หมากรุก

จาก วิกิตำรา
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

หมากรุก เป็นเกมกระดานชนิดหนึ่ง มีลักษณะจำลองจากการสงคราม ใช้เล่นระหว่างผู้เล่น 2 คน แต่ละฝ่ายต้องพยายามรุกจนขุนของอีกฝ่ายให้ได้ โดยกติกาและตัวหมากอื่นๆ จะแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของหมากรุก

ยุคสมัย[แก้ไข]

ยุคโบราณกาล (600-900)[แก้ไข]

จุดกำเนิดของหมากรุกยังคงทำให้นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกงงงันอยู่จนทุกวันนี้ มีหลักฐานและบันทึกมากมายในการโต้เถียงกันถึงจุดกำเนิดที่แท้จริงของหมากรุกว่าเกิดมาจากไหน เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้คิดค้น ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันที่สุดคือหมากรุกสมัยใหม่นั้นมาจาก Chaturanga ซึ่งเป็นเกมส์ทำศึกที่มีลักษณะคล้ายกันในทางอินเดียตอนเหนือในช่วง คศ. 600[1]

หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกเกี่ยวกับหมากรุกที่มีการกล่าวถึงในงานค้นคว้าต่างๆนั้น อยู่ใน Harschacharita โดย Bana ซึ่งเป็นกวีในราชสำนักอินเดีย เขียนขึ้นเมื่อราวๆ คศ 625-640 บันทึกทีเป็นภาษาจีนก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่เหมือนจะเป็นเกมส์หมากรุกในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะมีตำนานกล่าวถึงว่าใครเป็นคนคิดค้นหมากรุกในช่วงแรกๆ แต่มันก็ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนสันนิษฐานว่าน่าจะมีคนคิดคนเดียว แต่มันก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมาจาหลายคนช่วยกันคิดค้นการเดินของตัวหมากต่างๆ

หมากรุกวิวัฒนาการอย่างมากในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธโดยเฉพาะอินเดีย จากจุดนี้ หมากรุกได้แพร่หลายไปทาง ตะวันออก เหนือ และตะวันตก แพร่กระจายออกไปและได้มีลักษณะโดดเด่นเป็นของตนเองในแต่ละภูมิภาค มันถูกนำไปเผยแพร่ที่ประเทศจีนโดยชาวพุทธผ่านทาง แม่น้ำ Indus หรือ Khyber Pass ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าบนบกที่สำคัญในสมัยนั้น ภายใน คศ. 800 ชาวจีนก็ได้พัฒนาเกมส์หมากรุกจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เข้ากับวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ ภายในศตวรรษที่ 11 หมากรุกก็ได้แพร่ไปยังญี่ปุ่น และ เกาหลี

หมากรุกแพร่ไปยังตะวันตก ถึง Persia ราว คศ.625 ภายใต้ชื่อ Chatrang หลังจากถูกยึดครองโดยชนชาติอาหรับในศตวรรษที่ 7 เกมส์ก็ได้รับชื่อใหม่ว่า Shatranj หลังจากนั้นเกมส์นี้ก็ได้รับการพัฒนาในวัฒนธรรมอิสลามอย่างมากเป็นเวลาสองร้อยปี เกมส์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบคือเกมส์ที่ นักประวัติศาสตร์ชาวแบกแดดเล่นกับลูกศิษสย์ของเขา พบในบันทึกในศตวรรษที่ 10

หมากรุกในยุคกลางของยุโรป (1000-1600)[แก้ไข]

หมากรุกเข้ามายังทวีปยุโรปผ่านทางสามทาง ได้แก่ การบุกแขกมัวร์ยังเสปน์ในช่วงศตวรรษที่ 8 ตามด้วย การยึดเมืองซิซิลีโดยชนชาติอิสลาม และทาง อาณาจักรไบแซนไทน์ในยุโรปตะวันออก ชาวไบแซนไทน์ที่เป็นคริสต์ได้ทำหมากรุกเข้ามายังยุโรปกลางและตะวันออก ชาวไวกิ้งนำหมากรุกเข้าไปยังแถบทะเลบอลติก ชุดหมากรุกที่โด่งดังที่สุดถูกพบบนเกาะลิววิส ใน คศ 1831 ซึ่งประกอบด้วยตัวหมากที่ทำจากงาวอสรัสราว 800-900 ปีก่อนหน้านั้น หมากรุกได้แพร่ไปทั่วยุโรป และราวปี 1000 ก็เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป

กฎและกติกาแตกต่างกันไปตามภูมิภาค มีกฎสองกฎที่เป็นที่ยอมรับกันทุกวันนี้ คือ การเข้าป้อม และ การกินผ่าน เริ่มรู้จักกันในศตวรรษที่ 15 แต่เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 18 แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในคศ 1475 FERS หรือที่ปรึกษาของ King ซึ่งเป็นเพศชาย ถูกเปลี่ยนเป็น Queen และ AUFIN ถูกเปลี่ยนเป็น Bishop การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกมส์ไปเร็วขึ้น เนื่องจาก Queen และ Bishop เคลื่อนที่ได้คล่องขึ้นบนกระดาน นอกจากนี้ Pawn Promotion (การเปลี่ยนเบี้ยเป็นหมากตัวอื่นเมื่อเดินไปสุดกระดานอีกฝั่ง) ทำให้เพิ่มพลังและความคล่องตัวมากขึ้นไปอีก การที่ Queen มีพลังขนาดนี้ทำให้ผู้เล่นที่เดินผิดในช่วงแรกๆอาจถึงกับแพ้ได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาการเปิดเกมส์ที่ดีก่อน

เกมส์ที่เปลี่ยนใหม่แพร่จากยุโรปตอนใต้ไปทั่วทวีป หนังสือหมากรุกเล่มแรกๆ (เขียนโดน Vicent Lucena, Damiano, และ Ruy Lopez) ต่างก้ถูกเขียนขึ้นที่แหลมไอเบอเรียน เกมส์พัฒนาขึ้นมากในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อคนใหญ่คนโต (รวมถึงราชวงศ์บางคน) ในอิตาลีให้การสนับสนุนทางการเงิน เมื่อการเงินมั่นคง ผู้เล่นเก่งๆอย่าง Gioachino Greco (1600-c.1634) คิดค้น openings และเขียนสูตรลับสำหรับวิธีการโจมตีอย่างมีประสิทธิภาพและการเปิดเกมส์ที่น่าสนใจแบบต่างๆ

ยุคใหม่ (1700-1800)[แก้ไข]

เริ่มในทศศตวรรษ 1730 สามารถพบเห็นการเล่นหมากรุกทั่วไปในคาเฟ่ต่างๆในทวีปยุโรป คนเล่นหมากรุกต่างก็มาพบหาสมาคมกันเช่นนี้ แต่การหารายได้จากการเล่นหมากรุกนั้นยากมากตั้งแต่เริ่ม ตลาดหนังสือหมากรุกจึงได้เริ่มต้นขึ้น

Philidor’s Analysis 1749 เป็นหนึ่งในหนังสือที่สำคัญที่สุดของยุคนั้น แต่แนวคิดของเขาก็ถูกประณามโดยคู่แข่ง จึงมีหนังสือหมากรุกเพิ่มขึ้นมาอีกมากมายเพื่ออธิบายหลักในการเล่นหมากรุกทั้งหลาย

จนถึงศตวรรษที่ 17 ผู้เล่นต่างเมืองก็คงยังเล่นแต่ในเมืองตนเอง แต่เมื่อมีการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น โทรเลข เคเบิ้ล โทรศัพท์ และอื่นๆ การแข่งขันระหว่างเมืองก็เริ่มมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งยกระดับหมากรุกขึ้นไปอีกขั้น ศูนย์รวมหมากรุกสมัยนั้นอยู่ที่ Caf? de la Regence ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้เล่นระดับสูงในสมัยนั้น ที่นั่นก็เป็นที่ที่ Louis Charles de la Bourdonnais (1975-1840) และ Alexander McDonnell (1978-1835) สองผู้เล่นชั้นนำจากอังกฤษและฝรั่งเศสมาปะทะฝีมือกัน ใน คศ.1834 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ข่าวหมากรุกปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์และได้มีการเขียนบทวิเคราะห์เกมนี้ขึ้นมาหลากหลาย

ในทศศตวรรษ 1850 หนังสือพิมพ์ก็ได้เริ่มมีคอลัมน์เกี่ยวกับหมากรุกและมีวารสารหมากรุกออกมามากมาย ทฤษฎีการเปิดเกมได้รับการพัฒนาอย่างมาก และมีการจัดการแข่งขันระหว่างประเทศโดยผู้เล่นที่ขึ้นชื่อจากประเทศต่างๆในยุโรปบ่อยขึ้น ใน คศ.1843 การแข่งขันระหว่างผู้เล่นชาวอังกฤษ และ ฝรั่งเศส Howard Staunton (1810-1874) และ Pierre- Charlse Fourrier St. Amant (1800-1872) Stauanton ได้รับเงินรางวัลและชัยชนะ อีกทั้งยังเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกในฐานะที่เป็นผู้ที่ตัดสินมาตรฐานสากลของการเล่นหมากรุก เรียกกันว่า Staunton Style และยังได้ทำการจัดการแข่งขันระหว่างประเทศที่กรุงลอนดอนใน คศ.1851 ถึงแม้ว่าการแข่งครั้งนั้น Adolf Anderson อาจารย์ชาวเยอรมันจะเป็นผู้ชนะ แต่ลอนดอนก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของหมากรุก

Wilhelm Steinitz (1836-1900): แชมป์หมากรุกโลกอย่างเป็นทางการคนแรก

Garry Kasparov แชมป์โลกตั้งแต่อายุ 22

ในคศ 1985 Gary Kasparov อายุ 22 (เกิด 1963) ผู้เล่นสไตล์บุกซึ่งเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ได้ท้าและทำศึกประชันในศึกที่เขาเรียกกันว่า K-K duel ระหว่าง Kasparov กับ Karpov จนได้รับชัยชนะและได้ตำแหน่งแชมป์โลก Kasparov กลายเป็นผู้นำหมากรุกยุคใหม่ด้วยไสตล์ที่เหนือชั้นและสร้างมาตรฐานใหม่ในการแข่งขันระดับสูง การวิเคราะห์ที่ลึกขึ้น การเตรียม opening ความเข้าใจอย่างลึกล้ำในเชิงกลยุทธ์ และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง จึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการแข่งหมากรุกยุคปัจจุบัน

ใน ทศศตวรรษ 1970 ได้มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถเล่นหมากรุกเป็นครั้งแรก ในช่วงกลางทศศวรรษหลังจากความพยายามหลายครั้ง คอมพิวเตอร์ก็สามารถเล่นชนะมือสมัครเล่น และผู้เล่นตามคลับได้ สองทศศตวรรษหลังจากนั้น คอมพิวเตอร์ เช่น Deep Fritz พัฒนาจนถึงขั้นที่ชนะ grandmaster ได้อย่างค่อนข้างง่าย ในช่วงทศศตวรรษ 1980 ด้วยการพัฒนาของแลปทอปและฐานข้อมูลหมากรุกดิจิตอล ทำให้ผู้เล่นระดับสูงสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นทั้งคู่ฝึกและที่ปรึกษา การพัฒนาของเทคโนโลยีและการถือกำเนิดของอินเตอร์เน็ตทำให้หมากรุกแพร่กระจายไปยังประชากรส่วนใหญ่ ไม่นานหลังจากการที่เคยเป็นเกมของชนชั้นสูงผู้มีความรู้ในช่วงศตวรรษที่ 18 หมากรุกก็กลายเป็นเกมที่ทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้

สิ่งนี้เด่นชัดมากในช่วงทศศตวรรษ 1990 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ มีผู้เล่นวัยเยาว์จำนวนมากที่เข้ามาเป็นผู้เล่นชั้นนำของโลก ทำลายภาพพจน์ของหมากรุกซึ่งแต่ก่อนถูกมองว่าเป็นเกมของคนสูงอายุ master วัยเยาว์และผู้เล่นวัยเยาว์ระดับสากลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เด็กเล็กๆก็สามารถเข้าใจหมากรุกขั้นสูงได้ เกมนี้ไม่ใช่เกมที่คนที่อายุมากกว่า มีวุฒิภาวะมากกว่าจะเล่นได้ดีกว่าเสมอไป เด็กวัยเรียนก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนสามารถกลายเป็น master หรือ grandmaster ได้

การพัฒนานี้กำลังได้รับการสนับสนุนจาก FIDE โดยประธานที่ประสบความสำเร็จที่สุด Kirsan Illymzhinov

หมากรุกมีผู้เล่นจากทุกทวีปและทุกประเทศโดยผู้คนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจน เด็กหรือแก่ ผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่มีการแบ่งชาชาติ ศาสนา หรือเชื้อชาติ มีโรงเรียนสอนหมากรุกแพร่หลายในทุกประเทศ กระทั่งมีการสอนหมารุกภายในโรงเรียนปกติทำให้เด็กได้เรียนรู้ การควบคุม ความอดทน การฟื้นฟูตัวเอง และความมุ่งมั่น จากความผิดพลาดของตนเอง ซึ่งจะทำให้ไม่เพียงเก่งในเชิงหมากรุก อีกทั้งยังสามารถค้นพบจุดด้อย จุดแข็งของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตนเองเป็นคนที่สมบูรณ์ในที่สุด

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ไม่มีทางลัด จาก ทางตอนเหนือของอินเดียชมพูทวีป ไปยังหุบเขาชาวพุทธของประเทศจีน จากเปอร์เชีย ข้ามทะเลทรายอัฟริกา ไปยังปราสาทยุคกลางแห่งเสปน จากมุมมืดของเมืองริมทะเลบาลติกไปยังเมืองหนาวแห่งรัสเซีย หากแต่จากมุมมองของผู้เล่นหมากรุกเริ่มจากการเรียนรู้ว่าหมากแต่ละตัวเดินและมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบนกระดานที่มีตาราง 64 ช่อง

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้ไข]

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หมากรุกได้รับความนิยมมากขึ้นในยุโรป และอเมริกา มีการจัดการแข่งขันบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน และมี ผู้เชี่ยวชาญหมากรุกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น Harry N. Pillsbury, Siegbert Tarrasch, Frank J. Marshall, Aaron Nimzowitch และ อื่นๆ หลังจากยุครุ่งเรื่องของ Steinitz ก็เป็นยุคของ Emanuel Lasker (1868-1941) และ Jose R. Capablanca (1888-1942) ซึ่งเป็นแชมป์โลกในขณะนั้น ดาวรุ่งของวงการได้มีการใช้เทคนิคการเล่นอย่างแพรวพราว และราวคริศต์ทศศตวรรษ 1920 ถือเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของหมากรุกก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง การเปิดตัวของนักหมากรุกชาวรัสเซีย Alexander Alekhine (1892-1946) แชมป์โลกหมากรุกคนที่สี่ ได้ทำให้ความสนใจในเกมส์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ในปีคศ. 1924 FIDE (Federation International des Echecs) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการเป็นผู้นำทางกิจกรรมหมากรุกระหว่างประเทศ FIDE จัด งานโอลิมปิคหมากรุก ครั้งแรกในปี คศ. 1927 และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีการจัดแข่งชิงแชมป์โลกหมากรุกของผู้หญิงอีกด้วย เนื่องจาก มีผู้หญิงที่ให้ความสนใจในหมากรุกที่มีฝีมือจำนวนมาก แชมป์โลกหมากรุกหญิงคนแรก คือ Vera Menchik (1906-1944) และก็ได้มีนักหมากรุกหญิงที่มีฝีมือเยี่ยมเกิดขึ้นอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้ไข]

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง (1939-1945) กลุ่มที่มีอำนาจทางหมากรุกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งก็คือ สหภาพโซเวียต นักหมากรุกชั้นนำจากกลุ่มนี้ นำโดย Mikhail Botvinik (1911-1995) ได้คว้าตำแหน่ง แชมป์โลก ทำให้อิทธิพลของรัสเซียกลับมาอีกครั้ง ผู้เล่นชั้นนำของโลกส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย หรือมาจากประเทศต่างๆในสหภาพโซเวียต เช่น Mikhail Tal, Tigran Petrosian, Vasily Smilov, Boris Spassky, และอื่นๆอีกมากมาย

ความเป็นผู้นำทางหมากรุกอย่างต่อเนื่องของรัสเซียถูกขัดเพียงชั่วครู่ด้วยนักหมากรุกชาวอเมริกัน Robert J. Fischer (1943-2008) ซึ่งในช่วงกลางๆคริสต์ทศศตวรรษ 1960 ถึงช่วงต้น คริสต์ทศศตวรรษ 1970 ได้แย่งความเป็นที่หนึ่งทางหมากรุกมาจากรัสเซีย ใน คศ. 1972 Fischer ชนะ Spassky และคว้าตำแหน่งแชมป์โลก ในการแข่งขันที่ได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างโด่งดัง ใน Reykjavik ประเทศ Iceland ชาวรัสเซียได้ชิงตำแหน่งแชมป์โลกกลับมาอีกครั้ง ใน คศ.1975 เมื่อFischer ได้เสียตำแหน่งให้แก่ Anatoly Karpov (b.1951) ซึ่งได้เป็นผู้เล่นชั้นนำต่อไปกว่าอีกทศศตวรรษหนึ่ง

ประโยชน์[แก้ไข]

หมากรุกเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีการแพร่หลายทั่วโลกอย่างกว้างขวางเด่นชัดที่สุด ไม่มีกีฬาประเภทไหนที่มีหนังสือ แมกกาซีน และโบรชัวร์โปรโมท นับล้านแบบนี้ ซึ่งยังไม่รวมถึงมัลติมีเดีย และ การเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มากล้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในปัจจุบัน หมากรุกถือว่าเป็นทั้ง กีฬา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ร่วมสมัย ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของหมากรุกในระบบการศึกษา จากงานวิจัยจำนวนมากเราได้สรุปย่อๆถึงคุณประโยชน์ของหมากรุกได้ดังนี้

  • เพิ่มสำนึกในความรับผิดชอบ
  • การวางแผนและการคำนวณอย่างแม่นยำ
  • พัฒนากระบวนการคิด
  • เพิ่มความสามารถทางความจำ
  • ความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม
  • ทักษะทางสังคม การผสานความรู้เข้าด้วยกัน การฟื้นตัวของบุคลิกภาพและสภาพจิตใจ
  • สนุกในการเรียนรู้
  • เพิ่มความสำเร็จทางการศึกษา
  • มีสมาธิมากขึ้น
  • การบริหารเวลา
  • พัฒนาทักษะการวิเคราะห์และการตัดสินใจ
  • ค้นพบจุดแข็งและจุดด้อยของตนเอง
  • สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตจริงได้เมื่อจำเป็นต้องการการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเด็ดขาด

อ้างอิง[แก้ไข]