานที่โน้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะภรรยาว่า ฉันจักยังท่านพระ- อุปนันทะให้ครองจีวร

       ท่านพระอุปนันทะกล่าวรับรองว่า  มีขอรับ  เขาเป็นอุปัฏฐากของผม

ครั้นแล้วท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้เข้าไปหาบุรุษนั้นแล้วสอบถาม เขาว่า จริงหรือ ข่าวว่า ท่านประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร

       บุ.   ความจริง    ผมตั้งใจไว้อย่างนี้ว่า   จักยังท่านพระอุปนันทะให้

ครองจีวร

       อุ.  ถ้าท่านประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร  ก็จงให้ครองจีวรชนิดนี้ 

เถิด เพราะจีวรที่อาตมาไม่ใช้ แม้ครองแล้วจักทำอะไรได้

       บุรุษนั้นจึงเพ่งโทษ     ติเตียน   โพนทะนาขึ้นในขณะนั้นว่า   พระ-

สมณะเชื้อสายพระะศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ จะให้ ครองจีวรก็ทำได้ไม่ง่าย ไฉนพระคุณเจ้าอุปนันทะ อันเราไม่ได้ปวารณา ไว้ก่อนจึงได้เข้ามาหา แล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 824

        ภิกษุทั้งหลาย     ได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ    ติเตียน   โพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุปนันท- ศากยบุตร อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน ถึง การกำหนดในจีวรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                          ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
        พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์      ในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันท- ศากยบุตรว่า ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่า เธออันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร จริงหรือ

        ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
        ภ.  ดูก่อนอุปนันทะ   เขาเป็นญาติของเธอ  หรือมิใช่ญาติ
        อุ.  มิใช่ญาติ   พระพุทธเจ้าข้า          
                                  ทรงติเตียน   
        พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า      ดูก่อนโมฆบุรุษ     การ

กระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่มิใช่ญาติย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มี ของคนที่มิใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ยังเข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดในจีวรได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 825 ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อ ความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่าง อื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร       โดย 

อเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็น คนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความ เป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความ กำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล    เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ- ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 826

                                  พระบัญญัติ
        ๒๗.  ๘. อนึ่ง   มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี  แม่เจ้าเรือนก็ดี   ผู้มิใช่ญาติตระ- 

เตรียมทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะภิกษุไว้ว่า เราจักจ่ายจีวรด้วย ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร ถ้าภิกษุนั้นเขา ไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรในสำนัก ของเขาว่า ดีละ ท่านจงจ่ายจีวรเช่นนั้น หรือเช่นนี้ ด้วยทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรนี้ แล้วยังรูปให้ครองเถิด เป็นนิสสัคติยปาจิตตีย์ ถือ เอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี.

                       เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ
                                สิกขาบทวิภังค์
        [๖๓]  บทว่า  อนึ่ง...เฉพาะภิกษุ    ความว่า    เพื่อประโยชน์ของ

ภิกษุ คือทำภิกษุให้เป็นอารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง

        ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ    คือ    ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน    ทางมารดาก็ดี

ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก

        ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน  ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือน
         ที่ชื่อว่า  แม่เจ้าเรือน   ได้แก่ สตรีผู้ครอบครองเรือน
         ที่ชื่อว่า  ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร   ได้แก่  เงิน  ทอง   แก้วมณี   แก้ว

มุกดา แก้วลาย แก้วผลึก ผ้า ด้าย หรือฝ้าย.

        บทว่า  ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้  คือ   ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้

เฉพาะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 827

        บทว่า  จ่าย   คือ แลกเปลี่ยน. 
        บทว่า ให้ครอง  คือ  จักถวาย
        คำว่า  ถ้าภิกษุนั้น...ในสำนักของเขา   ได้แก่ ภิกษุที่เขาตระเตรียม

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ถวายเฉพาะ.

       บทว่า  เขาไม่ได้ปวารณาก่อน   คือ   เป็นผู้อันเขาไม่ได้บอกไว้

ก่อนว่า ท่านเจ้าข้า ท่านจะต้องการจีวรเช่นไร ผมจักจ่ายจีวรเช่นไร ถวายท่าน.

        บทว่า  เข้าไปหาแล้ว   คือ   ไปถึงเรือนแล้ว    เข้าไปหาในที่แห่งใด

แห่งหนึ่ง.

       บทว่า   ถึงการกำหนดในจีวร  คือ  กำหนดว่า  ขอให้ยาว    ขอให้

กว้าง ขอให้เนื้อแน่น หรือขอให้เนื้อละเอียด.

       บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้    คือ   ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้

เฉพาะ.

       บทว่า  เช่นนั้นหรือเช่นนี้  คือ  ยาวหรือกว้าง   เนื้อแน่นหรือเนื้อ

ละเอียด.

        บทว่า  จ่าย   คือ   แลกเปลี่ยน.
       บทว่า   ยังรูปให้ครองเถิด  คือ  จงให้.
       บทว่า ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี   คือ  มีความประสงค์ผ้าที่ดี

ต้องการผ้าที่มีราคาแพง

        เขาจ่ายจีวรยาวก็ดี   กว้างก็ดี   เนื้อแน่นก็ดี   เนื้อละเอียดก็ดี    ตาม

คำของเธอ เป็นทุกกฏในประโยคที่เขาจ่าย เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แล  ภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น   อย่างนี้:- 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 828

                                      วิธีเสียสละ
                          เสียสละแก่สงฆ์  
       ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบเท้าภิกษุ

ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า      เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน

ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของ จำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า     ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า     จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ 

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                                  เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

         ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า      เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน

ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของ จำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

         ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้

        ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า   จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้   เป็น 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 829 ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้ .

                                   เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่าน   จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน   ข้าพเจ้า

เข้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น      พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                         บทภาชนีย์
                              ติกนิสสัคติยปาจิตตีย์
         [๖๔]    เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ      ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ      เขาไม่ได้

ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรเป็น นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน   เข้าไป

หาเจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    เขาไม่ได้ปวารณาไว้

ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง อาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 830

                                              ทุกกฏ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ...ต้องอาบัติทุกกฏ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ   ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ
                                        ไม่ต้องอาบัติ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ...ไม่ต้องอาบัติ.
                                          อนาปัตติวาร
        [๖๕]   ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้เป็นญาติ  ๑        ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้

ปวารณาไว้ ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วย ทรัพย์ของตน ๑ เจ้าเรือนใคร่จะจ่ายจีวรมีราคาแพง ภิกษุให้เขาจ่ายจีวร มีราคาถูก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                               จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๘  จบ  
                                จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๘
                              พรรณนาปฐมอุปักขฏสิกขาบท
       อุปักขฏสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในอุปักขฏสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

                        [แก้อรรถมูลเหตุปฐมบัญญัติ]
        ในคำว่า  อตฺถาวุโส  ม  โส  อุฏฺาโก นี้  มีความอย่างนี้ว่า    ท่าน

ผู้มีอายุ ! บุรุษที่ท่านพูดถึง เห็นปานนี้นั้น เป็นอุปัฏฐากของผม มีอยู่.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 831

        คำว่า   อปิมยฺยา   เอว  โหติ     มีความว่า     ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า !

ความจริง ผมตั้งใจไว้อย่างนั้น. ปาฐะว่า อปิ เมยฺยา เอว โหติ แปลว่า ข้าแด่พระคุณเจ้า ! ถึงผมก็มีความคิดอย่างนี้ ดังนี้ ก็มี.

       บทว่า  อุทฺทิสฺส   ที่มีอยู่ในคำว่า   ภิกฺขุ   ปเนว  อุทฺทิสฺส   นี้    มี

อรรถว่า อ้างถึง คือ ปรารภถึง. ก็เพราะทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรที่พ่อ เจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ตระเตรียมไว้เฉพาะภิกษุใด จัดว่าเป็นอัน เขาตระเตรียมแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุนั้น; ฉะนั้น ในบทภาชนะแห่ง บทว่า ภิกฺขุ ปเนว อุทฺทสฺส นั้น ท่านพระอุบาลี จึงกล่าวว่า เพื่อ ประโยชน์แก่ภิกษุ.

         [แก้อรรถสิกขาบทวิภังค์ว่าด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร]
       คำว่า ภิกฺขุ   อารมฺมณ   กริตฺวา  ได้แก่ กระทำภิกษุให้เป็นปัจจัย.
        จริงอยู่   ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรที่พ่อเจ้าเรือน   หรือแม่เจ้าเรือนตระ-

เตรียมไว้เฉพาะภิกษุใด ย่อมชื่อว่าเป็นอันเขาทำภิกษุนั้นให้เป็นปัจจัย ตระเตรียมไว้โดยแน่นอนทีเดียว. เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ทำภิกษุให้ เป็นอารมณ์. ความจริง แม้ปัจจัย ก็มาแล้วโดยชื่อว่า อารมณ์ ในคำว่า ลภติ มาโร อารมฺมณ แปลว่า มารย่อมได้ปัจจัย ดังนี้เป็นต้น .

       บัดนี้    เพื่อแสดงอาการของกัตตา (ผู้ทำ)    ในบทว่า อุทฺทิสฺส   นี้ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ประสงค์จะให้ภิกษุครอง. จริงอยู่ คฤหบดี ผู้ประสงค์จะให้ภิกษุครองนั้น ตระเตรียมไว้เฉพาะภิกษุนั้น, มิใช่ (ตระ- เตรียม) เพราะเหตุอื่น. เพราะเหตุนี้ คฤหบดีนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ประสงค์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 832 จะให้ครอง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำว่า ผู้ประสงค์ จะให้ภิกษุครอง.

       สองบทว่า  อญฺาตกสฺส  คหปติสฺส  วา   มีอรรถว่า   อันคฤหบดี

ผู้มิใช่ญาติ ก็ดี. แท้จริง คำนี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยา- วิภัตติ. แต่ในบทภาชนะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะไม่วิจารณ์พยัญชนะ แสดงแต่อรรถอย่างเดียว จึงตรัสคำมีอาทิว่า อญฺาตโก นาม ฯ เป ฯ คหปติ นาม ดังนี้.

         บทว่า  จีวรเจตาปน   แปลว่า   มูลค่าแห่งจีวรม,    ก็เพราะมูลค่าแห่ง

จีวรนั้น ย่อมเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในบรรดาทรัพย์มีเงินเป็นต้น; ฉะนั้น ในบทภาชนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า หิรญฺ วา เป็นต้น.

        สองบทว่า  อุปกฺขฏ  โหติ  ได้แก่  เป็นทรัพย์ที่เขาตระเตรียมไว้ คือ

รวบรวมไว้แล้ว. ก็เพราะด้วยคำว่า หิรญฺ วา เป็นต้นนี้ ย่อมเป็นอัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่มูลค่าจีวรนั้น เป็นของอันคฤหบดีนั้น ตระเตรียมไว้แล้ว; ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่ทรงยกบทว่า อุปกฺขฏ นาม ขึ้นแล้วตรัสบทภาชนะแยกไว้ต่างหาก. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงทรัพย์ ที่เขาตระเตรียมไว้ จึงตรัสว่า อิมินา เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า อิมินา นั้น จึงตรัสว่า ปจฺจุ- ปฏฺิเตน แปลว่า ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดไว้เฉพาะ. จริงอยู่ มูลค่าแห่งจีวร ที่คฤหบดี ตระเตรียมไว้ คือรวบรวมไว้แล้ว ชื่อว่า เป็นทรัพย์ที่เขาจัด หาไว้เฉพาะ ฉะนี้แล.

       คำว่า  อจฺฉาเทสฺสามิ นี้    เป็นคำสำนวน.   แต่ความหมาย  ในคำว่า

อจฺฉาเทสฺสามิ นี้ ดังนี้ว่า ข้าพเจ้าจักถวายแก่ภิกษุ ผู้มีชื่อนี้. เพราะ-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 833 เหตุนั้นนั่นแล แม้ในบทภาชนะแห่งบทว่า อจฺฉาเทสฺสามิ นั้น พระองค์ จึงตรัสว่า ทสฺสามิ แปลว่า เราจักถวาย.

        ในคำว่า  ตตฺร  เจ  โส  ภิกฺขุ  นี้   มีการเชื่อมบทอย่างนี้ว่า   ถ้าภิกษุ

นั้น เขามิได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร ใน สำนักของเจ้าพ่อเรือน หรือแม่เจ้าเรือนนั้น.

        บรรดาบทเหล่านั้น    เมื่ออรรถแห่งบทว่า  อุปสงฺกมิตฺวา    แปลว่า

เข้าไปหาแล้ว นี้สำเร็จด้วยบทว่า คนฺตฺวา แปลว่า ไปแล้ว นี้แล พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สู่เรือน ดังนี้ ด้วยอำนาจโวหารข้างมาก. เนื้อ ความในบทว่า คนฺตฺวา นี้ อย่างนี้ว่า ก็ทายกนั้นอยู่ ณ ที่ใด ไปแล้ว ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้น จึงตรัสซ้ำอีกว่า เข้าไปหาแล้ว ณ ที่แห่งใด แห่งหนึ่ง.

       สองบทว่า  วิกปฺป   อาปชฺเชยฺย    มีความว่า     พึงถึงความกำหนด

พิเศษยิ่ง คือ การจัดแจงอย่างยิ่ง. แต่ในบทภาชนะ เพื่อแสดงเหตุเป็น เครื่องให้ถึงความกำหนดเท่านั้น จึงตรัสว่า อายต วา เป็นต้น.

       ศัพท์ว่า สาธุ  เป็นนิบาตลงในความอ้อนวอน.
       ศัพท์ว่า  วต  เป็นนิบาตเป็นไปในความรำพึง.
       ภิกษุย่อมอ้างตนเอง  ด้วยบทว่า ม   (ยังรูป).
       ย่อมร้อง  คือ  ย่อมเรียก  ผู้อื่นว่า  อายสฺมา (ท่าน).
       ก็คำทั้งหมดนี้   เป็นเพียงสักว่าพยัญชนะ  มีอรรถตื้นทั้งนั้น;   เพราะ-

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่ตรัสอธิบายไว้ในบทภาชนะแห่งบทว่า สาธุ เป็นต้นนั้น.

       สองบทว่า  กลฺยาณกมฺยต  อุปาทาย  มีความว่า    ถือเอาความเป็น 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 834 ผู้ใคร่ในจีวรที่ดี คือ ความเป็นผู้ปรารถนาจีวรที่วิเศษยิ่งด้วยจิต. บทว่า อุปาทาย นั้น เชื่อมความกับบทว่า อาปชฺเชยฺย เจ นี้. อนึ่ง เพราะเหตุ ที่ภิกษุใด ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี ย่อมถึงความกำหนด, ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้มีความต้องการจีวรดี คือ มีความต้องการด้วยจีวรที่มีค่ามาก; ฉะนั้น ในบทภาชนะแห่งบทว่า กลฺยาณกมฺยต อุปาทาย นั้น จึงทรง ละพยัญชนะเสีย ตรัสคำนั้นเท่านั้น เพื่อแสดงเฉพาะอรรถที่ต้องการ. แต่เพราะอาบัติ ยังไม่ถึงที่สุดด้วยเหตุสักว่า การถึงความกำหนดจีวรนี้ เท่านั้น; ฉะนั้น จึงตรัสคำว่า ตสฺส วจเนน แปลว่า ตามคำของภิกษุ นั้น เป็นต้น.

       ในคำว่า  อนาปตฺติ  าตกาน    เป็นต้น   ผู้ศึกษาพึงเห็นอรรถอย่างนี้

ว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ถึงความกำหนดในจีวรของพวกญาติ.

       คำว่า  มหคฺฆ  เจตาเปตุกามสฺส  อปฺปคฺฆ  เจตาเปติ   มีความว่า

ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้กล่าวแก่คฤหบดี ผู้ใคร่จะให้จ่ายจีวรมีราคา ๒๐ บาท ว่า อย่าเลย ด้วยจีวรมีราคา ๒๐ นี้ แก่รูป, จงถวายจีวรมีค่า ๑๐ บาท หรือ ๘ บาท เถิด.

       คำว่า อปฺปคฺฆ   นี้   ตรัสไว้  เพื่อป้องกันราคาที่มากเกินไปนั่นเอง.

แต่แม้ในจีวรที่เสมอกัน (มีราคาเท่ากัน ) ก็ไม่เป็นอาบัติ. ก็แล จีวรนั้น เสมอกัน (เท่ากัน ) ด้วยอำนาจแห่งราคาเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยอำนาจประมาณ (ขนาด). จริงอยู่ สิกขาบทนี้ มีการให้เพิ่มราคา; เพราะฉะนั้น แม้จะ พูดกะคฤหบดี ผู้ใคร่จะให้จ่ายอันตรวาสกมีราคา ๒๐ ว่า จงถวายจีวรมี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 835 ราคาเพียงเท่านี้แหละ ดังนี้ ก็ควร. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น. แม้ สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นกับตทุตตริสิกขาบทนั่นแล.

                           พรรณนาปฐมอุปักขฏสิกขาบทที่  ๘  จบ
                                       จีวรวรรค สิกขาบทที่  ๙
                                    เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
         [๖๖]    โดยสมัยนั้น     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะบุรุษผู้หนึ่งว่า ผมจักยังท่านพระอุปนันทะให้ ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้น ก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ผมก็จักยังท่าน พระอุปนันทะให้ครองจีวร

        ภิกษุรูปหนึ่งถือการเที่ยวบิณฑบาต   ได้ยินถ้อยคำที่เจรจากันนี้ของ

บุรุษทั้งสองนั้น จึงเข้าไปหาพระอุปนันทศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าว คำนี้กะท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า อาวุโสอุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญ มาก ในสถานที่โน้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะบุรุษอีกผู้หนึ่งว่า ผม จักยังท่านพระอุปนันทะให้ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นได้กล่าวอย่างนี้ ว่า แม้ผมก็จักยังท่านพระอุปนันทะให้ครองจีวร

        ท่านพระอุปนันทะกล่าวรับรองว่า    มีขอรับ     เขาทั้งสองนั้นเป็น

อุปัฏฐากของผม ครั้นแล้วท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้เข้าไปหาบุรุษ ทั้งสองคนนั้น แล้วสอบถามเขาว่า จริงหรือ ท่านทั้งหลาย ข่าวว่า ท่านทั้งสองประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 836

       บุ.  ความจริง     พวกผมได้พูดกันไว้อย่างนี้ว่า    จักยังท่านพระ-

อุปนันทะให้ครองจีวร

       อุ.    ถ้าท่านทั้งสองประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร  ก็จงให้ครองจีวร

ชนิดนี้เถิด เพราะจีวรทั้งหลายที่อาตมาไม่ใช้ แม้ครองแล้วจักทำอะไรได้

       บุรุษทั้งสองคนนั้น   จึงเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาขึ้นในขณะ

นั้นว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่ สันโดษ จะให้ครองจีวรก็ทำได้ไม่ง่าย ไฉนพระคุณเจ้าอุปนันทะอันพวก เราไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้ามาหาแล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า

       ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษทั้งสองนั้น     เพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนา

อยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุปนันท- ศากยบุตรอันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลาย แล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                         ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
       พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์      ในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันท- ศากยบุตรว่า ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่า เธออันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลายแล้วถึงการกำหนดในจีวร จริงหรือ

       ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
       ภ.   ดูก่อนอุปนันทะ  เขาเหล่านั้นเป็นญาติของเธอ  หรือมิใช่ญาติ
       อุ.  มิใช่ญาติ  พระพุทธเจ้าข้า                                       

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 837

                                  ทรงติเตียน   
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า    ดูก่อนโมฆบุรุษ    การกระทำ 

ของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ ได้ ไม่ควรทำ คนที่ไม่ใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควรหรือ ไม่ควร ของที่มีอยู่ หรือไม่มี ของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเขาทั้งหลายไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ยังเข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน ทั้งหลายผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดในจีวรได้ การกระทำของเธอ นั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของ เธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และ เพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล

                      ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร       โดย

อเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็น คนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมัก น้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำ ธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 838 รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ- ยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้  :-

                                   พระบัญญัติ
        ๒๘. ๙.  อนึ่ง  มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี   แม่เจ้าเรือนก็ดี    ผู้มิใช่ญาติ

สองคน ตระเตรียมทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืน ๆ ไว้เฉพาะภิกษุ ว่า เราทั้งหลายจักจ่ายจีวรเฉพาะผืน ๆ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร เฉพาะผืน ๆ เหล่านี้แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวรหลายผืนด้วยกัน ถ้าภิกษุนั้นเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้วถึงการกำหนดใน จีวรในสำนักของเขาว่า ดีละ ขอท่านทั้งหลายจงจ่ายจีวรเช่นนั้น หรือ เช่นนี้ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืน ๆ เหล่านี้แล้ว ทั้งสองคน รวมกัน ยังรูปให้ครองจีวรผู้ผืนเดียวเถิด เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถือ เอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี.

                      เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 839

                                  สิกขาบทวิภังค์
       [๖๗]   บทว่า  อนึ่ง...เฉพาะภิกษุ     ความว่า    เพื่อประโยชน์ของ

ภิกษุ คือทำภิกษุให้เป็นอารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง.

       บทว่า สองคน  คือ  สองคนด้วยกัน
       ที่ชื่อว่า  ผู้มิใช่ญาติ   คือ    ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน    ทางมารดาก็ดี

ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก

       ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน  ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือน
       ที่ชื่อว่า  แม่เจ้าเรือน  ได้แก่ สตรีผู้ครอบครองเรือน
       ที่ชื่อว่า  ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร   ได้แก่  เงิน   ทอง   แก้วมณี  แก้ว

มุกดา แก้วลาย แก้วผลึก ผ้า ด้าย หรือฝ่าย.

       บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้  คือ  ด้วยทรัพย์ที่เขาจัด

หาไว้เฉพาะ.

       บทว่า  จ่าย   คือ   แลกเปลี่ยน.
       บทว่า  ให้ครอง   คือ   จักถวาย
       คำว่า ถ้าภิกษุนั้น...ในสำนักของเขา  ได้แก่ ภิกษุที่เขาทั้งสองคน

ตระเตรียมทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ถวายเฉพาะ.

       บทว่า  เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน   คือ   เป็นผู้อันเขาไม่ได้บอกไว้

ก่อนว่า ท่านเจ้าข้า ท่านจะต้องการจีวรเช่นไร ผมจักจ่ายจีวรเช่นไร ถวายท่าน.

       บทว่า  เข้าไปหาแล้ว   คือ   ไปถึงเรือนแล้ว   เข้าไปหาในที่แห่งใด

แห่งหนึ่ง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 840

        บทว่า  ถึงการกำหนดในจีวร  คือ  กำหนดว่า  ขอให้ยาว   ขอให้

กว้าง ขอให้เนื้อแน่น หรือขอให้เนื้อละเอียด.

        บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้   คือ   ด้วยทรัพย์ที่เขาจัด 

หาไว้เฉพาะ.

        บทว่า  เช่นนั้นหรือเช่นนี้   คือ   ยาวหรือกว้าง   เนื้อแน่นหรือเนื้อ

ละเอียด.

        บทว่า  จ่าย   คือ   แลกเปลี่ยน.
       บทว่า  ยังรูปให้ครอง  คือ  จงให้.
       บทว่า ทั้งสองคนรวมกัน    คือ   รวมทรัพย์ทั้งสองรายเข้าเป็นราย

เดียวกัน.

       บทว่า   ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี   คือ  มีความประสงค์ผ้าที่ดี

ต้องการผ้าที่มีราคาแพง.

        เขาจ่ายจีวรยาวก็ดี   กว้างก็ดี   เนื้อแน่นก็ดี   เนื้อละเอียดก็ดี   ตาม

คำของเธอ เป็นทุกกฏในประโยคที่เขาจ่าย เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แล   ภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น  อย่างนี้:-
                                     วิธีเสียสละ
                         เสียสละแก่สงฆ์
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 841

         ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า    เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน

ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

         ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า     ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า     จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ 

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                                 เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่:-

         ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า      เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน

ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

         ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้    เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                              เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 842

       ท่าน  จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า   เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน   ข้าพเจ้า

เจ้าไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของ จำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ     ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น       พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละแล้วให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                         บทภาชนีย์
                              ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
         [๖๘]  เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  เขาไม่ได้ปวารณา

ไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิส- สัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน  เข้าไป

หาเจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง อาบัติปาจิตตีย์

        เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    เขาไม่ได้ปวารณาไว้

ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิส- สัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                       ทุกกฏ
       เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ... ต้องอาบัติทุกกฏ 
        เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ                       

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 843

                                      ไม่ต้องอาบัติ   
        เจ้าเรือนเป็นญาติ  ภิกษุสำคัญว่า  เป็นญาติ...ไม่ต้องอาบัติ. 
                                        อนาปัตติวาร
         [๖๙]   ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้เป็นญาติ  ๑        ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้

ปวารณาไว้ ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วย ทรัพย์ของตน ๑ เจ้าเรือนใคร่จะจ่ายจีวรมีราคาแพง ภิกษุให้เขาจ่ายจีวร มีราคาถูก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                               จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๙  จบ   
                                จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๙  
                              พรรณนาทุติยอุปักขฏสิกขาบท
        บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในทุติยอุปักขฏสิกขาบทโดยนัยนี้แล.

เพราะว่า สิกขาบทแรกนั้น เช่นเดียวกับอนุปัตติแห่งสิกขาบทที่สองนี้. ในสิกขาบทก่อน ภิกษุเพียงทำความเบียดเบียนแก่คน ๆ เดียวเท่านั้น ใน สิกขาบทที่ ๒ กระทำแก่คน ๒ คน. นี้เป็นความแปลกกันในสิกขาบทนี้. คำที่เหลือทั้งหมดเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนทั้งนั้น. และผู้ศึกษาพึงทราบว่า เป็นอาบัติ แม้แก่ภิกษุผู้กระทำความเบียดเบียนแก่คนมากคนถือเอา เหมือน ทำแก่คน ๒ คน ถือเอาฉะนั้น.

                        พรรณนาทุติยอุปักขฏสิกขาบทที่  ๙  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 844

                               จีวรวรรค   สิกขาบทที่  ๑๐
                               เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
       [๗๐]  โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ผู้อุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตร ส่งทรัพย์สำหรับ จ่ายจีวรไปกับทูต ถวายแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรสั่งว่า เจ้าจงจ่าย จีวรด้วยทรัพย์จ่ายจีวรนี้ แล้วให้ท่านพระอุปนันทะครองจีวร จึงทูตนั้น เข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระ- อุปนันทศากยบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล กระผมนำ มาถวายเฉพาะพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

        เมื่อทูลนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว      ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ตอบ

คำนี้ กะทูตนั้นว่า พวกเรารับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ได้ รับได้แต่จีวร อันเป็นของควรโดยกาลเท่านั้น

        เมื่อท่านตอบอย่างนั้นแล้ว    ทูตนั้นได้ถามท่านว่า   ก็ใคร ๆ ผู้เป็น

ไวยาจักรของท่านมีหรือ

       ขณะนั้น    อุบาสกผู้หนึ่งได้เดินทางไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง

จึงท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคำนี้กะทูตนั้นว่า อุบาสกนั้นแล เป็นไวยาจักรของภิกษุทั้งหลาย

        จึงทูตนั้น     สั่งอุบาสกนั้นให้เข้าใจแล้ว    กลับเข้าไปหาท่านพระ-

อุปนันทศากยบุตรแจ้งว่า ท่านเจ้าข้า อุบาสกที่พระคุณเจ้าแสดงเป็น ไวยาวัจกรนั้น กระผมสั่งให้เข้าใจแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงเข้าไปหา เขา จักให้ท่านครองจีวรตามกาล

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 845

        ขณะนั้น  ท่านพระอุปนันทศากยบุตรไม่ได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น
        แม้ครั้งที่สองแล  ท่านมหาอำมาตย์นั้น   ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่าน

พระอุปนันทศากยบุตรว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น ข้าพเจ้าต้อง การจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น แม้ครั้งที่สอง ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ก็มิได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น

        แม้ครั้งที่สามแล  ท่านมหาอำมาตย์นั้น   ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่าน

พระอุปนันทศากยบุตรว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น ข้าพเจ้าต้อง การจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น

        ก็สมัยนั้น  เป็นคราวประชุมของชาวนิคม  และชาวนิคมได้ตั้งกติกา

กันไว้ว่า ผู้ใดมาภายหลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ

       คราวนั้น   ท่านพระอุปนันทศากยบุตรเข้าไปหาอุบาสกนั้น    ครั้น

แล้วได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ฉันต้องการจีวร

        อุบายสกนั้นขอผัดว่า   ท่านเจ้าข้า   โปรดรอสักวันหนึ่งก่อน   วันนี้

เป็นสมัยประชุมของชาวนิคม และชาวนิคมได้ตั้งกติกาไว้ว่า ผู้ใดมาภาย หลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ

        ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคาดคั้นว่า      ท่านจงให้จีวรแก่

ฉันในวันนี้แหละ แล้วยึดชาพกไว้

        ครั้น  อุบาสกนั้นถูกคาดคั้น  จึงจ่ายจีวรถวายท่านพระอุปนันทศากย-

บุตร แล้วจึงได้ไปภายหลัง คนทั้งหลายพากันถามอุบาสกนั้นว่า เหตุไร ท่านจึงได้มาภายหลัง ท่านต้องเสียเงิน ๔๐ กหาปณะ จึงอุบาสกนั้นได้ เล่าเรื่องนั้นให้คนเหล่านั้นฟัง คนทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะเนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 846 ไม่สันโดษ จะทำการช่วยเหลือคนเหล่านี้บ้าง ก็ทำไม่ได้ง่าย ไฉนพระ- อุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่ง ก่อน ก็รอไม่ได้

       ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้น  เพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุปนันท- ศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็ รอไม่ได้ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                         ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
       พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์      ในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันท- ศากยบุตรว่า ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่า เธออันอุบาสกขอผัดว่า ท่าน เจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้ ดังนี้ จริงหรือ

       ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโฆษบุรุษ การกระทำ

ของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอเมื่ออุบาสกขอผัดว่า กรุณารอสักวันหนึ่ง จึง ไม่รอเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 847 โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุม- ชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อม- ใสแล้ว

                         ทรงบัญญัติสิกขาบท
        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตรโดยอเนก

ปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคน บำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุก- คลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็น คนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนก ปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ- ยาก ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกัน อาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดใน อนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ- สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แล    พวกเธอพึงยกสิกขาบทนั้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 848

                                     พระบัญญัติ 
            ๒๙.  ๑๐.   อนึ่ง  พระราชาก็ดี    ราชอำมาตย์ก็ดี    พราหมณ์ก็ดี

คหบดีก็ดี ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า เจ้าจงจ่าย จีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร ถ้าทูตนั้น เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะ ท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้น

อย่างนี้ว่า     พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่     พวกเรารับแต่
จีวรอันเป็นของควรโดยกาล    ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า    ก็

ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดง ชนผู้ทำการในอารามหรืออุบาสกให้เป็นไวยาจักร ด้วยคำว่า คนนั้น แลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้า ใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยา- วัจกรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่าน ครองจีวรตามกาล ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ สอง สามครั้ง ยังไวยาจักรนั้น ให้จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วย อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงยืนต่อหน้า ๔ ครั้ง

๕   ครั้ง ๖ ครั้ง   เป็นอย่างมาก   เธอยืนนิ่งต่อหน้า  ๔ ครั้ง  ๕  ครั้ง ๖  ครั้ง

เป็นอย่างมาก ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่ง กว่านั้น ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าให้สำเร็จไม่ได้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 849 พึงไปเองทรัพย์ก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้ ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร มาเพื่อเธอ บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่ ท่านจงทวงเอา ทรัพย์ของท่านคืน ทรัพย์ของท่านอย่างได้ฉิบหายเสียหาย นี้เป็น สามีจิกรรมในเรื่องนั้น.

                          เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร   จบ
                                   สิกขาบทวิภังค์
        [๗๑]   บทว่า  อนึ่ง...เฉพาะภิกษุ   ความว่า   เพื่อประโยชน์ของ

ภิกษุ คือทำภิกษุให้เป็นอารมณ์ใคร่จะให้ภิกษุครอง

         ที่ชื่อว่า   พระราชา   ได้แก่   ผู้ทรงราชย์
         ที่ชื่อว่า   ราชอำมาตย์    ได้แก่    ข้าราชการผู้ได้รับความชุบเลี้ยง

ของพระราชา

        ที่ชื่อว่า  พราหมณ์  ได้แก่  พราหมณ์  โดยกำเนิด
         ที่ชื่อว่า   คหบดี     ได้แก่    เจ้าเรือน  ยกพระราชา  ราชอำมาตย์

พราหมณ์ นอกนั้นชื่อว่าคหบดี

        ที่ชื่อว่า   ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร  ได้แก่  เงิน  ทอง   แก้วมณี  แก้ว

มุกดา แก้วลาย หรือแก้วผลึก.

        บทว่า  ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้  คือ  ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้

เฉพาะ.

        บทว่า   จ่าย   คือ    แลกเปลี่ยน.
       บทว่า  ให้ครอง  คือ   จงถวาย. 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 850

         ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า       ทรัพย์สำหรับจ่าย 

จีวรนี้ นำมาเฉพาะท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ภิกษุนั้น พึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาจักรของท่านมีหรือ ภิกษุผู้ต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบายสกให้เป็นไวยาจักรด้วยคำว่า คนนั้นแลเป็นไวยาจักรของภิกษุทั้งหลาย ไม่ควรกล่าวว่า จงให้แก่คุณ นั้น หรือว่านั้นจักเก็บไว้ หรือว่าคนนั้นจักแลก หรือว่าคนนั้น จักจ่าย ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาจักรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาจักรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจ แล้ว ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล ภิกษุผู้ต้อง การจีวรเข้าไปหาไวยาจักรแล้วพึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูป ต้องการจีวร อย่าพูดว่า จงให้จีวรแก่รูป จงนำจีวรมาให้รูป จงแลก จีวรให้รูป จงจ่ายจีวรให้รูป พึงพูดได้แม้ครั้งที่สอง พึงพูดได้แม้ ครั้งที่สาม ถ้าให้จัดสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็น การดี ถ้าให้จัดสำเร็จไม่ได้ พึงไปยืนนิ่งต่อหน้าในที่ใกล้ไวยาจักร นั้น ไม่พึงนั่งบนอาสนะ ไม่พึงรับอามิส ไม่พึงกล่าวธรรม เมื่อเขา ถามว่า มาธุระอะไร พึงกล่าวว่า รู้เอาเองเถิด ถ้านั่งบนอาสนะก็ดี รับอามิสก็ดี กล่าวธรรมก็ดี ชื่อว่าหักการยืนเสีย พึงยืนได้ครั้งที่สอง พึงยืนได้แม้ครั้งที่สาม ทั้ง ๔ ครั้งแล้ว พึงยืนได้ ๔ ครั้ง ทวง ๕ ครั้ง แล้ว พึงยืนได้ ๒ ครั้ง ทวง ๖ ครั้งแล้ว จะพึงยืนไม่ได้ ถ้าเธอ พยายามให้ยิ่งกว่านั้นยังจีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นทุกกฏในประโยคที่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 851 พยายาม เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-
                                     วิธีเสียสละ
                          เสียสละแก่สงฆ์
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า     จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า  ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง

ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ 

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                                 เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า    จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าให้สำเร็จด้วยทวงเกิน  ๓ ครั้ง

ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน ทั้งหลาย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 852

           ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

           ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า  จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้    เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                            เสียสละแก่บุคคล
           ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

           ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้  ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน  ๓  ครั้ง

ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

           ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ     ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละแล้วให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้

           ในประโยคว่า  ถ้าให้สำเร็จไม่ได้  พึงไปเองก็ได้  ส่งทูตไปก็ได้

ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า ท่านส่งทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อย หนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่ ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน ทรัพย์ของท่าน อย่าได้ฉิบหายเสียเลย นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น ดังนี้ ความว่า นี้เป็นความถูกยิ่งในเรื่องนั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 853

                                      บทภาชนีย์
                             ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
        [๗๒]  ทวงเกิน ๓ ครั้ง  ยืนเกิน ๖ ครั้ง    ภิกษุสำคัญว่าเกิน   ยัง

จีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       ทวงเกิน ๓ ครั้ง  ยืนเกิน ๖ ครั้ง  ภิกษุสงสัย  ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       ทวงเกิน ๓ ครั้ง  ยืนเกิน ๖ ครั้ง   ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง  ยังจีวรนั้น

ให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                         ทุกกฏ  
       ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง  ภิกษุสำคัญว่าเกิน  ยังจีวรนั้น

ให้สำเร็จ ต้องอาบัติทุกกฏ

       ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง  ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ภิกษุสงสัย  ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

ต้องอาบัติทุกกฏ

                                 ไม่ต้องอาบัติ
        ทวงไม่ถึง  ๓  ครั้ง  ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง  ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง   ยังจีวร

นั้นให้สำเร็จ ไม่ต้องอาบัติ.

                                 อนาปัตติวาร
         [๗๓]  ภิกษุทวง ๓ ครั้ง     ยืน ๖ ครั้ง    ภิกษุทวงไม่ถึง  ๓ ครั้ง

ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ๑ ภิกษุไม่ได้ทวง ไวยาจักรถวายเอง ๑ เจ้าของทวง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 854 เอามาถวาย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                              จีวรวรรค  สิกขาบทที่  ๑๐  จบ
                            นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ วรรคที่  ๑  จบ
                                     หัวข้อประจำเรื่อง
            ๑.   ทสาหปรมสิกขาบท   ว่าด้วยการทรงอติเรกจีวรไว้ได้  ๑๐ วัน

เป็นอย่างยิ่ง

            ๒.   เอกรัตติสิกขาบท   ว่าด้วยการอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้ราตรี

หนึ่ง

            ๓.  มาสปรมสิกขาบท      ว่าด้วยการเก็บจีวรไว้ได้เดือนหนึ่งเป็น

อย่างยิ่ง

            ๔. ปุราณจีวรโธวาปนสิกขาบท   ว่าด้วยการให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า
            ๕.  จีวรปฏิคคหณสิกขาบท  ว่าด้วยการรับจีวรจากมือภิกษุณี
            ๖.  อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท     ว่าด้วยการขอจีวรต่อเจ้าเรือน

ผู้มิใช่ญาติ

            ๗.  ตทุตตริสิกขาบท  ว่าด้วยการขอจีวรเกินกำหนด
            ๘.  อุททิสสิกขาบท  ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์รายเดียว
            ๙.  อุภินนอุททิสสิกขาบท  ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์สองราย 
          ๑๐. ทูตสิกขาบท  ว่าด้วยมูลค่าจีวรที่เจ้าทรัพย์ส่งมาถวาย.  

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 855

                           จีวรวรรคที่  ๑  สิกขาบทที่  ๑๐
                                พรรณนาราชสิกขาบท
       ราชสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในราชสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

                       [แก้อรรถมูลเหตุปฐมบัญญัติ]
       สองบทว่า  อุปาสก  สญฺาเปตฺวา  ได้แก่  ให้อุบาสกเข้าใจแล้ว.

อธิบายว่า กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า ท่านจงซื้อจีวรด้วยมูลค่านี้แล้ว ถวาย พระเถระ.

       บทว่า  ปญฺาสพนฺโธ   มีคำอธิบายว่า   ถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.

ปาฐะว่า ปญฺาสมฺพนฺโธ ก็มี.

       หลายบทว่า  อชฺชุณฺโห  ภนฺเต  อาคเมหิ  มีความว่า ท่านขอรับ !  

วันนี้ โปรดหยุด คือ ยับยั้ง ให้กระผมสักวันหนึ่ง.

       บทว่า  ปรามสิ  แปลว่า  ได้ยืดไว้.
       บทว่า  ชิโนสิ   มีความว่า   ท่านถูกพวกเราชนะ   คือ   ชนะท่าน

๕๐ กหาปณะ อธิบายว่า ท่านจะต้องเสียให้ ๕๐ กหาปณะ.

        บทว่า   ราชโภคโค    มีวิเคราะห์ว่า   ชื่อว่าราชอำมาตย์   เพราะมี

เบี้ยเลี้ยงจะพึงบริโภค หรือพึงใช้สอย จากพระราชา. ปาฐะว่า ราชโภโค ก็มี. ความว่า ผู้มีโภคะ (ความเป็นใหญ่) จากพระราชา.

        บทว่า    ปหิเณยฺย    แปลว่า    พึงส่งไป.    แต่เพราะมีอรรถตื้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้ตรัสบทภาชนะแห่งบทว่า ปหิเณยฺย นั้นไว้. ก็บทว่า ปหิเณยฺย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสบทภาชนะไว้ฉันใด,

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 856 แม้บทว่า จีวร อิตฺถนฺนาม ภิกฺขุ เป็นต้น ก็ฉันนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่ได้ตรัสบทภาชนะไว้ เพราะมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

        บทว่า  อาภฏ  แปลว่า  นำมาแล้ว .
        สองบทว่า    กาเลน     กปฺปิย    คือ  โดยกาลอันถึงความสมควร.

ความว่า พวกเราจะรับจีวรที่ควรในเวลาพวกเรามีความต้องการ.

        บทว่า   เวยฺยาวจฺจกโร  ได้แก่   ผู้ทำกิจ,    ความว่า    กัปปิยการก

(ผู้ทำของให้สมควร).

          ข้อว่า  สญฺตฺโต  โส   มยา    มีความว่า    คนที่ท่านแสดงเป็น

ไวยาจักรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว คือ สั่งโดยประการที่เมื่อท่านมี ความต้องการด้วยจีวรเขาจะถวายจีวรแก่ท่าน.

         คำว่า   อตฺโถ  เม  อาวุโส   จีวเรน   นี้     เป็นคำแสดงลักษณะแห่ง

การทวง (ด้วยวาจา). จริงอยู่ คำสำนวนนี้ ควรกล่าว, อีกอย่างหนึ่ง อรรถแห่งคำว่า อาวุโส ! รูปมีความต้องการด้วยจีวรนั้น ควรกล่าวด้วย ภาษาหนึ่ง. ลักษณะนี้ ชื่อว่าลักษณะแห่งการทวง. ส่วนคำว่า จงให้ จีวรแก่รูป เป็นต้น ตรัสไว้เพื่อแสดงอาการที่ไม่ควรกล่าว. จริงอยู่ คำเหล่านี้ หรือเนื้อความของคำเหล่านี้ไม่ควรกล่าวด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง.

          ข้อว่า  ทุติยปิ  วตฺตพฺโพ  ตติยปิ  วตฺตพฺโพ  มีความว่า ไวยาวัจกร

นั้น อันภิกษุพึงกล่าวคำนี้แลถึง ๓ ครั้งว่า อาวุโส ! รูปมีความต้อง การจีวร.

        พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงแสดงกำหนดการทวง  ที่ยกขึ้นแสดง

ในคำว่า พึงทวงพึงเตือนสองสามครั้ง อย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรง แสดงใจความโดยสังเขปแห่งบทเหล่านี้ว่า ทฺวิตฺติกฺขตฺตุ โจทยมาโน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 857 สารยมาโน ต จีวร อภินิปฺผาเทยฺย อิจฺเจต กุสล จึงตรัสว่า ถ้าภิกษุ สั่งไวยาวัจกรนั้นให้จัดสำเร็จ การให้จัดสำเร็จได้อย่างนี้นั้น เป็นการดี. เมื่อทวงถึง ๓ ครั้ง อย่างนั้น ถ้าจัดจีวรนั้นให้สำเร็จได้ คือ ย่อมอาจเพื่อ ให้สำเร็จ ด้วยอำนาจ (ทำ) ให้ตนได้มา. การจัดการให้สำเร็จได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี คือ ให้สำเร็จประโยชน์ ดี งาม.

      คำว่า  จตุกฺขตฺตุ  ปญฺจกขตตุ  ฉกฺขตฺตุปรม  ตุณฺหีภูเตน  อุทฺทิสฺส 

าตพฺพ นี้ เป็นการแสดงลักษณะแห่งการยืน. ก็คำว่า ฉกฺขตฺตุปรม นี้ บอกภาวนปุงสกลิงค์. จริงอยู่ ภิกษุนี้ พึงยืนนิ่งเฉพาะจีวร ๖ ครั้งเป็น อย่างมาก. ไม่พึงกระทำกิจอะไร ๆ อื่น. นี้เป็นลักษณะแห่งการยืน. เพื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้นิ่ง (ที่ตรัส) ไว้ในบทว่า ตุณฺหีภูเตน นั้น ซึ่งเป็นสาธารณะแก่การยืนทุก ๆ ครั้งก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ตตฺถ คนฺตฺวา ตุณฺหีภูเตน เป็นต้น ในบทภาชนะ.

                                [อธิบายการทวงการยืน]
        บรรดาบทเหล่านั้น    สองบทว่า  น  อาสเน  นิสีทิตพฺพ  มีความว่า

ภิกษุแม้อันไวยาจักรกล่าวว่า โปรดนั่งที่นี้เถิด ขอรับ ! ก็ไม่ควรนั่ง.

        สองบทว่า   น   อามิส   ปฏิคฺคเหตพฺพ    ความว่า    แม้อันเขา

อ้อนวอนอยู่ว่า โปรดรับอามิสต่างโดยยาคูและของเคี้ยวเป็นต้น สักเล็ก น้อย ขอรับ ! ก็ไม่ควรรับ.

        สองบทว่า  น  ธมฺโม  ภาสิตพฺโพ  มีความว่า  แม้ถูกเขาอ้อนวอน

อยู่ว่า โปรดกล่าวมงคล หรืออนุโมทนาเถิด ก็ไม่ควรกล่าวอะไรเลย เมื่อถูกเขาถามอย่างเดียวว่า ท่านมาเพราะเหตุอะไร ? พึงบอบเขาว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 858 จงรู้เอาเองเถิด ผู้มีอายุ ! จริงอยู่ คำว่า ปุจฺฉิยมาโน นี้ เป็นปฐมา- วิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ศึกษาพึงเห็นใจความใน บทว่า ปุจฉิยมาโน นี้ แม้อย่างนี้ว่า ถูกเขาตั้งปัญหาถาม. จริงอยู่ บุคคลใด ย่อมตั้งปัญหาถาม, ภิกษุควรตอบบุคคลนั้นเท่านี้แล.

        สองบทว่า  าน  ภญฺชติ  คือ  ย่อมหักซึ่งเหตุแห่งการมา.
         บัดนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงแสดงการเพิ่ม   และการลดใน

การทวง ๓ ครั้ง และการยืน ๖ ครั้ง ที่พระองค์ตรัสไว้แล้ว จึงตรัสคำ เป็นต้นว่า จตุกฺขตฺตุ โจเทตฺวา เป็นต้น. อนึ่ง ในพระบาลีนี้ตรัสให้ลด การยืน ๒ ครั้ง โดยเพิ่มการทวงครั้งหนึ่ง; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันทรง แสดงลักษณะว่า การทวงหนึ่งครั้งเท่ากับการยืนสองครั้ง. มีคำอธิบายว่า โดยลักษณะดังกล่าวมานี้ ภิกษุทวง ๓ ครั้ง พึงยืนได้ ๖ ครั้ง, ทวง ๒ ครั้ง พึงยืนได้ ๘ ครั้ง, ทวงครั้งเดียว พึงยืนได้ ๑๐ ครั้ง, เหมือน อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทวง ๖ ครั้งแล้ว ไม่พึงยืน ฉันใด ยืน ๑๒ ครั้ง แล้ว ก็ไม่พึงทวง ฉันนั้น ดังนี้ก็มีเหมือนกัน.

        เพราะฉะนั้น   บัณฑิต   พึงทราบวินิจฉัยในการทวง   และการยืน

ทั้งสองนั่นอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุทวงอย่างเดียว ไม่ยืน ย่อมได้การทวง ๖ ครั้ง. ถ้ายืนอย่างเดียว ไม่ทวง ย่อมได้การยืน ๑๒ ครั้ง. ถ้าทวงบ้าง ยืนบ้าง พึงลดการยืน ๒ ครั้ง ต่อการทวงครั้ง ๑, บรรดาการทวงและการยืนนั้น ภิกษุใด ไปทวงบ่อย ๆ วันเดียวเท่านั้นถึง ๖ ครั้ง, หรือว่าไปเพียงครั้ง เดียว แต่พูด ๖ ครั้งว่า ผู้มีอายุ รูปต้องการจีวร, อนึ่ง ไปยืนบ่อย ๆ วันเดียวเท่านั้นถึง ๑๒ ครั้ง, หรือว่าไปเพียงครั้งเดียว แต่ยืนในที่นั้น ๆ ๑๒ ครั้ง, ภิกษุแม้นั้นย่อมหักการทวงทั้งหมด และการยืนทั้งหมด ก็จะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 859 ป่วยกล่าวไปไย ในเรื่องหักการทวงและการยืน ของภิกษุผู้กระทำอย่างนี้ ในต่างวันกันเล่า ?

        ข้อว่า  ยตสฺส   จีวรเจตาปน  อาภฏ   มีความว่า   ทรัพย์สำหรับ

จ่ายจีวร ที่เขานำมาเพื่อภิกษุนั้น จากพระราชา หรือจากราชอำมาตย์ใด. ปาฐะว่า ยตฺราสฺส ก็มี เนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน. อาจารย์บางพวก สวดว่า ยตฺถสฺส ก็มี และกล่าวอรรถว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรอันเขา ส่งมาเพื่อภิกษุนั้นในที่โด. แต่ว่า พยัญชนะไม่สมกัน.

        บทว่า  ตตฺถ  มีความว่า ในสำนักแห่งพระราชา หรือว่าราชอำมาตย์

นั้น. จริงอยู่ คำว่า ตตฺถ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่าใกล้.

        ข้อว่า   น  ต  ตสฺส  ภิกฺขุโน  กิญฺจ อตฺถ  อนุโภติ  มีความว่า

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนั้น ไม่ให้สำเร็จกรรมน้อยหนึ่ง คือ แม้มีประมาณ เล็กน้อย แก่ภิกษุนั้น.

        ข้อว่า  ยุญฺชนฺตายสฺมนฺโต  สก  มีความว่า   ท่านทั้งหลายจงทวง

เอาทรัพย์ของตน คือ จงตามเอาทรัพย์นั่นคืนไปเสีย.

        ข้อว่า  มา  โว   สก  วินสฺส   มีความว่า   ทรัพย์ส่วนตัวของท่าน

จงอย่าสูญหายไปเลย, อนึ่ง ภิกษุใด ย่อมไม่ไปเอง ทั้งไม่ส่งทูตไป ภิกษุนั้น ย่อมต้องทุกกฏ เพราะละเลยวัตร.

                     [ว่าด้วยกัปปิยการกและไวยาวัจกร]
        ถามว่า  ก็ในกัปปิยการกทั้งปวง  จะพึงปฏิบัติอย่างนี้หรือ ?
        แก้ว่า   ไม่ต้องปฏิบัติ  (อย่างนี้เสมอไป). 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 860

        แท้จริง   ชื่อว่า   กัปปิยการกนี้    โดยสังเขปมี ๒ อย่าง   คือ  ผู้ที่ถูก

แสดง ๑ ผู้ที่มิได้ถูกแสดง ๑, ใน ๒ พวกนั้น กัปปิยการกผู้ที่ถูกแสดง มี ๒ คือ ผู้ที่ภิกษุแสดงอย่างหนึ่ง ผู้ที่ทูตแสดงอย่างหนึ่ง. แม้กัปปิยการกที่ ไม่ถูกแสดงก็มี ๒ อย่าง คือ กัปปิยการกผู้ออกปากเป็นเองต่อหน้า ๑ กัปปิการกลับหลัง ๑. บรรดากัปปิยการก ที่ภิกษุแสดงเป็นต้นนั้น กัปปิยการกที่ภิกษุแสดง มี ๔ อย่าง ด้วยอำนาจต่อหน้าและลับหลัง. กัปปิยการกที่ทูตแสดงก็เช่นเดียวกันแล.

       อย่างไร ?   คือบุคคลบางคนในโลกนี้   ย่อมส่งอกัปปิยวัตถุไปด้วย

ทูต เพื่อประโยชน์แก่จีวรสำหรับภิกษุ. ทูตเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น กล่าวว่า ท่านขอรับ ! ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ ส่งอกัปปิยวัตถุนี้มาเพื่อประโยชน์แก่จีวร สำหรับท่าน, ขอท่านจงรับอกัปปิยวัตถุนั้น. ภิกษุห้ามว่า อกัปปิยวัตถุนี้ ไม่สมควร. ทูตถามว่า ท่านขอรับ ! ก็ไวยาวัจกรของท่านมีอยู่หรือ ? และ ไวยาวัจกรทั้งหลายที่พวกอุบาสก ผู้ต้องการบุญสั่งไว้ว่า พวกท่านจงทำ การรับใช้แก่ภิกษุทั้งหลาย หรือไวยาวัจกรบางพวกเป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา ของภิกษุทั้งหลายมีอยู่. บรรดาไวยาวัจกรเหล่านั้น คนใด คนหนึ่ง นั่งอยู่ในสำนักของภิกษุ ในขณะนั้น. ภิกษุแสดงเขาว่า ผู้นี้ เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ดังนี้. ทูตมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของ ไวยาวัจกรนั้น สั่งว่า ท่านจงซื้อจีวรถวายพระเถระ ดังนี้ แล้วไป. นี้ ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ภิกษุแสดงต่อหน้า.

        ถ้าไวยาวัจกร    มิได้นั่งอยู่ในสำนักของภิกษุ,     อนึ่งแล   ภิกษุย่อม

แสดงขึ้นว่า คนชื่อนี้ ในบ้านชื่อโน้น เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 861 ทูตนั้นไปมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของไวยาวัจกรนั้นสั่งว่า ท่านพึงซื้อ จีวรถวายพระเถระ มาบอกแก่ภิกษุแล้วจึงไป. ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่า ผู้อันภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างหนึ่ง.

        ก็แล  ทูตนั้นมิได้มาบอกด้วยตนเองเลย  แต่กลับวานผู้อื่นไปบอกว่า

ท่านขอรับ ! ทรัพย์สำหรับจ่ายค่าจีวร ผมได้มอบไว้ในมือผู้นั้น, ขอท่าน พึงรับเอาจีวรเถิด. ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่าผู้อันภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างที่สอง.

        ทูตนั้น   มิได้วานคนอื่นไปเลย,    แต่ไปบอกภิกษุเสียเองแลว่า   ผม

จักมอบทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ในมือแห่งผู้นั้น, ขอท่านพึงรับเอาจีวรเถิด. ผู้นี้ชื่อว่า ไวยาวัจกรที่ภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างที่สาม. ด้วยประการ ดังกล่าวมานี้ ไวยาวัจกร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ ผู้ที่ภิกษุแสดงต่อหน้า จำพวกหนึ่ง ผู้ที่ภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า ๓ จำพวก ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ ภิกษุแสดง. ในไวยาวัจกร ๔ จำพวกนี้ ภิกษุพึงปฏิบัติ โดยนัยที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในราชสิกขาบทนี้แล.

        ภิกษุอีกรูปหนึ่งถูกทูตถามแล้ว  โดยนัยก่อนนั่นแล  เพราะไวยาวัจกร

ไม่มี หรือเพราะไม่อยากจะจัดการ จึงกล่าวว่า พวกเรา ไม่มีกัปปิยการก และในขณะนั้นมีคนบางคนผ่านมา, ทูตจึงมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของ เขา แล้วกล่าวว่า ท่านพึงรับเอาจีวรจากมือของผู้นี้เถิด แล้วไปเสีย, ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่าผู้อันทูตแสดงต่อหน้า.

       ยังมีทูตอื่นอีกเข้าไปยังบ้านแล้ว   มอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของผู้ใด

ผู้หนึ่ง ที่ชอบพอกับตน แล้วมาบอก หรือวานผู้อื่นไปบอกโดยนัยก่อน นั่นแล หรือกล่าวว่า ผมจักให้ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ในมือของคนชื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 862 โน้น, ท่านพึงรับเอาจีวรเถิด ดังนี้ แล้วไปเสีย. ไวยาวัจกรที่ ๓ นี้ชื่อว่า ผู้ที่ทูตแสดงไม่พร้อมหน้า ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ไวยาจักร ๔ จำพวก เหล่านี้ คือไวยาวัจกรที่ทูตแสดงต่อหน้าจำพวกหนึ่ง ไวยาวัจกรที่ทูตแสดง ไม่พร้อมหน้า ๓ จำพวก ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ทูตแสดง. ในไวยาจักร ๔ จำพวกเหล่านี้ ภิกษุพึงปฏิบัติ โดยนัยดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน เมณฑกสิกขาบทนั่นแล.

       สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    ภิกษุทั้งหลาย    มีอยู่

พวกมนุษย์ที่มีศรัทธาเลื่อมใส, มนุษย์เหล่านั้น ย่อมมอบหมายเงิน และ ทองไว้ในมือแห่งกัปปิยการกทั้งหลายสั่งว่า พวกท่านจงจัดของที่ควร ถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเงินและทองนี้ ภิกษุทั้งหลาย  ! เราอนุญาต ให้ยินดี สิ่งของซึ่งเป็นกัปปิยะจากเงินและทองนั้น, ภิกษุทั้งหลาย ! แต่ เราหากล่าวไม่เลยว่า ภิกษุพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน โดยปริยาย ไร ๆ.

       ในอธิการแห่งไวยาวัจกร  ๔  จำพวกที่ทูตแสดงนี้    ไม่มีกำหนดการ

ทวง. การที่ภิกษุผู้ไม่ยินดีมูลค่า ยินดีแต่กัปปิยภัณฑ์โดยการทวงหรือการ ยืน แม้ตั้งพันครั้ง ก็ควร. ถ้าไวยาวัจกรนั้นไม่ให้, แม้จะพึงตั้งกัปปิย- การกอื่น ให้นำมาก็ได้. ถ้ากัปปิยการกอื่นปรารถนาจะนำมา, ภิกษุพึง บอกแม้แก่เจ้าของเดิม. ถ้าไม่ปรารถนา, ก็ไม่ต้องบอก.

        ภิกษุอีกรูปหนึ่ง  ถูกทูตถามโดยนัยก่อนเหมือนกัน  กล่าวว่า  พวก

เราไม่มีกัปปิยการก. คนอื่นจากทูตนั้น ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินจึงกล่าวว่า ผู้เจริญ  ! โปรดนำมาเถิด, ผมจักจ่ายจีวรถวายพระคุณเจ้า ดังนี้. ทูตกล่าว ว่า เชิญเถิด ท่านผู้เจริญ  ! ท่านพึงถวาย แล้วมอบไว้ในมือของผู้นั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 863 ไม่บอกแก่ภิกษุเลย ไปเสีย. นี้ชื่อว่ากัปปิยการกผู้ออกปากเป็นเองต่อหน้า.

         ทูตอีกคนหนึ่งมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมืออุปัฏฐากของภิกษุ  หรือคน

อื่นสั่งว่า ท่านพึงถวายจีวรแก่พระเถระ แล้วหลีกไปจากที่นั่นทีเดียว. นี้ ชื่อว่า กัปปิยการกลับหลัง ; ฉะนั้น กัปปิยการกทั้งสองนี้จึงชื่อว่า กัปปิย- การกที่ทูตไม่ได้แสดง. ในกัปปิยการกทั้ง ๒ นี้ พึงปฏิบัติเหมือนในอัญญา- ตกสิกขาบท และอัปปวาริตสิกขาบทฉะนั้น. ถ้ากัปปิยการกที่ทูตมิได้ แสดงทั้งหลาย นำจีวรมาถวายเอง ภิกษุพึงรับ, ถ้าไม่ได้นำมาถวาย, อย่าพึงพูดคำอะไร ๆ.

         ก็คำว่า  ทูเตน  จีวรเจตาปน  ปหิเณยฺย  นี้  สักว่าเป็นเทศนาเท่านั้น.

ถึงในพวกกัปปิยการกแม้ผู้นำอกัปปิยวัตถุมาถวาย เพื่อประโยชน์แก่ บิณฑบาตเป็นต้นด้วยตนเอง ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. ภิกษุจะรับเพื่อ ประโยชน์แก่ตนเองอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สมควร.

                [วิธีปฏิบัติในเรื่องเงินและทองที่มีผู้ถวาย]
            ถ้าใคร ๆ นำเอาทองและเงินมากล่าวว่า    ข้าพเจ้าถวายทองและเงิน

นี้แก่สงฆ์, ท่านทั้งหลายจงสร้างอาราม วิหาร เจดีย์ หรือหอฉันเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม, จะรับทองและเงินแม้นี้ไม่ควร. ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า ด้วยว่าเป็นทุกกฏแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งผู้รับเพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น. ก็ถ้าเมื่อภิกษุปฎิเสธว่า ภิกษุทั้งหลายจะรับทองและเงินนี้ ไม่ สมควร. เขากล่าวว่า ทองและเงินจักอยู่ในมือของพวกช่างไม้ หรือพวก กรรมกร, ท่านทั้งหลายจงรับทราบการงานที่เขาทำดี และไม่ดีอย่างเดียว

ดังนี้แล้ว  มอบไว้ในมือพวกช่างไม้  หรือพวกกรรมกรเหล่านั้นจึงหลีกไป, 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 864 จะรับก็ควร, ถ้าแม้น เขากล่าวว่า ทองและเงินจักอยู่ในมือของพวกคน ของผมเอง, หรือว่าจักอยู่ในมือของผมเอง, ท่านพึงส่งข่าวไปเพื่อ ประโยชน์แก่บุคคลผู้ที่เราจะต้องให้ทองและเงินเขาอย่างเดียว, แม้อย่างนี้ ก็ควร.

       ก็ถ้าว่าพวกเขาไม่ระบุสงฆ์  คณะ   หรือบุคคล   กล่าวว่า   ข้าพเจ้า

ทั้งหลายถวายเงิน และทองนี้แก่เจดีย์, ถวายแก่วิหาร, ถวายเพื่อนวกรรม ดังนี้ จะปฏิเสธไม่สมควร. พึงบอกแก่พวกกัปปิยการกว่า ชนพวกนี้กล่าว คำนี้. แต่เมื่อเขากล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงรับเก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่เจดีย์ เป็นต้นเถิด พึงปฏิเสธว่า การที่พวกเรารับไว้ไม่สมควร.

        แต่ถ้าคนบางคนนำเอาเงิน    และทองมามากกล่าวว่า     ข้าพเจ้าขอ

ถวายเงินและทองนี้แก่สงฆ์, ท่านทั้งหลายจงบริโภคปัจจัย ๔ เถิด, ถ้า สงฆ์รับเงินและทองนั้น เป็นอาบัติทั้งเพราะรับ ทั้งเพราะบริโภค. ถ้า บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งปฏิเสธว่า สิ่งนี้ไม่ควร. และอุบาสก กล่าวว่า ถ้าไม่ควรจักเป็นของผมเสียเอง ดังนี้แล้วไป, ภิกษุนั้นอันภิกษุ บางรูปไม่พึงกล่าวคำอะไร ๆ ว่า เธอทำอันตรายลาภของสงฆ์, เพราะ ภิกษุใดโจทเธอ, ภิกษุนั่นเองเป็นผู้มีอาบัติติดตัว. แต่เธอรูปเดียวกระทำ ภิกษุเป็นอันมากไม่ให้เป็นอาบัติ. ก็ถ้าว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายปฏิเสธว่า ไม่ควร เขากล่าวว่า จักอยู่ในมือของพวกกัปปิยการก หรือจักอยู่ในมือ ของพวกคนของผม หรือในมือของผม, ท่านทั้งหลาย จงบริโภคปัจจัย อย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้, สมควรอยู่.

       อนึ่ง    เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่จตุปัจจัย     พึงน้อมไปเพื่อปัจจัย 

ที่ต้องการ. เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่จีวร พึงน้อมไปในจีวรเท่านั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 865 ถ้าว่าไม่มีความต้องการจีวรนั้น, สงฆ์ลำบากด้วยปัจจัยมีบิณฑบาตเป็นต้น พึงอปโลกน์เพื่อความเห็นดีแห่งสงฆ์แล้วน้อมไป แม้เพื่อประโยชน์แก่ บิณฑบาตเป็นต้น. แม้ในอกัปปิยวัตถุที่เขาถวาย เพื่อประโยชน์แก่ บิณฑบาตและคิลานปัจจัย ก็นัยนี้.

       อนึ่ง   อกัปปิยวัตถุที่เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ    พึงน้อม

ไปในเสนาสนะเท่านั้น เพราะเสนาสนะเป็นครุภัณฑ์. ก็ถ้าว่า เมื่อพวก ภิกษุละทิ้งเสนาสนะไป เสนาสนะจะเสียหาย, ในกาลเช่นนี้พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย แม้จำหน่ายเสนาสนะแล้วบริโภค (ปัจจัย) ได้.

        เพราะฉะนั้น  เพื่อรักษาเสนาสนะไว้    ภิกษุอย่ากระทำให้ขาดมูลค่า

พึงบริโภคพอยังอัตภาพให้เป็นไป. และมิใช่แต่เงินทองอย่างเดียวเท่านั้น, แม้อกัปปิยวัตถุอื่นมีนาและสวนเป็นต้น อันภิกษุไม่ควรรับ.

              [วิธีปฏิบัติในบึงและสระน้ำเป็นต้นที่มีผู้ถวาย]
        ถ้าใคร ๆ กล่าวว่า   บึงใหญ่ให้สำเร็จข้าวกล้า  ๓  ครั้ง   ของข้าพเจ้า

มีอยู่, ข้าพเจ้าขอถวายบึงใหญ่นั้นแก่สงฆ์, ถ้าสงฆ์รับบึงใหญ่นั้น เป็น อาบัติทั้งในการรับ ทั้งในการบริโภคเหมือนกัน. แต่ภิกษุใดปฏิเสธ บึงใหญ่นั้น, ภิกษุนั้นอันภิกษุบางรูปไม่ควรว่ากล่าวอะไร ๆ โดยนัยก่อน เหมือนกัน. เพราะว่าภิกษุใดโจทเธอ, ภิกษุนั่นเองมีอาบัติติดตัว. แต่ เธอรูปเดียวได้ทำให้ภิกษุมากรูปไม่ต้องอาบัติ.

        อนึ่ง  ผู้ใดแม้กล่าวว่า  ข้าพเจ้าถวายบึงใหญ่เช่นนั้นเหมือนกัน  ถูก

พวกภิกษุปฏิเสธว่า ไม่ควร, ถ้ายังกล่าวว่า บึงโน้นและบึงโน้นของสงฆ์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 866 มีอยู่, บึงนั้นย่อมควรได้ อย่างไร  ? พึงบอกเขาว่า เขาจักทำให้เป็น กัปปิยะแล้วถวายกระมัง ? เขาถามว่า ถวายอย่างไร จึงจะเป็นกัปปิยะ ? พึงกล่าวว่า เขากล่าวถวายว่า ท่านทั้งหลาย จงบริโภคปัจจัย ๔ เถิด ดังนี้. ถ้าเขากล่าวว่า ดีละขอรับ ! ขอท่านทั้งหลายจงบริโภคปัจจัย ๔ เถิด ดังนี้, ควรอยู่.

       ถ้าแม้น   เขากล่าวว่า    ขอท่านทั้งหลายจงรับบังเถิด  ถูกพวกภิกษุ

ทั้งหลายห้ามว่า ไม่ควร แล้วถามว่า กัปปิยการกมีอยู่หรือ  ? เมื่อภิกษุตอบว่า ไม่มี จึงกล่าวว่า คนชื่อโน้นจักจัดการบึงนี้, หรือว่า จักอยู่ในความ ดูแลของคนโน้น หรือในความดูแลของข้าพเจ้า, ขอสงฆ์จงบริโภคกัปปิย- ภัณฑ์เถิด ดังนี้, จะรับควรอยู่. ถ้าแม้นว่า ทายกนั้นถูกภิกษุปฏิเสธว่า ไม่ควร แล้วกล่าวว่า คนทั้งหลายจักบริโภคน้ำ จักซักล้างสิ่งของ, พวกเนื้อและนกจักดมกิน, แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็สมควร.

        ถ้าแม้นว่า ทายกถูกภิกษุปฏิเสธว่า ไม่ควร  แล้วยังกล่าวว่า  ขอท่าน

ทั้งหลายจงรับโดยมุ่งถึงของสมควรเป็นใหญ่เถิด, ภิกษุจะกล่าวว่า ดีละ อุบาสก ! สงฆ์จักดื่มน้ำ จักซักล้างสิ่งของ พวกเนื้อและนกจักดื่มกิน ดังนี้ แล้วบริโภค ควรอยู่. แม้หากว่า เมื่อทายกกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายบึง หรือสระโบกขรณีแก่สงฆ์ ภิกษุจะกล่าวคำเป็นต้นว่า ดีละ อุบาสก ! สงฆ์จักดื่มน้ำ แล้วบริโภคใช้สอย สมควรเหมือนกัน.

        ก็ถ้า  พวกภิกษุขอหัตถกรรม  และขุดกัปปิยปฐพีด้วยมือของตนเอง

ให้สร้างสระน้ำเพื่อต้องการใช้น้ำ, ถ้าพวกชาวบ้านอาศัยสระนั้นทำข้าว กล้าให้สำเร็จแล้วถวายกัปปิยภัณฑ์ในวิหาร ควรอยู่. ถ้าแม้นว่า พวกชาว บ้านนั่นแหละ ขุดพื้นที่ของสงฆ์เพื่อต้องการอุปการะแก่สงฆ์ แล้วถวาย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 867 กัปปิยภัณฑ์จากกล้าที่อาศัยสระน้ำนั้นสำเร็จแล้ว, กัปปิยภัณฑ์แม้นี้ ก็ สมควร. ก็เมื่อเขากล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงตั้งกัปปิยการกให้พวกผม คนหนึ่ง แม้ภิกษุจะตั้งก็ได้.

       อนึ่ง  ถ้าพวกชาวบ้านนั้น    ถูกราชพลีรบกวนพากันหนีไป,   ชาว

บ้านอื่นจักทำอยู่, และไม่ถวายอะไร ๆ แก่ภิกษุทั้งหลาย, พวกภิกษุ หวงห้ามน้ำก็ได้. ก็แลการหวงน้ำนั้น ย่อมได้ในฤดูทำนาเท่านั้น ไม่ใช่ ในฤดูข้าวกล้า (สำเร็จแล้ว). ถ้าพวกชาวบ้านกล่าวว่า ท่านขอรับ ! แม้ เมื่อก่อนพวกชาวบ้านได้อาศัยน้ำนี้ทำข้าวกล้ามิใช่หรือ ? เมื่อนั้นพึงบอก พวกเขาว่า พวกนั้นเขาได้กระทำอุปการะอย่างนี้ และอย่างนี้แก่สงฆ์, และได้ถวายแม้กัปปิยภัณฑ์ อย่างนั้น. ถ้าว่า พวกเขากล่าวว่า แม้พวก

ข้าพเจ้า   ก็จักถวาย   ดังนี้,.  อย่างนี้ก็ควร.
       ก็ถ้าว่า  ภิกษุบางรูปไม่เข้าใจ  รับสระหรือให้สร้างสระโดยอกัปปิย-

โวหาร, สระนั้นพวกภิกษุไม่ควรบริโภคใช้สอย. แม้กัปปิยภัณฑ์ที่อาศัย สระนั้นได้มา ก็เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน. ถ้าเจ้าของ (สระ) บุตรและ ธิดาของเขา หรือใคร ๆ อื่นผู้เกิดในสกุลวงศ์ของเขา ทราบว่า ภิกษุ ทั้งหลายสละแล้ว จึงถวายด้วยกัปปิยโวหารใหม่, สระนั้น ควร. เมื่อ สกุลวงศ์ของเขาขาดสูญ ผู้ใดเป็นเจ้าของชนบทนั้น, ผู้นั้นริบเอาแล้ว ถวายคืน เหมือนราชมเหสีนามว่า อนุฬา ทรงริบเอาฝายน้ำที่ภิกษุใน จิตตลดาบรรพตชักมาแล้ว ถวายคืนฉะนั้น, แม้อย่างนี้ก็ควร.

        จะทำการโกยดินขึ้น  และกั้นคันสระใหม่  ในสระที่รับไว้ด้วยอำนาจ

แห่งน้ำ แม้เป็นกัปปิยโวหาร ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีจิตบริสุทธิ์. แต่การ ที่ภิกษุเห็นพวกชาวบ้านอาศัยสระนั้น กระทำข้าวกล้าอยู่ จะตั้งกัปปิยการก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 868 ไม่ควร. ถ้าพวกเขาถวายกัปปิยภัณฑ์เสียเอง. ควรรับ, ถ้าพวกเขาไม่ถวาย, ไม่ควรทวงไม่ควรเตือน. การที่จะตั้งกัปปิยการกในสระที่รับไว้ด้วยอำนาจ แห่งปัจจัย ควรอยู่. แต่จะทำการโกยดินขึ้นและกั้นคันสระเป็นต้น ไม่ ควร, ถ้าพวกกัปปิยการก กระทำเองเท่านั้น, จึงควร. เมื่อลัชชีภิกษุ ผู้ฉลาดใช้พวกกัปปิยการกทำการโกยดินขึ้นเป็นต้น สระน้ำจะเป็นกัปปิยะ ในเพราะการรับ แม้ก็จริง, ถึงอย่างนั้นก็เป็นการบริโภคไม่ดี ดุจ บิณฑบาตที่เจือยาพิษ และดุจโภชนะที่เจืออกัปปิยมังสะฉะนั้น เพราะ กัปปิยภัณฑ์ที่เจือด้วยสิ่งของอันเกิดจากประโยคของภิกษุเป็นปัจจัย เป็น อกัปปิยะแก่พวกภิกษุทั่วไปเหมือนกัน .

       แต่ถ้ายังมีโอกาสเพื่อน้ำ     ภิกษุจะจัดการเฉพาะน้ำเท่านั้นอย่างนี้ว่า

ท่านจงทำโดยประการที่คันของสระจะมั่นคง จุน้ำได้มาก คือ จงทำให้ น้ำเอ่อขึ้นปริ่มฝั่ง ดังนี้ ควรอยู่.

      [วิธีปฏิบัติในพืชผลที่ได้เพราะอาศัยสระน้ำของวัดเป็นต้น]
        ชนทั้งหลายกำลังดับไฟที่เตาไฟ  จะกล่าวว่า   พวกท่านจงได้อุทก-

กรรมก่อนเถิด อุบาสก ดังนี้ ก็ควร. แต่จะกล่าวว่า ท่านจงกระทำข้าวกล้า แล้วนำมา ไม่ควร. ก็ถ้าว่า ภิกษุเห็นน้ำในสระมากเกินไป ให้ชักเหมือง ออกจากด้านข้าง หรือด้านหลัง ให้ถางป่า ให้ทำคันนาทั้งหลาย ไม่ถือ ส่วนปกติในคันนาเดิม ถือเอาส่วนที่เกิน, กะเกณฑ์เอากหาปณะว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้กหาปณะประมาณเท่านี้ ในข้าวกล้านอกฤดูกาล หรือใน ข้าวกล้าใหม่ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้, เป็นอกัปปิยะแก่ภิกษุทุกรูป.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 869

       อนึ่ง ภิกษุใด  ไม่ได้กล่าวว่า    พวกท่านจงไถ   จงหว่าน   กะพื้น

ที่อย่างนี้ว่า สำหรับฟื้นที่เท่านี้ มีส่วนชื่อประมาณเท่านี้ก็ดี เมื่อพวก ชาวนา กล่าวว่า พวกผมกระทำข้าวกล้าในส่วนฟื้นที่เท่านี้, ท่านทั้งหลาย จงถือเอาส่วนชื่อประมาณเท่านี้ เอาเชือก หรือไม้เท้าวัดเพื่อกำหนด ประมาณพื้นที่ก็ดี ยืนรักษาอยู่ที่ลานก็ดี ให้ขนออกจากลานไปก็ดี ให้เก็บ ไว้ในฉางก็ดี ผลที่เกิดขึ้นจากพื้นที่นั้น เป็นอกัปปิยะ แก่ภิกษุรูปนั้น เท่านั้น.

       ถ้าชาวนาทั้งหลายนำกหาปณะมากล่าวว่า    กหาปณะเหล่านี้พวกผม

นำมาเพื่อสงฆ์, และภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กล่าวว่า ท่านจงนำผ้ามาด้วย กหาปณะเท่านี้, จงจัดข้าวยาคูเป็นต้นด้วยกหาปณะประมาณเท่านี้ ด้วย ความสำคัญว่า สงฆ์ไม่รับกหาปณะ สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นอกัปปิยะ แก่พวกภิกษุทั่วไป. ถามว่า เพราะเหตุไร ตอบว่า เพราะภิกษุจัดการ กหาปณะ.

       ถ้าพวกชาวนานำข้าวเปลือกมากล่าวว่า  ข้าวเปลือกนี้  พวกผมนำมา

เพื่อสงฆ์, และภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจงนำเอาสิ่งนี้และ สิ่งนี้มาด้วยข้าวเปลือกประมาณเท่านี้ โดยนัยก่อนนั่นแล สิ่งของที่พวก เขานำมา เป็นอกัปปิยะเฉพาะแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะ ภิกษุจัดการข้าวเปลือก.

        ถ้าพวกเขานำเอาข้าวสาร   หรืออปรัณชาติมากล่าวว่า   พวกผมนำ

สิ่งของนี้มาเพื่อสงฆ์. และภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจงนำเอา สิ่งนี้ และสิ่งนี้มาด้วยข้าวสารมีประมาณเท่านี้ โดยนัยก่อนนั่นแล, สิ่งของ ที่พวกเขานำมา เป็นกัปปิยะแก่ภิกษุทั้งหมด. เพราะเหตุไร ? เพราะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 870 ภิกษุจัดการข้าวสารเป็นต้นที่เป็นกัปปิยะ. ไม่เป็นอาบัติแม้ในเพราะซื้อขาย เพราะบอกกัปปิยการก.

       แต่ในครั้งก่อน  ภิกษุรูปหนึ่งที่จิตตลดาบรรพต   ได้กระทำมณฑล

(รูปดวงจันทร์) ไว้ ที่พื้นดิน ใกล้ประตูศาลา ๔ มุข เพื่อให้เกิดความ เข้าใจแก่พวกคนวัดโดยรำพึงว่า โอหนอ ! พวกคนวัดพึงทอดขนม ประมาณเท่านี้ เพื่อสงฆ์ในวันพรุ่งนี้. อารามิกชนผู้ฉลาด เห็นมณฑล นั้น (รูปดวงจันทร์) แล้ว ได้ทำอย่างนั้น ในวันที่สอง เมื่อพวกเขา ตีกลองประชุมสงฆ์แล้ว จึงถือขนมไปเรียนพระสังฆเถระว่า ท่านขอรับ ! ในกาลก่อนนี้ พวกผมไม่เคยได้ยินบิดามารดา ไม่เคยได้ฟังปู่ย่าตายาย (บอกเล่าเหตุการณ์) อย่างนี้เลย, พระคุณเจ้ารูปหนึ่งได้ทำเครื่องหมาย ที่ประตูศาลา ๔ มุข เพื่อประโยชน์แก่ขนม, บัดนี้จำเดิมแต่นี้ไป พระ- คุณเจ้าทั้งหลาย จงบอกตามความพอใจของตน ๆ เถิด, แม้พวกผมก็จัก อยู่เป็นผาสุก. พระมหาเถระกลับจากที่นั้นทันที. แม้ภิกษุรูปหนึ่งก็ไม่ รับขนมเลย. ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่ฉันแม้ขนมที่เกิดขึ้นใน อารามนั้น อย่างนี้; เพราะฉะนั้น

               ภิกษุ   ผู้ไม่ประมาท    ไม่ละการปฏิบัติขัดเกลา
           ไม่พึงกระทำความโลเล       เพื่อประโยชน์แก่อามิส
           แม้ในสั่งที่เป็นกัปปิยะ  ฉะนี้แล.
        อนึ่ง  แม้ในสระโบกขรณี    ฝายและเหมืองเป็นต้น     ก็มีนัยดังนี้ 

ที่กล่าวไว้แล้วในสระนี้เหมือนกัน. แม้เมื่อทายกกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายนา หรือว่าสวน อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่เพาะปลูกบุพพัณชาติ อปรัณชาติ อ้อยและมะพร้าวเป็นต้น ภิกษุพึงปฏิเสธว่า ไม่ควร แล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 871 ปฏิบัติโดยนัยดังกล่าวแล้วในสระนั่นแล. ในเวลาเขากล่าวด้วยกัปปิย- โวหารว่า ข้าพเจ้าถวายเพื่อประโยชน์แก่การบริโภคปัจจัย ๔ ภิกษุควรรับ, ก็เมื่อเขากล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายสวน, ถวายป่า ควรจะรับไว้.

        ถ้าพวกชาวบ้านมิได้ถูกภิกษุบังคับเลย    ตัดต้นไม้    ในป่านั้น  ยัง

อปรัณชาติเป็นต้น ให้ถึงพร้อมแล้ว ถวายสวนแก่ภิกษุทั้งหลาย, จะรับก็ควร. พวกเขาไม่ถวาย, ไม่ควรทวง ไม่ควรเตือน.

        ถ้าเมื่อพวกเขาพากันอพยพไป      เพราะอันตรายบางอย่าง.     คน

พวกอื่นทำ และไม่ถวายอะไร ๆ เลยแก่ภิกษุทั้งหลาย, พึงห้ามชนเหล่า นั้น. ถ้าพวกเขากล่าวว่า แม้เมื่อก่อน พวกชาวบ้านได้กระทำข้าวกล้า ในที่นี้มิใช่หรือ ขอรับ  ! ลำดับนั้น พึงบอกเขาว่า พวกนั้นเขาได้ให้ กัปปิยภัณฑ์อย่างนี้ ๆ แก่สงฆ์. ถ้าพวกเขากล่าวว่า แม้พวกผมก็จักถวาย. อย่างนี้ ควรอยู่.

        พวกเขากล่าวหมายถึงภูมิประเทศที่เพาะปลูกข้าวกล้า      บางแห่งว่า

ข้าพเจ้าจะถวายเขตแดน ควรอยู่. แต่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ควรปักเสาหรือวาง หิน เพื่อกำหนดเขตแดนเอง. เพราะเหตุไร ? เพราะธรรมดาว่า แผ่นดิน มีค่านับไม่ได้, ภิกษุจะพึงเป็นปาราชิก แม้ด้วยเหตุเล็กน้อย. แต่พึงบอก พวกอารามิกชนว่า เขตของพวกเราไปถึงที่นี้. ก็ถ้าแม้นว่าพวกเขาถือ เอาเกินไปไม่เป็นอาบัติ เพราะกล่าวโดยปริยาย. ก็ถ้าว่าพระราชาและ ราชอำมาตย์เป็นต้น ให้ปักเสาเองแล้วถวายว่า ขอท่านทั้งหลายจงบริโภค ปัจจัย ๔ เถิด การถวายนั้น ควรเหมือนกัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 872

         ถ้าใคร ๆ  ขุดสระภายในเขตแดนสีมา      หรือไขเหมืองไปโดยท่าม

กลางวัด ย่อมทำลายลานพระเจดีย์และลานโพธิ์เป็นต้น, พึงห้าม. ถ้าสงฆ์ ได้อะไร ๆ บางอย่างแล้ว ไม่ห้าม เพราะหนักในอามิส, ภิกษุรูปหนึ่งห้าม, ภิกษุรูปนั้นเท่านั้น เป็นใหญ่. ถ้าภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจงไขไป ไม่ห้าม คือ เป็นพรรคพวกของชาวบ้านเหล่านั้นนั่นแล, สงฆ์ห้าม, สงฆ์เท่านั้น เป็นใหญ่. จริงอยู่ ในกรรมอัน เป็นของสงฆ์ ภิกษุรูปใด ทำกรรมเป็นธรรม. ภิกษุรูปนั้น เป็นใหญ่. ถ้าแม้บุคคลที่ถูกภิกษุห้าม อยู่ ยังขืนกระทำ, พึงกลบดินร่วนที่เขาคุ้ยไว้ข้างล่างถมข้างล่าง กลบดิน ร่วนที่เขาคุ้ยไว้ข้างบนถมข้างบนให้เต็ม.

        พระมหาสุมเถระกล่าวว่า    ถ้าใคร ๆ ประสงค์จะถวายอ้อย    หรือ

อปรัณชาติ หรือผลไม้เถา มีน้ำเต้าและฟักเป็นต้น ตามที่เกิด แล้วนั่นแหละ กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะถวายไร่อ้อย ไร่อปรัณชาติ หลุม (เพาะปลูก) ผลไม้เถาทั้งหมดนี้ ดังนี้, ไม่ควร เพราะเขาระบุพร้อมวัตถุ (ไร่). ส่วนพระมหาปทุมเถระ กล่าวว่า นั่นเป็นแต่เพียงโวหาร, เพราะ ภูมิภาคนั่น ยังเป็นของพวกเจ้าของอยู่นั่นเอง; เพราะเหตุนั้น จึงควร.

           [วิธีปฏิบัติในทาส  คนวัด  และปศุสัตว์ที่มีผู้ถวาย]
        ทายกกล่าวว่า   ข้าพเจ้าถวายทาส   การถวายนั้น     ไม่ควร.   เมื่อเขา

กล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายคนวัด, ถวายไวยาวัจกร ถวายกัปปิยการก ดังนี้ จึงควร. ถ้าอารามิกชนนั้น ทำการงานของสงฆ์เท่านั้นทั้งก่อนภัตและ ภายหลังภัต, ภิกษุพึงกระทำแม้การพยาบาลด้วยยาทุกอย่างแก่เขาเหมือน กับสามเณร, ถ้าเขาทำการงานของสงฆ์ก่อนภัตเวลาเดียว, ภายหลังภัตไป

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 873 กระทำการงานของตน ไม่พึงให้อาหาร ในเวลาเย็น. แม้ชนจำพวกใด กระทำงานของสงฆ์ตามวาระ ๕ วัน หรือตามวาระปักษ์ ในเวลาที่เหลือ ทำงานของตน พึ่งให้ภัตและอาหารแม้แก่บุคคลพวกนั้น ในเวลากระทำ เท่านั้น. ถ้าการงานของสงฆ์ไม่มี, พวกเขากระทำงานของตนเองเลี้ยงชีพ, ถ้าพวกเขานำเอามูลค่าหัตถกรรมมาถวาย พึงรับ. ถ้าพวกเขาไม่ถวาย ก็อย่าพึงพูดอะไร ๆ เลย. การรับทาสย้อมผ้าก็ดี ทาสช่างหูกก็ดี อย่างใด อย่างหนึ่ง โดยชื่อว่า อารามิกชน ควรอยู่.

       ถ้าพวกทายกกล่าวว่า    พวกข้าพเจ้าถวายโคทั้งหลาย   ดังนี้,   ภิกษุ

พึงห้ามพวกเขาว่า ไม่สมควร เมื่อมีพวกชาวบ้านถามว่า โคเหล่านี้ ท่าน ได้มาจากไหน ? พึงบอกเขาว่า พวกบัณฑิตถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ การบริโภคปัญจโครส. เมื่อพวกเขากล่าวว่า แม้พวกผมก็ถวาย เพื่อ ประโยชน์บริโภคปัญจโครส ดังนี้ ควรอยู่. แม้ในปศุสัตว์มีแม่แพะ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.

       พวกชาวบ้านกล่าวว่า  พวกข้าพเจ้าถวายช้าง,   ถวายม้า,    กระบือ,

ไก่, สุกร ดังนี้, จะรับไม่ควร. ถ้าพวกชาวบ้านบางหมู่กล่าวว่า ท่าน ขอรับ  ! ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด, พวกผมจักรับสัตว์ เหล่านี้แล้ว ถวายกัปปิยภัณฑ์แก่ท่านทั้งหลาย แล้วรับไป, ย่อมควร. จะปล่อยเสียในป่าด้วยกล่าวว่า ไก่และสุกรเหล่านี้ จงอยู่ตามสบายเถิด ดังนี้ ก็ควร. เมื่อเขากล่าวว่า พวกข้าพเจ้าถวายสระนี้ นานี้ ไร่นี้ แก่วิหาร ภิกษุจะปฏิเสธไม่ได้ฉะนี้แล. คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ มีอรรถ ตื้นทั้งนั้น ดังนี้แล.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 874

        บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น    สิกขาบทแม้นี้    ก็มีสมุฏฐาน  ๖  เป็นกิริยา

โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                     พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย
                                     ชื่อสมันตปาสาทิกา  จบ                                                                                                                                                                                            ่
                                           และจบวรรคที่  ๑
                                  นิสสัคคิยปาจิตตีย์  วรรคที่  ๒
                                    โกสิยวรรค  สิกขายบทที่  ๑
                                         เรื่องพระฉัพพัคคีย์
      [๗๔]  โดยสมัยนั้น     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ อัค-

คาฬวเจดีย์ เขตพระนครอาฬวี ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวก ช่างไหม กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยไหม ช่างไหมเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะ เชื้อสาย พระศากยบุตรจึงได้เข้ามาหาพวกเรากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวก ท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมา ก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยไหม ดังนี้ แม้พวกเราผู้ซึ่งทำสัตว์ตัวเล็กๆ มากมายให้วอดวาย เพราะเหตุแห่งอาชีพ เพราะเหตุแห่งบุตรและภริยา ก็ยังชื่อว่าไม่ได้ลาภ หาได้ไม่สุจริต

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 875

        ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกช่างไหมเหล่านั้น  เพ่งโทษติเตียนโพนทะนา

อยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงเข้า ไปหาพวกช่างไหม แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้ม ตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนา จะทำสันถัตเจือด้วยไหม ดังนี้เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า

                          ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
        ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์   ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอเข้าไปหาพวกช่างไหม แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จง ให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วย ไหม ดังนี้ จริงหรือ

        พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                      ทรงติเตียน
        พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้เข้าไปหาพวกช่างไหม แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พระพวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 876 ด้วยไหม ดังนี้เล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไป เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                            ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์   โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 877 ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ
       ๓๐.  ๑.     อนึ่ง    ภิกษุใด   ให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม  เป็นนิสสัคคิย-

ปาจิตตีย์.

                                 สิกขาบทวิภังค์
       [๗๕]  บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือ ผู้เช่นใด    มีการงาน

อย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะ ก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด.

        บทว่า  ภิกษุ   ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า   เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า พระพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 878 อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดา ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

       ที่มีชื่อว่า  สันถัต  ได้แก่   ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ  ไม่ใช่ทอ.
       บทว่า   ให้ทำ   ความว่า    ทำเองก็ดี    ใช้ให้ทำก็ดี    เจือด้วยไหม

แม้เส้นเดียว เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้น อย่างนี้:-
                                          วิธีเสียสละ
                                      เสียสละแก่สงฆ์
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า      สันถัตเจือด้วยไหมผืนนี้     ของข้าพเจ้าได้ทำแล้ว

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้

       ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 879

                             เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า    สันถัตเจือด้วยไหมผืนนี้ของข้าพเจ้า     ให้ทำแล้ว

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า  สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็น

ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของ ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

                             เสียสละแก่บุคคล
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า    สันถัตเจือด้วยผ้าไหมผืนนี้  ของข้าพเจ้าให้ทำแล้ว

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น      พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                    บทภาชนีย์
                       จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
        [๗๖]  สันถัตตนทำค้างไว้   ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 880

       สันถัตตนทำค้างไว้   ภิกษุใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       สันถัตคนอื่นทำค้างไว้     ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        สันถัตคนอื่นทำค้างไว้     ภิกษุใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ       เป็น

นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                            ทุกกฏ   
        ภิกษุทำเองก็ดี  ใช้ผู้อื่นทำก็ดี  เพื่อใช้เป็นของอื่น   ต้องอาบัติทุกกฏ
        ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว  ใช้สอย    ต้องอาบัติทุกกฏ.
                                       อนาปัตติวาร
        [๗๗]  ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี   เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี    เป็นม่านก็ดี

เป็นเปลือกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิ- กัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                           โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๑  จบ
             นิสสัคคิยปาจิตตีย์  โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๑
                           พรรณนาโกสิยสิกขาบท
         โกสิยสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในโกสิยสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 881

       หลายบทว่า   สนฺถริตฺวา   กต   โหติ    มีความว่า    สันถัตที่ลาด

เส้นไหมซ้อน ๆ กัน บนภาคพื้นที่เสมอแล้ว เอาน้ำข้าวเป็นต้นเทราดลงไป แล้วหล่อ.

       ในคำว่า   เอเกนปิ  โกสิยสุนา    มิสฺสิตฺวา  นี้    ผู้ศึกษาพึงทราบ

วินิจฉัยว่า สันถัตที่เจือ (ไหม) ด้วยอำนาจแห่งความชอบใจของตนจง ยกไว้, ถ้าแม้นว่า ลมพัดเอาเส้นไหมเส้นเดียวไปตกลงในที่หล่อสันถัตนั้น แม้อย่างนั้น ก็ชื่อว่า หล่อสันถัตเจือ (ด้วยไหม) เหมือนกัน. คำที่เหลือ ทุก ๆ แห่ง มีอรรถตื้นทั้งนั้น.

       สิกขาบทนี้   มีสมุฎฐาน ๖ เป็นกิริยา    โนสัญญาวิโมกข์   อจิตตกะ

ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ เวทนา ๓ ฉะนี้แล.

                            พรรณนาโกสิยสิกขาบทที่  ๑  จบ
                                  โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๒
                                        เรื่องพระฉัพพัคคีย์
       [๗๘]    โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ กูฏาคารศาลา

ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ให้เขาทำสันถัต แห่งขนเจียมดำล้วน ชาวบ้านพากันมาเที่ยวชมวิหารได้แลเห็นแล้ว จึง พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เหล่านี้ จึงได้ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 882

       ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น   เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ให้ เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า

                          ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระ- ฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอให้เขาทำสันถัตแห่ง ขนเจียมดำล้วน จริงหรือ

         พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                    ทรงติเตียน                                                                            
         พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ให้เขาทำสันถัต แห่งขนเจียมดำล้วนเล่า การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็น ไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น อย่างอื่นของบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 883

                           ทรงบัญญัติสิกขาบท
        พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วทรงรับส่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล    เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ ยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

                                   พระบัญญัติ
        ๓๐.  ๒.   อนึ่ง   ภิกษุใด   ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน  เป็น

นิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                          เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 884

                             สิกขาบทวิภังค์
       [๗๙]   อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด  มีการงานอย่างใด 

มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรม เครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง...ใด.

       บทว่า ภิกษุ    ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ   เพราะอรรถว่า  เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า พระพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ อรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิภษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วย ญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่ สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควร แก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

         ที่ชื่อว่า  ดำ   มี ๒ อย่าง   คือ   ดำเองโดยกำเนิดอย่างหนึ่ง   ดำโดย

ย้อมอย่างหนึ่ง.

        ที่ชื่อว่า สันถัต  ได้แก่   ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ  ไม่ใช่ทอ.
        บทว่า ให้ทำ   ความว่า  ทำเองก็ดี   ใช้ให้เขาทำก็ดี   เป็นทุกกฏใน

ประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 885

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้น   อย่างนี้:-                            
                                       วิธีเสียสละ 
                                   เสียสละแก่สงฆ์
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่านเจ้าข้า  สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ของข้าพเจ้า   ให้ทำ

แล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                                   เสียสละแก่คณะ
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุแก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่านเจ้าข้า   สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ของข้าพเจ้า  ให้ทำ

แล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย     ขอจงฟังข้าพเจ้า     สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่ง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 886 ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมี ชื่อนี้

                                   เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

       ท่าน    สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ของข้าพเจ้า    ให้ทำแล้ว 

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น     พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                         บทภาชนีย์
                         จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
        [๘๐]   สันถัตตนทำค้างไว้   ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       สันถัตตนทำค้างไว้   ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       สันถัตคนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       สันถัดคนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 887

                                             ทุกกฏ       
        ภิกษุทำเองก็ดี    ใช้ผู้อื่นทำก็ดี   เพื่อใช้เป็นของอื่น   ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

        ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว   ใช้สอย  ต้องอาบัติทุกกฏ.
                                       อนาปัตติวาร
        [๘๑]   ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี   เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี   เป็นม่านก็ดี

เป็นเปลือกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                            โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๒  จบ
                       โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๒
                          พรรณนาสุทธกาฬกสิกขาบท
        สุทธกาฬกสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน   เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:- ในสุทธกาฬกสิกขาบทนั้น บทว่า สุทฺธกาฬกาน ความว่า ดำล้วน คือ ดำไม่เจือด้วยขนเจียมอย่างอื่น. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น. แม้สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นกับโกสิยสิกขาบทนั่นเอง.

                      พรรณนาสุทธกาฬกสิกขาบทที่  ๒  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 888

                             โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๓
                                   เรื่องพระฉัพพัคคีย์
       [๘๒]   โดยสมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการกระทำสันถัตแห่ง ขนเจียมดำล้วน จึงถือเอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้ว ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ

       บรรดาภิกษุผู้มักน้อย   สันโดษ  มีความละอาย  มีความรังเกียจ   ผู้

ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้ถือเอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนอย่างเดิมนั้นเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                         ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระ- ฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอถือเอาขนเจียมขาว หน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัด แล้วให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ จริงหรือ

       พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า
                                ทรงติเตียน
       พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า     ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 889 สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ถือเอาขนเจียมขาว หน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนอย่างเดิมนั้นเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็น ไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น อย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                               ทรงบัญญัติสิกขาบท
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ทรง กระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ รับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ- ยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 890 เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นเเห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ถือตามพระวินัย ๑

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้:-

                                    พระบัญญัติ
       ๓๒.   ๓.  อนึ่ง   ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตใหม่   พึงถือเอาขนเจียมดำ

ล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ให้ทำสันถัตใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                              เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ
                                  สิกขาบทวิภังค์
        [๘๓]   ที่ชื่อว่า  ใหม่  ตรัสหมายการทำขึ้น.              
        ที่ชื่อว่า สันถัต  ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ  ไม่ใช่ทอ.
        บทว่า ผู้ให้ทำ  คือ  ทำเองก็ตาม  ใช้ให้เขาทำก็ตาม.
        คำว่า  พึงถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน  ความว่า   พึงชั่งถือเอา

ขนเจียมดำล้วนน้ำหนัก ๒ ชั่ง.

        บทว่า ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่  ๓   คือ  ขนเจียมขาวน้ำหนัก  ๑ ชั่ง.
        บทว่า  ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่  ๔   คือ   ขนเจียมแดงน้ำหนัก ๑ ชั่ง.
        คำว่า  ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดำล้วน  ๒ ส่วน     ขนเจียมขาว 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 891 เป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ความว่า ไม่ถือเอาขนเจียม ขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ทำเองก็ดี ให้เขาทำก็ดี ซึ่งสันถัตใหม่ เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา ต้องเสียสละแก่ สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้นอย่างนี้:-
                                           วิธีเสียสละ
                             เสียสละแก่สงฆ์
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

        ท่านเจ้าข้า    สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า   ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว

๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้า สละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

        ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ 

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

                               เสียสละแก่คณะ
        ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 892

       ท่านเจ้าข้า   สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า   ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว

๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้า สละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

       ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

       ท่านทั้งหลาย    ขอจงฟังข้าพเจ้า     สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมี ชื่อนี้

                               เสียสละแก่บุคคล
       ภิกษุรูปนั้น    พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

       ท่าน   สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า   ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว  ๑  ชั่ง

ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละสันถัต ผืนนี้แก่ท่าน

        ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น     พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

                                    บทภาชนีย์
                     จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
       [๘๔]    สันถัตทำค้างไว้   ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง    เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 893

       สันถัตทำค้างไว้  ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์   ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

       สันถัตคนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง      เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

       สันถัตคนอื่นทำค้างไว้  ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

                                             ทุกกฏ   
       ภิกษุทำเองก็ดี    ใช้ผู้อื่นทำก็ดี    เพื่อใช้เป็นของอื่น  ต้องอาบัติทุกกฏ
       ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว  ใช้สอย  ต้องอาบัติทุกกฏ.
                                         อนาปัตติวาร
          [๘๕]    ภิกษุถือเอาขนเจียมขาว  ๑  ชั่ง    ขนเจียมแดง  ๑  ชั่ง    แล้ว

ทำ ๑ ภิกษุถือเอาขนเจียมขาวมากกว่า ขนเจียมแดงมากกว่า แล้วทำ ๑ ภิกษุถือเอาขนเจียมขาวล้วน ขนเจียมแดงล้วน แล้วทำ ๑ ภิกษุทำเป็น เพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านฟูกก็ดี เป็นเปลือกก็ดี เป็น ปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

                          โกสิยวรรค  สิกขาบทที่   ๓  จบ 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 894

                            โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่   ๓
                              พรรณนาเทวภาคสิกขาบท
       เทวภาคสิกขาบทว่า   เตน  สมเยน    เป็นต้น      ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:- ในเทวภาคสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:-

       สองบทว่า อนฺเต   อาทิยิตฺวา    มีความว่า    ให้ติดขนเจียมขาวไว้ที่

ชายแห่งสันถัตดุจอนุวาตที่ชายผ้าฉะนั้น.

        สองบทว่า  เทฺว  ภาคา   แปลว่า ๒ ส่วน.
        บทว่า  อาทาตพฺพา   แปลว่า   พึงถือเอา.
        บทว่า  โคจริยาน    แปลว่า   มีสีแดง.
       คำว่า  เทฺว  ตุลา  อาทาตพฺพา     ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุผู้ประสงค์

จะให้ทำด้วยขนเจียม ๔ ส่วน. บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐานว่า ก็โดยใจ ความ เป็นอันทรงแสดงคำนี้ทีเดียวว่า ภิกษุมีความประสงค์จะทำด้วยขน เจียม มีประมานเท่าใด, ในขนเจียมมีประมาณเท่านั้น ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วน. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

       แม้สมุฏฐานเป็นต้น    ก็เป็นเหมือนโกสิยสิกขาบทนั่นเอง.  สิกขาบท

นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า เป็นกิริยาและอกิริยาอย่างเดียว เพราะถือเอาและ ไม่ถือเอาทำ ฉะนี้แล.

                    พรรณนาเทวภาคสิกขาบทที่  ๓  จบ
                          โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๔
                             เรื่องภิกษุหลายรูป    
      [๘๖]   โดยสมัยนั้น      พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับ   ณ  พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 895 ภิกษุทั้งหลายให้เขาทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี พวกเธอวอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม ชาวบ้านพากันเพ่ง โทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ จึง ได้ขอให้เขาทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจง ให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม ส่วนสันถัตของพวกเราทำคราวเดียว ถูกเด็ก ๆ ของพวกเราถ่ายอุจจาระรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง หนูกัด เสียบ้าง ก็ยังอยู่ได้ถึง ๕-๖ ปี ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เหล่านี้ ขอให้ทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลาย จงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม

        ภิกษุทั้งหลาย  ได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่

บรรดาที