พูดคุย:ไมโครซอฟท์ เวิร์ด

จาก วิกิตำรา
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
  งานเขียนแบบ มีความสำคัญสำหรับช่างทุกช่าง ซึ่งจะต้องมีการออกแบบ เขียนแบบทุกครั้งที่จะทำการผลิตชิ้นงานออกมา จึงพูดได้ว่างานเขียนแบบเป็นหัวใจของช่างทุกชนิด ในสมัยโบราณการเขียนแบบไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ แต่ช่างพยายามถ่ายทอดความคิดลงในแผ่นหิน โดยมิได้แยกชิ้นส่วนให้เห็นชัด ตามชนบทเมื่อมีการปลูกสร้างบ้านก็มีการเขียนแบบแปลนบ้านตามพื้นดินในบริเวณปลูกสร้าง ซึ่งจะดีกว่าที่จะทำโดยไม่มีแบบแผนเลย
     การกำเนิดของการเขียนแบบไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวัน เวลาที่ชัดเจน การเขียนแบบสันนิษฐานว่า เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เพราะจะสังเกตจากถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ จะบันทึกโดยการเขียนเส้นหรือภาพไว้บนก้อนหิน ผนังถ้ำ เมื่ออารยธรรมได้รับการพัฒนา มีการคิดค้นและสร้างเครื่องมือ และเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น จากผลงานการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ของ นักวิทยาศาสตร์ โดยการแสดงออกด้วยแนวความคิดถ่ายทอดมาเป็นกราฟิกแล้วค่อยๆพัฒนาจนเป็นระบบที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพสูงสุด ดังจะเห็นได้ทุกวันนี้ 
      ฉะนั้นการเขียนแบบก็เป็นวิชาหนึ่ง ซึ่งใช้กันในงานอุตสาหกรรมทั่วโลก เพื่อแสดงรูปร่างและลักษณะของสิ่งที่ต้องการผลิตออกมา วิชาเขียนแบบเป็นวิชาที่ไม่มีคำอธิบายบอกรูปลักษณะ และขนาดของสิ่งของ แต่วิชาเขียนแบบเป็นการแสดงให้เห็นภาพอย่างแจ่มชัด ทั้งลักษณะรูปร่าง ขนาด ทุกส่วนอยู่แล้ว ดังนั้นการเขียนแบบเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในงานช่างและงานสร้างสรรค์
                 ลักษณะอาชีพงานเขียนแบบ แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ
     ๑. การเขียนแบบทางวิศวกรรม ( Engineering Drawing ) นำเอาไปใช้ในงานเครื่องจักรกลมากกว่าอย่างอื่น การเขียนแบบชนิดนี้แยกออกได้ดังนี้
           ๑.๑ การเขียนแบบเครื่องกล
           ๑.๒ การเขียนแบบงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า
           ๑.๓ การเขียนแบบเครื่องยนต์
           ๑.๔ การเขียนแบบงานแผนที่และช่างสำรวจ
           ๑.๕ การเขียนแบบงานช่างกลและโลหะแผ่น
    ๒. การเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม ( Architectural Drawing ) เป็นการเขียนแบบทางด้านก่อสร้าง แยกงานเขียนแบบชนิดนี้ออกได้ดังต่อไปนี้
           ๒.๑ การเขียนแบบโครงสร้าง
        ๒.๒ การเขียนแบบสัดส่วนของรูปต่างๆ
           ๒.๓ การเขียนแบบภาพหวัด
       การเขียนแบบ มีความหมาย คือ การเขียนรูปลงในกระดาษเขียนแบบ ซึ่งมีคำอธิบายไว้ในแบบอย่างพร้อมมูล โดยการเขียนรูปสัญลักษณ์ หรือเส้นลงไว้ในแบบ ซึ่งทำให้ผู้นำเอาไปสร้างของจริงขึ้นมาได้ การเขียนแบบเทคนิค เป็นวิชาชีพหนึ่งที่ต้องมีความรู้ทางทฤษฎีประกอบ เช่น ช่างอุตสาหกรรมทุกสาขา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆมาประยุกต์เป็นรูปแบบภาพลายเส้นที่มีสัญลักษณ์ประกอบ เพื่อนำมาแสดงให้ผู้อ่านแบบงานได้เข้าใจความหมายได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องมีคำบรรยายประกอบมากมาย ทำให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น ผู้เขียนแบบจะต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความคิด หรือเสนอความคิดของตนเอง และเขียนภาพสเก็ตซ์จากวิศวกร สถาปนิก และนักวิทยาศาสตร์ให้มาเป็นภาพเขียนแบบเทคนิคที่จะนำมาใช้ในการผลิตและสร้างในการสเก็ตซ์ภาพหรือเขียนแบบที่กำหนดให้มีมาตราส่วนและแสดงรายละเอียด บางครั้งผู้เขียนแบบอาจจะต้องคำนวณความแข็งแรง คุณภาพ ปริมาณ และราคาวัสดุ ก่อนที่จะเริ่มเขียนแบบ เราควรจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์ในสำหรับเขียนแบบ และวิธีใช้ให้ดี เพื่อให้ได้ผลงานเรียบร้อยรวดเร็ว ประหยัดเวลาในการทำงาน ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องมือเขียนแบบให้มีสภาพดีอยู่ได้นาน

การใช้เครื่องมืออุปกรณ์การเขียนแบบ

          เครื่องมือเขียนแบบและหน้าที่วิธีการใช้   มีดังนี้
       ๑. โต๊ะเขียนแบบ หรือกระดานเขียนแบบ ( Drawing Board ) ใช้รองกระดาษเขียนแบบ ในกรณีที่ไม่มีโต๊ะเขียนแบบ ให้ใช้กระดานเขียนแบบแทนก็ได้


       ๒. ไม้ฉากรูปตัวที ( T - Square ) มีลักษณะคล้ายรูปตัว T ซึ่งมีส่วนประกอบ ๒ ส่วน คือ ส่วนหัว ( Fixed Head ) และส่วนตัวไม้ทีประกบกันเป็นมุม ๙๐ องศา ใช้สำหรับเขียนเส้นตรงในแนวนอน หรือเส้นระดับอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้ร่วมกับโต๊ะเขียนแบบหรือกระดานเขียนแบบ พร้อมนี้จะต้องใช้ร่วมกับฉากสามเหลี่ยม (Set - Square)สำหรับลากเส้นให้เป็นมุมต่างๆ ลักษณะของไม้ฉากที หรือ T - Square ที่ดีนั้น หัวไม้ฉากทีต้องไม่โยกคลอน ยึดติดกันแน่นกับก้านไม้ตัวขวางของไม้ฉากที ขอบบนของตัวไม้ฉากทีต้องเรียบและตรงไม่บิดงอ การเขียนเส้นนอนต้องลากเส้นจากซ้ายไปขวาเสมอ หัวไม้ฉากทีแนบกับโต๊ะเขียนแบบด้านซ้ายมือจรดปลายดินสอให้เอนไปในทิศทางของการลากเส้นทำมุมกับกระดาษเขียนแบบเป็นมุม ๖๐ องศา ขณะเดียวกันให้ดินสอเอนออกจากขอบบรรทัดเล็กน้อย เพื่อให้ปลายดินสออยู่ชิดขอบบรรทัดมากที่สุด ในขณะที่ลากเส้น ควรหมุนดินสอไปด้วย ซึ่งจะช่วยรักษาปลายไส้ดินสอเป็นกรวยแหลม และช่วยให้เส้นดินสอโตสม่ำเสมอกัน


      ๓. ฉากสามเหลี่ยม ( Set - Square ) ชุดหนึ่งมีอยู่ ๒ แบบ มีมุมต่างกันดังนี้ อันแรกเรียกว่า ฉาก ๓๐ ๖๐, และ ๙๐ องศา ส่วนอันที่ ๒ เรียกว่า ฉาก ๔๕, ๔๕, และ ๙๐ องศา การเขียนมุมของฉากสามเหลี่ยมทั้ง ๒ อันนี้ จะต้องใช้ร่วมควบคู่กับไม้ฉากทีทุกครั้ง ในขณะทำการปฏิบัติงานเขียนแบบ
      ฉากสามเหลี่ยมใช้สำหรับเขียนเส้นตรงในแนวดิ่ง และเส้นเอียงทำมุมต่างๆ เวลาเขียนเส้นดิ่งให้ลากดินสอขึ้นไปตามแนวดิ่ง จับดินสอให้เอนไปในทิศทางของการลากเส้น ทำมุม ๖๐ องศา กับกระดานเขียนแบบ และให้ดินสอเอนออกจากตัวฉากสามเหลี่ยมเล็กน้อย


     ๔. วงเวียน เป็นอุปกรณ์สำหรับเขียนวงกลม หรือส่วนโค้ง ด้วยดินสอดำหรือหมึกก็ได้ วงเวียนมีหลายแบบ สามารถเลือกใช้แล้วแต่ความสำคัญของความต้องการในแต่กรณี วิธีเขียนวงกลมหรือส่วนโค้ง ให้ปรับขาวงเวียนที่เป็นเหล็กแหลม ให้ยาวกว่าข้างที่เป็นไส้ดินสอเล็กน้อย ใช้ปลายแหลม ปักลงตรงจุดที่กำหนดให้เป็นศูนย์กลางของวงกลม ปรับขาวงเวียนจนกางได้ระยะเท่ากับรัศมีที่ต้องการจับก้านวงเวียนไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หมุนวงเวียนเอนไปในทิศทางของการลากเส้นเล็กน้อย พยายามเขียนวงกลมให้สมบูรณ์ โดยการหมุนวงเวียนไปเพียงครั้งเดียว


     ๕. ดินสอดำ หรือดินสอเขียนแบบ ( Drawing Pencil ) ดินสอเขียนแบบทำด้วยไส้ดินสอที่มีระดับความแข็งต่างกัน ความแข็งของไส้ดินสอมีการระบุไว้บนแท่งดินสอด้วยตัวเลขและตัวอักษร ดินสอที่ใช้ในการเขียนแบบ ควรมีความอ่อนแข็งดังนี้ ๒H, ๓H, H, HB อย่างน้อยควรมี ๔ แท่ง คือ ดินสอที่มีไส้อ่อนได้แก่เกรด F, HB ไส้ขนาดกลาง H – ๒H ไส้แข็ง ๔H – ๕H ในงานเขียนแบบปัจจุบันนี้นิยมใช้ดินสอสำเร็จแบบไส้เลื่อน หรือไส้กด เพราะสะดวกรวดเร็วไม่เสียเวลาต่อการเหลาดินสอ มีความยาวคงที่ บรรจุไส้ใหม่สะดวก ทำให้งานสะอาด ไม่สกปรก


     ๖. ยางลบ ควรเป็นยางลบชนิดนุ่มๆมีคุณภาพใช้ลบดินสอดำที่เขียนผิด หรือลบในสิ่งที่ต้องการจะลบ


     ๗. กระดาษเขียนแบบ มีทั้งขนาดความหนา ๘๐ ปอนด์ ถึง ๑๐๐ ปอนด์ เป็นชนิดไม่มีเส้นขนาดความกว้างความยาว แล้วแต่จะต้องการเขียนหรือต้องการใช้ขั้นตอนการติดกระดาษเขียนแบบที่ปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้ ให้นำกระดาษเขียนแบบที่มีขนาดต่างๆตามความต้องการเขียนแบบวางลงบนพื้นกระดานโต๊ะเขียนแบบหรือแผ่นกระดานรองกระดาษเขียนแบบ โดยให้พอเหมาะกับผู้ที่จะเขียนแบบทำการเขียนแบบมีความคล่องตัวในการเขียนแบบ กระดาษเขียนแบบจะต้องวางไม่สูงเกินไปจนเกือบจะชิดกับขอบด้านบนของโต๊ะเขียนแบบ,แผ่นกระดานรองกระดาษเขียนแบบหรือวางต่ำลงมาจนเกือบชิดขอบด้านล่างของโต๊ะ,แผ่นกระดานรองกระดาษเขียนแบบ กระดาษเขียนแบบให้ห่างจากขอบโต๊ะเขียนแบบทางด้านซ้ายมือประมาณ ๑ ผ่ามือ หรือ ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร จากนั้นให้นำไม้ฉากที (T-Square) วางทับบนกระดาษเขียนแบบ โดยให้หัวของไม้ฉากทีแนบชิดกับขอบโต๊ะเขียนแบบด้านซ้ายมือ ซึ่งบรรทัดยาวไม้ฉากทีจะทำมุมฉากกับขอบโต๊ะเขียนแบบ ใช้ฉากสามเหลี่ยม (Set-Square) วางบนขอบบรรทัดไม้ฉากที ให้ขอบด้านมุมฉากของฉากสามเหลี่ยมอยู่ในแนวเดียวกันกับขอบด้านซ้ายกระดาษเขียนแบบ และฉากสามเหลี่ยมทำมุมฉากกับไม้ฉากที จัดขอบกระดาษเขียนแบบให้อยู่ในแนวเดียวกันกับด้านมุมฉากของฉากสามเหลี่ยม เมื่อจัดเข้าที่เรียบร้อยแล้วให้ติดมุมกระดาษเขียนแบบทั้ง ๔ ด้าน ด้วยกระดาษกาวหรือเทปใส (Scottape) โดยให้ติดขวางมุม แต่จะต้องติดลึกเข้าไปในพื้นที่กระดาษเขียนแบบมากนัก การติดขวางมุมเพื่อป้องกันกระดาษเขียนแบบ หลุดออกได้ง่ายขณะทำการเขียนแบบ เมื่อติดมุมกระดาษเขียนแบบเรียบร้อยแล้ว ยกเครื่องมือเขียนแบบออก ก็จะได้การติดกระดาษเขียนแบบที่ถูกต้องและใช้ในการเขียนแบบต่อไป
      ๘. ผ้ายาง หรือเทปกาว ( Scotch Tape ) ใช้ติดกระดาษเขียนแบบกับโต๊ะเขียนแบบ หรือกระดานเขียนแบบให้แน่นในขณะเขียนแบบทุกครั้ง เพื่อป้องกันกระดาษเลื่อน การติดกระดาษเขียนแบบที่ถูกวิธีนั้น ต้องติดขวางมุมกระดาษเขียนแบบทั้ง ๔ มุมกระดาษ
               
    ๙. บรรทัดโค้ง ( Irregular Curves ) บรรทัดโค้งใช้สำหรับเขียนเส้นโค้งที่วงเวียนไม่สามารถเขียนได้ โดยทำการจุดไว้ให้ได้ ๓ จุด แล้วลากเส้นผ่านตามจุดนั้นๆตามบรรทัดโค้งเลื่อนบรรทัดโค้งความโค้งตามไปครั้งละ ๓ จุด จนกว่าจะได้รูปตามต้องการ
                           
     ๑๐. บรรทัดสเกล ( Scale ) ใช้สำหรับย่อส่วนตามต้องการ มีลักษณะเป็นแท่งสามเหลี่ยม ๖ ด้าน ในแต่ละด้านจะมีมาตราส่วนย่อไว้ดังนี้ ๑ : ๒๐, ๑ : ๒๕, ๑ : ๕๐, ๑ : ๗๕, และ ๑ : ๑๐๐ 
               

การออกแบบเขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์


ภาพคลี่บรรจุภัณฑ์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์



การออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์



toc | return to top | previous page | next page



Content ©2009. All Rights Reserved. Created with SoftChalk LessonBuilder

1 ความสำคัญของงานเขียนแบบ ในงานช่างด้านต่างๆ แบบงานนั้นเป็นสื่อที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงานช่างทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ทุกคนต้องสเกตซ์หรือเขียนแบบพร้อมทั้งสามารถอ่านแบบได้ เนื่องจากการเขียนแบบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในงานช่างอุตสาหกรรม ตลอดจนการจะผลิตชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ก็จะต้องมีแบบงานเป็นหลัก แบบงานที่ดีจึงต้องมีลักษณะที่ง่าย กระชับ เที่ยงตรง จึงจะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้สร้างเข้าใจ จินตนาการมองเห็นรูปร่าง ขนาด และส่วนประกอบต่างๆ ของชิ้นส่วนงานเหล่านั้นได้ สามารถนำมาวางแผนขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนถึงการประมาณการ ระยะเวลาที่ผลิตได้ ดังตัวอย่างงานที่สื่อความหมายหลักการประกอบชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ (ดังรูป 1.1)


รูปที่ 1.1 แบบงานภาพประกอบของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ในงานช่างอุตสาหกรรม


2 วิวัฒนาการของงานเขียนแบบ มนุษย์เริ่มรู้จักการเขียนแบบตั้งแต่สมัยโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากการสำรวจของนักโบราณคดี ได้ทำการสำรวจดินแดนอียิปต์โบราณสมัยของฟาโรห์ โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของยุคอณาจักรเก่า ได้พบบันทึกเป็นภาษารูปภาป มีอายุประมาณ 4,500 ปี ก่อนตริสต์ศักราชในบันทึกนั้นจะใช้วิธีขีดเขียนเป็นสัญลักษณ์ รูปภาพบนก้อนหิน ผนังถ้ำ พื้นดิน และผิวหนัง เพื่อใช้ในการบันทึกความจำ บอกเล่าและสื่อสารเหตุการณ์ต่างๆ (ดังรูป)


รูปที่ 1.2 สัญลักษณืที่คนโบราณบันทึกไว้

ต่อมามีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญในทางโบราณคดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ งานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยพบแผ่นหินเขียนเป็นภาพแปลนของป้อมปราการ ซึ่งเขียนโดย ซาลเดนกูตัว ชาวเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนตริสต์ศักราช ชาวเมโสโปเตเมีย เป็นชาติแรกที่รู้จักการเขียนแบบ จากการสำรวจนักโบราณคดี พบแผ่นหินเขียนเป็นภาพแปลนของป้อมปราการ ซึ่งเขียนโดย ซาลเดนกูตัว (ดังรูป 1.3)


รูปที่ 1.3 แผ่นหินเขียนเป็นภาพป้อมปราการซึ่งเขียนโดย ซาลเดนกูตัว ที่มา:ประเวศ มณีกุล, 2541

ในศตวรรษที่ 15 ลิโอนาโด ดาวินซี ชาวอิตาลี ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของการเขียนแบบ ลิโอนาโด ดาวินซี เป็นนักปราชญ์ ที่ถ่ายทอดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการเขียนเป็นภาพ 3 มิติ ภาพจากจินตนาการของ ลิโอนาโด ดาวินซี หลายชิ้น เป็นต้นแบบในการสร้างเครื่องจักรกล (ดังรูปที่ 1.4)


รูปที่ 1.3 ภาพสเกตช์ธนูขนาดใหญ่ จากจินตนาการของ ลิโอนาโด ดาวินซี ที่มา:ประเวศ มณีกุล, 2541

การเขียนแบบได้มีการพัฒนาขึ้มาเรื่อยๆ โดยตลอด ทั้งวิธีการเขียนเพื่อสื่อความหมาย ให้เข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้ออกแบบกับช่างเทคนิคผู้ปฏิบัติงาน เช่น แบบภาพฉาย ภาพตัด และการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการเขียนแบบ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบ ซึ่งต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเขียนแบบโดยนำเอา คอมพิวเตอร์ มาช่วยใช้ในการเขียนแบบ ซึ่งแบบที่ได้จากการเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ จะสามารถทำงานได้เรียบร้อย สวยงาม ทันสมัย และรวดเร็วขึ้น (ดังรูป 1.5 และ 1.6)

รูปที่ 1.5 คอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนแบบ


รูปที่ 1.6 ตัวอย่างภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์เขียนแบบ


3 จำแนกลักษณะของงานเขียนแบบชนิดต่างๆ การเขียนแบบมีความสำคัญมากในงานช่างอุตสาหกรรม เพราะแบบงานเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อความหมายกัน ระหว่างวิศวกรกับช่างเขียนแบบ ช่างเทคนิคและช่างฝีมือ ขอบข่ายของงานจะครอบคลุมทุกสาขา ในโรงงานขนาดใหญ่การเขียนแบบจะเขียนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ในโรงงานขนาดเล็กการเขียนแบบจะเขียนชิ้นงานทั่วๆ ผู้เขียนแบบจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องการเขียนแบบของสาขานั้นๆ เช่นกัน ต้องเรียนรู้ทั้งด้านการเขียนแบบสั่งงานและความสามารถในการอ่านแบบเพื่อทำงานตามแบบ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะของงานเขียนแบบชนิดต่างๆ ได้ ดังนี้ 3.1 งานเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิกจะออกแบบและเขียนแบบ สำหรับการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย และอาคารพาณิชย์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย งบประมาณการก่อสร้าง การใช้งานอย่างคุ้มค่า (ดังรูป 1.7)


รูปที่ 1.7 งานเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม


3.2 งานเขียนแบบไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ เป็นแบบงานที่แสดงลักษณะวงจร การไหลของกระแสไฟฟ้า และวงจรอิเลคทรอนิกส์ โดยทั่วไปแล้วการเขียนแบบจะใช้แทนโดยสัญลักษณ์เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเขียนแบบ (ดังรูป 1.8)


รูปที่ 1.8 งานเขียนแบบวงจรไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์

3.3 งานเขียนแบบงานท่อ เป็นแบบงานที่แสดงตำแหน่ง ชนิด และขนาดของท่อที่ติดตั้งในอาคารบ้านพัก โดยทั่วไปจะใช้สัญลักษณ์ทางกราฟิก แทนท่อ ลิ้น และอุปกรณ์ แบบงานอาจเป็นภาพหนึ่งด้าน สองด้าน หรือสามด้านก็ได้ แผ่นภาพตัวท่ออาจเขียนแทนด้วยเส้นเดี่ยวหรือเส้นคู่ใช้แทนระบบที่เป็นท่อใหญ่ ส่วนท่อที่มีขนาดเล็กนิยมเขียนแทนด้วยเส้นเดี่ยว (ดังรูป 1.9)


รูปที่ 1.9 งานเขียนแบบท่อ

3.4 งานเขียนแบบเครื่องกล เป็นแบบงานที่เขียนแสดงลักษณะ รูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรกล และเครื่องกล เพื่อจะนำไปผลิตเป็นตามกระบวนการทางอุตสาหกรรม ให้ได้ชิ้นส่วนต่างๆ ตามแบบ การเขียนแบบเครื่องกลฃ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 3.4.1 แบบภาพแยกชิ้น เป็นการเขียนแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ของเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงลักษณะ รูปร่าง ขนาด และรายละเอียดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นให้ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการอ่านแบบและเขียนแบบ เพื่อผลิตชิ้นส่วน นำไปประกอบเป็นเครื่องจักรต่อไป (ดังรูป 1.10)


รูปที่ 1.10 ตัวอย่างแบบภาพแยกชิ้น


3.4.2 แบบภาพประกอบ เป็นการเขียนแบบที่แสดงลักษณะรูปร่าง ชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์ต่างๆ ว่าประกอบกันอย่างไร ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอยู่ตำแหน่งใด แบบภาพประกอบ มีส่วนสำคัญและจำเป็นต่อการผลิตชิ้นส่วน เพราะต้องแสดงการประกอบของชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้น ทำให้สามารถวางแผนกระบวนการผลิต และการควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามแบบงาน (ดังรูป 1.11)


รูปที่ 1.11 ตัวอย่างภาพประกอบ


3.5 แบบสิทธิบัตร เป็นแการเขียนแบบสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นเพื่อเสนอต่อกองสิทธิบัตรของทางราชการ การเขียนสิทธิบัตรนี้จะต้องแสดงรายการส่วนประกอบสำคัญทุกส่วน (ดังรูป 1.12)


รูปที่ 1.12 ตัวอย่างแบบสิทธิบัตร