ดาราศาสตร์ทั่วไป/ดาวหาง

จาก วิกิตำรา
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ดาวหางอาจถูกกล่าวได้ว่าเป็น "ก้อนน้ำแข็งสกปรก" แต่ด้วยเหตุที่มันมีฝุ่นมากกว่าน้ำแข็ง เราจึงกล่าวถึงมันเป็น "ก้อนสกปรกที่เย็น" แทน นิวเคลียสของมันมีส่วนประกอบหลักเป็น น้ำ (H2O) และบางส่วนเป็น แอมโมเนีย (NH3), มีเทน (CH4) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตอนที่เกิดบิ๊กแบงขึ้นเมื่อ 4.6 พันล้านปีก่อน ไฮโดรเจนและฮีเลียมเกิดรวมกันขึ้นเป็นดาวฤกษ์รุ่นแรก และกลายเป็นมหานวดารา (หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า ซูเปอร์โนวา) อย่างรวดเร็วขณะที่ธาตุหนักกว่า (เรียกโดยรวมว่าโลหะ) ถูกสร้างขึ้นและถูกทำให้น้อยลงอีกครั้งโดยลำดับด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมจากดาวฤกษ์รุ่นที่สอง "โลหะ" จำนวนมากถูกทำให้น้อยลงในเวลานั้นจากการเป็นวัตถุดิบของดาวเคราะห์หิน แต่วัตถุบางส่วนก็กลายเป็นก้อนเล็กของแก๊สและฝุ่นเยือกแข็ง ก้อนเหล่านั้นอยู่ที่ขอบนอกของระบบสุริยะ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำพอที่จะสร้างน้ำแข็งเพื่อแช่ก้อนเหล่านั้นได้ บริเวณดังกล่าวเรียกว่า เมฆออร์ต หรือ แถบไคเปอร์ ซึ่งในเมฆออร์ตถูกประมาณว่ามีดาวหางประกอบอยู่ถึง 1011 (หนึ่งแสนล้าน) ดวง

วงโคจรของดาวหางต่อดวงอาทิตย์ของเรา พวกมันอาจถูกรบกวนจากการเผชิญกับวัตถุอื่น ๆ แบบใกล้ชิด และบางครั้งก็เคลื่อนตัวออกมาจากเมฆออร์ตมุ่งหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ เมื่อพวกมันเข้ามันเข้ามาใกล้ แก๊สเยือกแข็งจะเริ่มกลายเป็นไอและฝุ่นถูกผลักออกไป ซึ่งจะเป็นลำแสงที่เรียกว่าหาง หางนั้นโน้มเอียงไปหลังนิวเคลียสดาวหาง แก๊สและฝุ่นนั้นได้รับอิทธิพลได้ง่ายโดยแรงประยุกต์ที่กระทำต่อมัน โดยโปรตอนในแสงของดวงอาทิตย์นั้นกระเด็นใส่มัน และโดยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีผลต่ออนุภาคมีประจุ ดาวหางมีสองหาง หางแรกคือหางไอออน (มีสีฟ้า, ประกอบด้วยแก๊ส) และหางที่สองคือหางฝุ่น (มีสีเหลือง) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของฝนดาวตก เช่น ฝนดาวตกสิงโต เมื่อโลกเคลื่อนผ่านแนวของฝุ่นที่หางฝุ่นของดาวหางทิ้งไว้

ดาวหางที่โด่งดังที่สุดดวงหนึ่งคือดาวหางฮัลเลย์ ถูกค้นพบโดย เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ เมื่อปี ค.ศ. 1705 ครั้งนั้นดาวหางถูกสังเกตได้ครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1682 ฮัลเลย์ได้ทำนายว่ามันจะกลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1758 แต่โชคร้ายที่เขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1742 ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าการทำนายของเขานั้นถูกต้อง ภายหลังจึงตั้งชื่อดาวหางดวงนี้ตามชื่อของเขา

ดาวหางฮัลเลย์มีคาบการโคจรประมาณ 76 ปี ซึ่งมองเห็นจากโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 1986 และจะกลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2061 (พ.ศ. 2604)

ดูเพิ่ม[แก้ไข]