ภาษาบาลีสำหรับผู้เริ่มต้น/บทที่ 2

จาก วิกิตำรา
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำศัพท์[แก้ไข]

คำศัพท์ ความหมาย
อักษรไทย อักษรโรมัน
คำนาม (เพศชาย + ลงท้ายด้วย -a /อะ/)
ธมฺม dhamma ธรรม (ซึ่งแปลตรงตัวว่า ความจริง)
คาม gāma หมู่บ้าน (คาม)
กุกฺกุร, สุนข, โสณ kukkura, sunakha, soṇa สุนัข
อาวาฏ āvāṭa เมล็ด, หน่อ (อวตาร)
สิคาล sigāla หมาไน
ภตฺต bhatta ข้าว (ภัตตาหาร = ภัตต + อาหาร)
สุริย suriya ดวงอาทิตย์ (สุริยะ)
วิหาร vihāra วิหาร, โบสถ์
ปพฺพต pabbata ภูเขา (บรรพต)
รุกฺข rukkha ต้นไม้ (รุกขเทวดา)
โอทน odana ข้าวสุก
จนฺท canda พระจันทร์
ปตฺต patta ถ้วย (บาตร)
ยาจก yācaka ขอทาน (ยาจก)
คำกริยา (ผันตามกาลปัจจุบัน + ประธานบุรุษที่สาม + เอกพจน์)
ตรงกับ he/she/it + V.-s/es หรือ is + V.-ing ในภาษาอังกฤษ
หรติ harati บรรทุก หยิบ หรือนำออกไป
โอรุหติ oruhati ลง, เดินหรือปีนลงมา
วิชฺฌติ vijjhati ยิง
วนฺทติ vandati ไหว้ (วันทา)
อาหรติ āharati นำมา,​ พามา
ยาจติ yācati ขอ (ยาจก - ผู้ขอ)
ปหรติ paharati ทุบตี, ทำร้าย (ประหาร)
อารุหติ āruhati ขึ้น, เดินหรือปีนขึ้นไป
ขณติ khaṇati ขุดหลุม, ฝัง
รกฺขติ rakkhati ปกป้อง, รักษา

การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a[แก้ไข]

การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของประโยค มีหลักการดังนี้

กรรมตรง ในภาษาบาลีเรียกว่า ทุติยา ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า Accusative หมายถึง นามในประโยคที่ทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ (โดยตรง) เช่น
ฉันกินข้าว - ข้าว ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง
แม่ให้ขนมแก่น้อง - ขนม ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง (ส่วน น้อง ทำหน้าที่เป็นกรรมรอง ซึ่งจะมีในหัวข้อต่อไป)
ในภาษาบาลี เมื่อแปลนามที่ทำหน้าที่กรรมตรงออกมาเป็นภาษาไทย จะให้ความหมายว่า ซึ่ง... หรือ สู่...


1. ถ้าต้องการให้เป็นเอกพจน์ ให้เติม -ṃ ที่ท้ายต้นเค้าคำนาม (เติม ํ - นิคหิต ท้ายคำ)
เอกพจน์ + ชา่ย + กรรมตรง
nara + ṃ = naraṃ (นรํ)
mātula + ṃ = mātulaṃ (มาตุลํ)
kassaka + ṃ = kassakaṃ (กสฺสกํ)


2. ถ้าต้องการให้เป็นพหูพจน์ ให้เติม -e ที่ท้ายต้นเค้าคำนาม
พหูพจน์ + ชา่ย + กรรมตรง
nara + e = nare (นเร)
mātula + e = mātule (มาตุเล)
kassaka + e = kassake (กสฺสเก)


นอกจากการผันรูปแบบนี้จะทำให้คำนามทำหน้าที่เป็นกรรมตรงแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางหรือการเคลื่อนที่ได้อีกด้วย เช่น

Bhūpālo gāmaṃ gacchati. (ภูปาโล คามํ คจฺฉติ) = พระราชาเสด็จสู่หมู่บ้าน


รูปแบบประโยค[แก้ไข]

ประโยคในภาษาบาลีเมื่อมีกรรมมารองรับ จะเรียงเป็น ประธาน + กรรม + กริยา (SOV - Subject Object Verb) เช่น

เอกพจน์
Putto naraṃ passati. (ปุตฺโต นรํ ปสฺสติ) = บุตรเห็นผู้ชาย
Brāhmaṇo mātulaṃ rakkhati. (พฺราหฺมโณ มาตุลํ รกฺขติ) = พราหมณ์ปกป้องลุง
Vāṇijo kassakaṃ paharati. (วาณิโช กสฺสกํ ปหรติ) = พ่อค้าทุบตีชาวนา


พหูพจน์
Puttā nare passanti. (ปุตฺตา นเร ปสฺสนฺติ) = พวกบุตรเห็นพวกผู้ชาย
Brāhmaṇā mātule rakkhanti. (พฺราหฺมณา มาตุเล รกฺขนฺติ) = พวกพราหมณ์ปกป้องพวกลุง
Vāṇijā kassake paharanti. (วาณิชา กสฺสเก ปหรนฺติ) = พวกพ่อค้าทุบตีพวกชาวนา


แบบฝึกหัด[แก้ไข]

จงแปลเป็นภาษาไทย[แก้ไข]

  1. Tathāgato dhammaṃ bhāsati.

ตถาคโต ธมฺมํ ภาสติ = พระพุทธเจ้าเทศนาธรรม

  1. Brāhmaṇā odane bhuñjanti.

พฺราหฺมณา โอทนํ ภุญฺจนฺติ = พวกพราหมณ์กินข้าวสุก

  1. Manusso suriyaṃ passati.

มนุสฺโส สุริยํ ปสฺสติ = มนุษย์มองดูพระอาทิตย์

  1. Kumārā sigāle paharati.

กุมารา สิคาเล ปหรนฺติ = พวกเด็กน้อยทุบตีพวกหมาไน

  1. Yācakā bhattaṃ yācanti.

ยาจกา ภตฺตํ ยาจนฺติ = พวกขอทานขอข้าว

  1. Kassakā āvāṭe khaṇanti.

กสฺสกา อาวาเฎ ขณนฺติ = พวกชาวนาขุดหลุมฟังเมล็ด

  1. Mitto gāmaṃ āgacchati.

มิตฺโต คามํ อาคจฺฉติ = เพื่อนบรรทุกไปหมู่บ้าน

  1. Bhūpālo manusse rakkhati.

ภุปาโล มนุสฺเส รกฺขติ = พระราชาปกป้องมนุษย์

  1. Puttā pabbataṃ gacchanti.

บุตฺต ปพฺพตํ คัจฺฉนฺติ = พวกผู้ชายไปภูเขา

  1. Kumāro Buddhaṃ vandati.

กุมาโร พุทฺธ วนฺทติ = เด็กน้อยไหว้พระพุทธเจ้า

  1. Vāṇijā patte āharanti.

วาณิจ ปตฺเต อาหรนฺติ =พวกพ่อค้านำมาใส่ถ้วย

  1. Puriso vihāraṃ gacchati.

บุริโส วิหารํ คัจฉติ = ผู้ชายไปโบรถ

  1. Kukkurā pabbataṃ dhāvanti.

กุกกุร ปัพพตํ อาหรติ = พวกสุนักนำมายังภูเขา

  1. Sigālā gāmaṃ āgacchanti.

สิคาล คามํ อาคจฺฉนฺติ = พวกหมาไนมาหมู่บ้าน

  1. Brāhmaṇā sahāyake āharanti.

พฺราหฺมณ สหายก อาหรติ = พราหมณ์ขึ้นไปหามิตร

  1. Bhūpālā Sugataṃ vandanti.

ภูปาล สิคาลํ วนฺทติ =เหล่าพระราชาไหว้หมาไน

  1. Yācakā sayanti.

ยาจก สยนฺติ =พวกขอทานนอน

  1. Mittā sunakhe haranti.

มิตฺต สุนเข หรติ = พวกเพื่อนบรรทุกสุนัก

  1. Putto candaṃ passati.

บุตฺโต จนฺทํ ปสฺสติ = ผู้ชายมองดูพระจันทร์

  1. Kassako gāmaṃ dhāvati.

กสฺสโก คามํ ธาวติ = ชาวนาวิ้งไปหมู่บ้าน

  1. Vāṇijā rukkhe chindanti.

วาณิช รกฺเข ฉินฺทตื = พวกพ่อค้าตัดต้นไม้

  1. Naro sigālaṃ vijjhati.

นโร สิคาลํ วิชฺฌติ = คนยิงหมาไน

  1. Kumāro odanaṃ bhuñjati.

กุมาโร โอทนํ ภุญชติ = เด็กน้อยกินข้าวสุก

  1. Yācako soṇaṃ paharati.

ยาจก โสนํ ปหรติ = ขอทานทุบตีสุนัก

  1. Sahāyakā pabbate āruhanti.

สหายก ปพฺพต อารุหนฺติ = มิตรขึ้นไปดูภูเขา

จงแปลเป็นภาษาบาลี[แก้ไข]

  1. พวกผู้ชายไปยังวิหาร
  2. พวกชาวนาปีนภูเขาทั้งหลาย
  3. พราหมณ์รับประทานข้าว
  4. พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเหล่าเด็กผู้ชาย
  5. พวกลุงนำถ้วยทั้งหลายไป
  6. บุตรปกป้องพวกสุนัข
  7. พระราชาทรงไหว้พระพุทธเจ้า
  8. พ่อค้าพาเด็กผู้ชายมา
  9. พวกเพื่อนไหว้พราหมณ์
  10. พวกขอทานขอข้าว
  11. พวกพ่อค้ายิงหมาไนทั้งหลาย
  12. พวกเด็กผู้ชายปีนภูเขา
  13. ชาวนาวิ่งไปยังหมู่บ้าน
  14. พ่อค้าหุง (ปรุง) ข้าว
  15. พวกบุตรไหว้ลุง
  16. เหล่าพระราชาปกป้องคนทั้งหลาย
  17. พระพุทธเจ้าเสด็จมายังวิหาร
  18. พวกผู้ชายลงมา
  19. พวกชาวนาขุดหลุมฝังเมล็ดทั้งหลาย
  20. พ่อค้าวิ่ง
  21. สุนัขเห็นพระจันทร์
  22. พวกเด็กผู้ชายปีนต้นไม้ทั้งหลาย
  23. พราหมณ์นำถ้วยมา
  24. ขอทานหลับ
  25. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้า

สารบัญ[แก้ไข]

บทนำ - การอ่านออกเสียง
บทที่ 1 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน รูปเอกพจน์และพหูพจน์, การผันกริยากาลปัจจุบันสำหรับประธานบุรุษที่ 3 เอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 2 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 3 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 4 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นต้นกำเนิด รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 5 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมรอง รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 6 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 7 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นสถานที่ รูปเอกพจน์และพหูพจน์
บทที่ 8 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -a ที่ทำหน้าที่เป็นการเรียกขาน รูปเอกพจน์และพหูพจน์, การผันคำนามเพศกลางที่ลงท้ายด้วย -a
บทที่ 9 - การสร้างคำนามจากกริยา
บทที่ 10 - การผันคำกริยาเพื่อไม่ให้ระบุกาล
บทที่ 11 - การผันคำกริยาเพื่อบอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน, การผันคำนามเพศชายและเพศกลาง
บทที่ 12 - การผันคำกริยาในกาลปัจจุบัน และบอกความเป็นผู้กระทำ
บทที่ 13 - การผันคำกริยาในกาลปัจจุบัน และบอกความเป็นผู้กระทำ (ภาคต่อ)
บทที่ 14 - การผันคำกริยาเพื่อบอกกาลอนาคต
บทที่ 15 - การผันคำกริยาเพื่อบอกความเป็นไปได้และคำแนะนำ
บทที่ 16 - การผันคำกริยาเพื่อบอกคำสั่ง
บทที่ 17 - การผันคำกริยาเพื่อบอกกาลอดีต
บทที่ 18 - การผันคำนามเพศหญิงที่ลงท้ายด้วย -ā
บทที่ 19 - การผันคำกริยาเพื่อบอกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
บทที่ 20 - การผันคำนามเพศหญิงที่ลงท้ายด้วย -i และ -ī
บทที่ 21 - การผันคำกริยาเพื่อบอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน (ภาคต่อ), การผันคำนามเพศหญิง
บทที่ 22 - การผันคำกริยาเพื่อบอกความเป็นผู้ถูกกระทำในกาลอนาคต
บทที่ 23 - การผันคำกริยาเพื่อบอกการไหว้วานหรือการบังคับ
บทที่ 24 - การผันคำนามเพศหญิงที่ลงท้ายด้วย -u
บทที่ 25 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -i
บทที่ 26 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -ī
บทที่ 27 - การผันคำนามเพศชายที่ลงท้ายด้วย -u และ -ū
บทที่ 28 - การผันคำนามของผู้กระทำกริยา และคำนามที่บ่งบอกความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
บทที่ 29 - การผันคำนามเพศกลางที่ลงท้ายด้วย -i และ -u
บทที่ 30 - การผันคำคุณศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -vantu และ -mantu
บทที่ 31 - การผันคำสรรพนามบอกบุรุษ
บทที่ 32 - การผันคำสรรพนามบอกบุรุษ สรรพนามบอกความสัมพันธ์ สรรพนามบอกระยะ และสรรพนามบอกคำถาม
บทที่ 33 - รายการคำกริยาในภาษาบาลี, รายการคำที่นอกเหนือจากคำกริยาในภาษาบาลี