ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย

จาก วิกิตำรา
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

หลักการ[แก้ไข]

ให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง

เหตุผล[แก้ไข]


โดยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมฐานความรู้ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดแคลนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูงมาก จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างทรัพยากรบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีองค์ความรู้ใหม่ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและบริการของประเทศอันจะได้จากความร่วมมือระหว่างระหว่างสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งภาคการผลิตและบริการในการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน และโดยที่ในขณะนี้ประเทศไทยยังขาดองค์กรที่ทำหน้าที่หลักในการประสานงานเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล อันเป็นผลกระทบต่อแรงจูงใจของสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในต่างประเทศในการเข้ามาร่วมมือกับสถาบันในประเทศ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเพื่อเอื้ออำนวยให้สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศร่วมมือกัน โดยเข้าร่วมเป็นกลุ่มสถาบันเครือข่ายเพื่อจัดการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการศึกษาในโครงการหรือหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของประเทศภายใต้การควบคุมมาตรฐานและการสนับสนุนจากองค์กรศูนย์กลางนี้ และภายใต้การบริหารจัดการของคณะบริหารในกลุ่มสถาบันเครือข่าย โดยองค์กรศูนย์กลางมิได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการเรียนการสอนเอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


ร่าง
พระราชบัญญัติสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง พ.ศ. ....
[แก้ไข]

............................................ ............................................ ............................................

................................................................................................................. ............................................

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง

................................................................................................................. ............................................

มาตรา ๑[แก้ไข]

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง พ.ศ. ....”

มาตรา ๒[แก้ไข]

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓[แก้ไข]

ในพระราชบัญญัตินี้


      “การวิจัยและพัฒนา” หมายความว่า การค้นคว้าโดยการทดลอง สำรวจหรือการศึกษาตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูล ความรู้ รวมทั้งการพัฒนาผลของการค้นคว้าดังกล่าวเพื่อยกระดับความสามารถทางการผลิตและการบริการหรือทางวิชาการ หรือเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นในทางเศรษฐกิจและสังคม หรือในทางวิชาการ เพื่อเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศโดยรวมในทุกด้าน


      “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง


      “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง


      “คณะกรรมการวิชาการ” หมายความว่า คณะกรรมการวิชาการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง


      “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง


      “สถาบันเครือข่าย” หมายความว่า สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศที่คณะกรรมการคัดเลือกให้เข้าร่วมกับสถาบันเพื่อทำความร่วมมือหรือความตกลงกับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาแห่งอื่นในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการศึกษาขั้นสูงร่วมกันในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือนโยบายและการจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้การประสานงานของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้


      “กลุ่มสถาบันเครือข่าย” หมายความว่า กลุ่มของสถาบันเครือข่ายตั้งแต่สามแห่งที่ทำความร่วมมือหรือความตกลงกันเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการศึกษาขั้นสูงในโครงการหรือหลักสูตรที่นำมาใช้ร่วมกันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้


      “สถาบันวิจัย” หมายความว่า องค์กรหรือหน่วยงานในภาครัฐหรือเอกชน รวมทั้งภาคการผลิตและบริการ ซึ่งมีหน่วยปฏิบัติการที่ดำเนินงานหลักในการวิจัยและพัฒนา


      “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


มาตรา ๔[แก้ไข]

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑
สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง
[แก้ไข]

มาตรา ๕[แก้ไข]

ให้จัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง ขึ้นเป็นนิติบุคคล โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการเอื้ออำนวยและประสานงานให้สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศทำความร่วมมือหรือความตกลงกันเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการศึกษาขั้นสูงร่วมกันในโครงการหรือหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของประเทศในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือนโยบายและการจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตามวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. ดำเนินนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการพัฒนาบุคลากรในสายงานวิจัย เพื่อเพิ่มปริมาณของนักวิจัยไทยและยกระดับคุณภาพของการวิจัยไทยโดยรวม โดยอาศัยกลไกการจัดให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศและสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างประเทศตาม (๒)
  2. ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ กับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศในการวิจัยและพัฒนาชั้นสูงหรือการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ทั้งนี้ โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษานั้นเข้าร่วมเป็นสถาบันเครือข่ายของสถาบันและสร้างกลุ่มสถาบันเครือข่ายในการดำเนินโครงการหรือหลักสูตรร่วมกัน โดยเน้นโครงการหรือหลักสูตรซึ่งมีการทำการวิจัยและพัฒนาที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นปัญหาในภาคการผลิตหรือปัญหาอื่นที่กลุ่มสถาบันเครือข่ายมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
  3. กำหนดนโยบาย ส่งเสริม และดำเนินการให้มีกลุ่มสถาบันเครือข่ายตลอดจนโครงการหรือหลักสูตรร่วมกันอย่างพอเพียงและเหมาะสมในด้านที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาประเทศ
  4. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะเพื่อนำกลุ่มสถาบันเครือข่ายไปสู่การยอมรับในระดับสากล
  5. ให้การสนับสนุนแก่นักวิจัยและนักศึกษาของกลุ่มสถาบันเครือข่ายเพื่อประโยชน์แก่การวิจัยและพัฒนาหรือการศึกษาในโครงการหรือหลักสูตรที่ดำเนินการร่วมกัน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
  6. ดำเนินการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพจากสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างประเทศในกลุ่มสถาบันเครือข่ายมาสู่นักวิจัยและนักศึกษาไทย
  7. เผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนาหรือผลการศึกษาในกลุ่มสถาบันเครือข่าย และส่งเสริมให้มีการนำผลงานหรือผลการศึกษานั้นไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม


ในการก่อให้เกิดและประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันเครือข่ายเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการศึกษาร่วมกันในกลุ่มสถาบันเครือข่าย สถาบันต้องไม่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการเรียนการสอนเอง ในการนี้นักวิจัยหรือนักศึกษามีสถานะเป็นนักวิจัยหรือนักศึกษาของสถาบันเครือข่ายและมีสิทธิได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรที่ให้โดยสถาบันเครือข่ายตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของสถาบันเครือข่ายนั้น

มาตรา ๖[แก้ไข]

กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสถาบันต้องได้รับความคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๗[แก้ไข]

สถาบันมีอำนาจและหน้าที่กระทำการทั้งปวงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ อำนาจและหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง

  1. เสนอชื่อสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกรับเข้าเป็นสถาบันเครือข่าย
  2. จัดทำความตกลงมาตรฐานเพื่อใช้สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันเครือข่ายและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความตกลงที่ทำขึ้นระหว่างสถาบันเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
  3. จัดให้มีสิ่งจำเป็นเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาหรือการศึกษาสำหรับนักวิจัยหรือนักศึกษาของสถาบันเครือข่ายตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
  4. จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ของสถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้เข้าร่วมเป็นกลุ่มสถาบันเครือข่าย
  5. ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน หรือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์
  6. จัดทำแผนและผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยและพัฒนาหรือผลการศึกษาในโครงการหรือหลักสูตรที่กลุ่มสถาบันเครือข่ายดำเนินการร่วมกันไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงในภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิตและบริการ โดยประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องในภาครัฐและภาคเอกชน
  7. ปฏิบัติการอื่นใดที่คณะกรรมการมอบหมาย
  8. จัดทำรายงานประจำปีของสถาบันและเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบ
  9. ดำเนินการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน

มาตรา ๘[แก้ไข]

สถาบันอาจมีรายได้จาก

  1. ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
  2. เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
  3. เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  4. เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน
  5. รายได้จากส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕
  6. ดอกผล หรือผลประโยชน์อื่นของรายได้ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)

เงินอุดหนุนทั่วไปตาม (๒) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่สถาบันโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๙[แก้ไข]

ทรัพย์สินของสถาบันที่ใช้เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา การศึกษา และการบริการทางวิชาการโดยตรงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งปวง รวมทั้งการบังคับทางปกครอง และบุคคลใดจะยกอายุความหรือระยะเวลาในการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสถาบันในเรื่องทรัพย์สินของสถาบันมิได้

มาตรา ๑๐[แก้ไข]

บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕


เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับความยินยอมจากผู้อุทิศให้หรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

หมวด ๒
การดำเนินการ
[แก้ไข]


มาตรา ๑๑[แก้ไข]

ให้มีคณะกรรมการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยขั้นสูง ประกอบด้วย ประธานกรรมการ และกรรมการอื่นรวมไม่เกินเก้าคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือด้านนโยบายและการจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในกลุ่มสถาบันเครือข่าย หน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานภาคเอกชน เว้นแต่ในวาระเริ่มแรกตามพระราชบัญญัตินี้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ๑๒[แก้ไข]

ประธานกรรมการและกรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับการสรรหาและแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

มาตรา ๑๓[แก้ไข]

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  1. ตาย
  2. ลาออก
  3. คณะกรรมการมีมติให้ออกโดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
  4. ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับของสถาบัน
  5. เป็นบุคคลล้มละลาย
  6. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  7. ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการขึ้นใหม่ หากมีกรณีที่ต้องพิจารณาเป็นการจำเป็นเร่งด่วน ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการขึ้นใหม่แล้ว

มาตรา ๑๔[แก้ไข]

คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบัน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสถาบันให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการพัฒนาสังคมและประเทศ
  2. คัดเลือกและรับสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาเข้าเป็นสถาบันเครือข่ายและกลุ่มสถาบันเครือข่าย เพื่อดำเนินโครงการหรือหลักสูตรร่วมกันตามกรอบความตกลงร่วมกัน
  3. ให้การสนับสนุนโครงการหรือหลักสูตรที่กลุ่มสถาบันเครือข่ายจะนำมาใช้ร่วมกันในการวิจัยและพัฒนาหรือการจัดการศึกษา เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการ
  4. ยุบเลิกกลุ่มสถาบันเครือข่ายเมื่อดำเนินโครงการหรือหลักสูตรตาม (๓) สำเร็จแล้วหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรในการยุบเลิกก่อนกำหนดเวลา
  5. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้การสนับสนุนแก่นักวิจัยหรือนักศึกษาของสถาบันเครือข่ายในโครงการหรือหลักสูตรที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างกลุ่มสถาบันเครือข่าย
  6. อนุมัติงบประมาณของสถาบัน
  7. ออกข้อบังคับของสถาบันเกี่ยวกับคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการสถาบัน ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การบริหารการเงิน การบัญชี การพัสดุ และทรัพย์สินของสถาบัน และข้อบังคับอื่นตามพระราชบัญญัตินี้

ในการรับสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาเข้าเป็นสถาบันเครือข่ายตาม (๒) คณะกรรมการอาจรับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาใดเข้าเป็นสถาบันเครือข่ายได้เมื่อมีสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นเข้าร่วมกับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษานั้นเป็นกลุ่มสถาบันเครือข่ายตั้งแต่สามแห่งขึ้นไปโดยมีสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อร่วมมือหรือตกลงกันในการวิจัยและพัฒนาหรือจัดการศึกษาขั้นสูงในโครงการหรือหลักสูตรที่ใช้ร่วมกันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา ๑๕[แก้ไข]

ให้สถาบันมีคณะกรรมการวิชาการประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีผลงานทางวิชาการหรือทางการวิจัยและพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพหรือเป็นที่ประจักษ์ในภาครัฐหรือเอกชน ตามข้อบังคับของสถาบันที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อให้คำปรึกษาทางวิชาการทั่วไปแก่คณะกรรมการ ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. พิจารณาให้ความเห็นชอบในโครงการหรือหลักสูตรที่กลุ่มสถาบันเครือข่ายจะนำมาใช้ร่วมกันในการวิจัยและพัฒนาหรือการจัดการศึกษาให้มีเกณฑ์มาตรฐานไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
  2. เสนอแนะการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อคณะกรรมการ
  3. กำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานของโครงการหรือหลักสูตรของกลุ่มสถาบันเครือข่ายและรายงานให้คณะกรรมการทราบ

มาตรา ๑๖[แก้ไข]

กรรมการวิชาการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกันไม่ได้

มาตรา ๑๗[แก้ไข]

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการวิชาการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  1. ตาย
  2. ลาออก
  3. คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
  4. เป็นบุคคลล้มละลาย
  5. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  6. ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

มาตรา ๑๘[แก้ไข]

ให้นำความในมาตรา ๗๗ มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ และมาตรา ๘๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของคณะกรรมการและคณะกรรมการวิชาการโดยอนุโลม

มาตรา ๑๙[แก้ไข]

ให้สถาบันมีผู้อำนวยการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและด้านนโยบายและการจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปและเป็นผู้แทนของสถาบัน และรับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการอาจออกข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติอื่นและการประเมินผลของผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ และให้นำมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการโดยอนุโลม

มาตรา ๒๐[แก้ไข]

ในกลุ่มสถาบันเครือข่าย ให้มีคณะบริหารและผู้อำนวยการกลุ่มซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อรับผิดชอบงานของกลุ่มสถาบันเครือข่ายนั้น ให้นำมาตรา ๑๙ วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับแก่ผู้อำนวยการกลุ่มสถาบันเครือข่ายโดยอนุโลม


หมวด ๓
การบัญชี การตรวจสอบ และการกำกับดูแล
[แก้ไข]

มาตรา ๒๑[แก้ไข]

ให้สถาบันจัดให้มีระบบบัญชีที่เหมาะสมกับกิจการของสถาบันและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสถาบันเป็นประจำ ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

มาตรา ๒๒[แก้ไข]

ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสถาบันทุกรอบปีบัญชี และรายงานผลการสอบบัญชีต่อคณะกรรมการและรัฐมนตรี

มาตรา ๒๓[แก้ไข]

รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

บทเฉพาะกาล[แก้ไข]

มาตรา ๒๔[แก้ไข]

      ในวาระเริ่มแรกให้รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มสถาบันเครือข่าย หน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือหน่วยงานภาคเอกชน จำนวนไม่เกินแปดคน เป็นกรรมการ เพื่อจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการสถาบันให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ       ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งผู้อำนวยการ ให้ประธานกรรมการตามวรรคหนึ่งเป็นผู้แทนสถาบันและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ เมื่อมีข้อบังคับตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สรรหาประธานกรรมการและกรรมการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ข้อบังคับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เพื่อดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

     ..............................................


            นายกรัฐมนตรี